ต้องระบุว่าแต่ละหลักสูตรมีจุดเด่นอะไร จบแล้วจะเป็นอะไรได้บ้าง

ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓

เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ มีการเสวนาคณบดีครั้งที่ ๓ ณ ห้องประชุม ๑ อาคารวิชาการ ๔ โดยมีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรเป็นเจ้าภาพ ศ.ดร.ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและ ผศ.ดร.พ้วน เพ่งเซ้ง รองคณบดี ให้การต้อนรับผู้เข้าเสวนาทุกคนเป็นอย่างดี

อาจารย์ธรรมศักดิ์เล่าสถานการณ์เกี่ยวกับนักศึกษาของสำนักวิชาให้ฟัง เพื่อขอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ (ไม่ต้องการความเห็นใจ) สำนักวิชาเปิดสอน ๕ หลักสูตรในแขนงวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช เทคโนโลยีการผลิตสัตว์ เทคโนโลยีการผลิตสัตว์น้ำ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการอาหาร

ช่วงแรกๆ ของการเปิดหลักสูตรรับนักศึกษาได้เต็ม ลูกศิษย์ที่จบออกไปได้รับความสนใจจากสาธารณะเป็นอย่างดี บางคนเรียนต่อจนจบปริญญาเอกแล้ว บางคนทำงานในระดับผู้จัดการ มีเงินเดือนสูง คณาจารย์ของสำนักวิชาจบระดับปริญญาเอกเกือบทั้งหมด

สำนักวิชาฯ มีปัญหารับนักศึกษาได้จำนวนไม่ถึงเป้าและลดลงตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน คาดว่าเกิดจากหลายปัจจัย (เหตุ) ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น มีมหาวิทยาลัยจำนวนมากทั้งของรัฐและเอกชน ประชากรนักเรียนลดลง บางคนไม่เรียนต่ออุดมศึกษา ปัจจัยด้านเศรฐกิจและสังคม ฯลฯ อีกทั้งอาจมีเหตุมาจากภายใน เช่น การประชาสัมพันธ์ ระบบการเรียน ฯลฯ

ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ สำนักวิชาฯ ได้พยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นทุกปี เช่น ไปออกบู๊ทตามศูนย์การค้า ปรับ Brochure ใหม่ อาจารย์ออกพื้นที่เป้าหมาย เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียน ติดต่อนักเรียน อาจารย์แนะแนว ส่งจดหมายตรงถึงผู้ปกครอง ประชาสัมพันธ์ทางวิทยุ-โทรทัศน์ เป็นต้น เราฟังข้อมูลที่เสนอด้วยความชื่นชมในความพยายามของชาวสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร

ศ.ดร.ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พูดถึงกิจกรรม Open House ซึ่งสำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ จัดอย่างสม่ำเสมอ สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ก็เพิ่งจัดเป็นครั้งแรก

รศ.ดร.พูลพงษ์ บุญพราหมณ์ คณบดีสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ เล่าว่าแม้ผลของการจัด Open House ต่อจำนวนนักศึกษาจะยังไม่ชัดเจน แต่ก็ได้ความสามัคคีระหว่างอาจารย์และนักศึกษา นักศึกษาได้รู้จักคณบดี ผู้ปกครองเข้ามาชื่นชมว่ามหาวิทยาลัยมี facilities พร้อม มีนักธุรกิจมาแนะเรื่องการบริการวิชาการ...ต่อไปต้องระบุว่าแต่ละหลักสูตรมีจุดเด่นอะไร จบแล้วจะเป็นอะไรได้บ้าง ในปีหนึ่งๆ อาจจะทุ่มงบประมาณไปที่หลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งเพื่อสร้างความโดดเด่น จะร่วมมือกับภาคเอกชน เอาผลงานของนักศึกษาขึ้น Web

สำหรับหลักสูตรปริญญาโท เดิมสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์เคยลงประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์ เสียเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ปีนี้ลงโฆษณาผ่าน Google Advert เสียเงินเพียงประมาณ ๓,๐๐๐ บาท ปีนี้จะทำ Web ทั้งของ ป.ตรี และ ป.โท ให้ดีและน่าสนใจยิ่งขึ้น

มีความคิดเห็นและคำแนะนำอีกมาก เช่น
- ควรทำหลักสูตรเกษตรไฮเทค, เกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี, Vertical Agriculture ลดน้ำ ลดพลังงาน ลดสารเคมี, เลี้ยงปลาที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ ฯลฯ มีคนว่าต้อง “เปิดหัว” ของอาจารย์
- จัดให้มีชมรมวิชาการเฉพาะด้าน ไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่ เช่น ที่ศูนย์การเรียนรู้ของเทศบาล
- จัดทำหลักสูตรวิชาโท ที่น่าจะเริ่มได้เลย เป็นหลักสูตรต่อยอดว่าผลิตแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อ
- เปลี่ยนโรงเรียนที่เป็นเป้าหมายในการประชาสัมพันธ์
- ส่งเสริมให้เรื่องการเกษตรมีความโดดเด่น เช่น มีฟาร์มเชิงท่องเที่ยว สวนสมุนไพร
- จัดหลักสูตรแนวใหม่ เชื่อมโยงกับ peace การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เอาความฝันร่วมกันที่อยากเห็นมาผลักดัน
- การที่สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรเน้นบัณฑิตศึกษาเป็นเรื่องดี ทำอย่างไรให้บัณฑิตศึกษาสร้างชื่อเสียง ต่อไปเด็กก็จะขยับเข้ามาเอง
- ฯลฯ

พอเราคุยถึงเรื่องความโดดเด่นเลยได้รู้ว่าอาจารย์พ้วนทำเรื่องปลาน้ำจืด ปลานิลแปลงเพศ ขายลูกปลานิ้วได้เดือนละหลายบาท (มากทีเดียว) เมื่อทำแรกๆ ไปออกงานเดือนสิบแล้วมีคนสั่งจอง ช่วง ๕-๖ เดือนแรกขาดทุน ตอนนี้อยู่ตัวแล้ว  จ้างคนรับผิดชอบเพียงคนเดียวเท่านั้น (อาจารย์พ้วนจะบอกดิฉันเสมอเวลาที่บ่นเรื่องการทำงานที่ไม่เป็นดังคาดว่าอย่าท้อให้ทำต่อไปอีก)

เราพูดกันต่อถึงปัญหาการเรียนของนักศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังต้องใช้ความพยายามกันอีกมาก การพัฒนานักศึกษาด้วยแนวคิดเชิงบวก การกระตุ้นแรงจูงใจ การทำให้นักศึกษามีความรับผิดชอบ การวัดผลการเรียน การประเมินการสอนของอาจารย์ การดูแลนักศึกษา

ผศ.ดร.อัญชลี ชยานุวัชร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ แจกเอกสารและเล่าว่าไปดูงานเกี่ยวกับ General Education และ QA ณ ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ได้อะไรมาบ้าง

ปิดการเสวนาเวลา ๑๒.๐๐ น. เรารับประทานอาหารกลางวันร่วมกันก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงานต่อ

วัลลา ตันตโยทัย