สำนึกความเป็นไท

สำนึกความเป็น “ไท” ภาค ๒ 

          ที่ผ่านมาได้เขียนเรื่อง สำนึกความเป็น “ไท” ไปแล้วครั้งหนึ่ง  ด้วยความรู้สึกว่า ทำไมคนไทยถึงไม่มีความรักประเทศชาติกันเลย  ประชาชนและข้าราชการหลายคนตกเป็นเครื่องมือถูกใช้เพื่อสนองตอบตัณหาของข้าราชการการเมืองที่ต้องการอำนาจ  ทั้งๆที่ในขณะที่พวกตนมีอำนาจกลับใช้อำนาจนั้นไปในทางมิชอบด้วยกฎหมาย  และยังถามหาความยุติธรรมโดยไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  กระทำการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารด้วยสื่อต่างๆ เพื่อปลุกปั่นประชาชนที่ไม่รู้เท่าทัน และให้การสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงสร้างความวุ่นวาย จนทำให้เกิดเหตุการณ์ในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ ของปีที่ผ่านมาตามที่ทุกท่านได้ทราบกันดีแล้ว

          การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งในปีนี้ได้พัฒนาไปเป็นกลุ่มคนไม่มีสีเพื่อสร้างความยากลำบากให้แก่เจ้าหน้าที่ในการแยกผู้เข้าร่วมการชุมนุมกับประชาชนผู้บริสุทธิ์  ที่ผ่านมารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ไม่ได้ใช้ความรุนแรงในการเข้าสลายการชุมนุมแต่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการใช้กำลังอันเป็นที่ยอมรับตามหลักสากล ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงกลับได้ใจและเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเพื่อยั่วยุให้ ศอฉ.ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมโดยหวังผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการใช้กำลังดังกล่าวและนำไปใช้เป็นเงื่อนไขเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามากดดันรัฐบาล  ตลอดเวลาที่ผ่านมากลุ่มคนเสื้อแดงปฏิบัติการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย  ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ , การตั้งด่านตรวจค้นสกัดกั้นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หรือประชาชนทั้งหลาย , การยิงระเบิด M79 เข้าใส่สถานที่ต่างๆ เจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ , การยิงจรวด RPG เข้าใส่คลังน้ำมันและโรงแรมดุสิตธานี , การซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ นักข่าว ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วยกัน , การนำกำลังบุกเข้าไปตรวจค้นในโรงพยาบาลจุฬาฯ  เหตุการณ์ต่างๆ ที่ยกมาเป็นตัวอย่างเหล่านี้ยังไม่เป็นบทพิสูจน์ถึงความเดือดร้อนที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับ หรือจะต้องให้สังเวยชีวิตของผู้บริสุทธิ์อีกกี่ร้อยชีวิตเพื่อสนองตัณหาของกลุ่มนักการเมืองที่ได้รับผลประโยชน์จากการชุมนุมดังกล่าว  จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นหลายคำถาม ดังนี้

----------------------------------------------------- 

การกระทำของรัฐบาลถูกต้องหรือไม่ อย่างไร ? 

----------------------------------------------------- 

          การแตกต่างทางความคิดทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศทั่วโลก  โดยประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมีเสรีภาพในการชุมนุมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  แต่การก่อวินาศกรรมเผาบ้านเผาเมือง สร้างความวุ่นวายก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น  ไม่มีกฎหมายฉบับใดรับรองให้กระทำได้  ในทางกลับกันกฎหมายได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายอื่นเช่น พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑  อีกทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์หลายคนที่ได้รับความเดือดร้อนมีสิทธิที่จะป้องกันตัวเอง  รวมทั้งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศดังนั้น  สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงถือเป็นการกระทำความผิดกฎหมายอย่างเห็นได้ชัด  โดยผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและได้รับผลกระทบมากที่สุด คือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มีที่พักอาศัยและที่ทำมาหากินอยู่ในบริเวณพื้นที่การชุมนุมหรือพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งได้รับความเสียหายทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน  การแก้ปัญหาที่ผ่านมาหลายฝ่ายต่างเข้าใจว่ารัฐบาลและ ศอฉ.กำลังเข้าเกียร์ว่างกันอยู่หรือเปล่า  ทำไมไม่ดำเนินการอะไรสักอย่าง  จะปล่อยให้เกิดความเสียหายกับประเทศอีกเท่าไหร่จึงจะดำเนินการได้  ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้น  กลุ่มผู้ชุมนุมไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฉบับใดก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้ และที่สำคัญผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายไม่ทำหน้าที่ของตน  ในช่วงเวลานั้นรู้สึกว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศไทยจะมีสภาพอย่างไร  มีแต่คนอยู่เหนือกฎหมาย  ไม่มีใครเคารพกฎหมาย  เพราะต่างประณามว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม  

          แต่เมื่อรัฐบาลหันมาบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ  ปรากฏว่ามีกลุ่ม สว.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย  กลับออกมาให้ข่าวและวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่า “รัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง และกำลังทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เข้าไปร่วมชุมนุม”[1]  จึงเกิดคำถามขึ้นในใจทันทีว่า รัฐบาลและ ศอฉ.ทำผิดจริงหรือ ?  ทุกคนทุ่มเทแรงกายอดหลับอดนอนและระดมสมองช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว  คงต้องถามท่านว่า หากท่านเป็นรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาอยู่ในขณะนี้ ท่านจะปล่อยให้กลุ่ม นปช.ก่อความเดือดร้อนให้กับคนกรุงเทพฯ ต่อไปใช่หรือไม่ ?  การกระทำที่ผ่านมาของกลุ่ม นปช.ยังไม่มีความชัดเจนพอว่าก่อให้เกิดความเดือดร้อนใช่หรือไม่ ? หรือว่าการเผาห้างร้าน บ้านเรือน เผาสถานที่ราชการต่างๆ มันยังน้อยเกินไปตามความเห็นของท่าน ปัญหาเหล่านี้คงต้องให้คนกรุงเทพฯ และผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นผู้ตอบคำถาม ซึ่งน่าจะได้รับคำตอบอย่างแท้จริงว่าเป็นเช่นไร 

          อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะเลือกอยู่ข้างไหนฝ่ายใด ในช่วงเวลานี้คนไทยทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการทางการเมืองที่ประชาชนได้ให้ความไว้วางใจเลือกตั้งท่านขึ้นมาเพื่อเป็นผู้แทนของพวกเขา ท่านไม่ควรซ้ำเติมด้วยการออกมาให้ข่าวในเชิงลบ หยุดเถอะ! อย่าทำร้ายประเทศอีกต่อไปเลย  ถ้าท่านคิดว่าท่านสามารถช่วยเหลือประเทศได้ขอให้กระโดดลงมาช่วยกันทำดีกว่า  หยุดพูด หยุดวิจารณ์และหันมาทำงานด้วยมือและสมองกันได้แล้ว  ขณะนี้สิ่งที่ประเทศชาติต้องการเร่งด่วนมากที่สุด คือความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ช่วยกันนำพาประเทศฝ่าฟันให้พ้นวิกฤต  อย่ามัวเก่งแต่ปากแล้วมือไม่ทำ หรือมัวแต่คอยตั้งท่าวิจารณ์ทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ พยายามหาความผิดพลาดเพื่อนำมาขยายผลให้ทุกคนได้รับรู้ เป็นจริงบ้าง เท็จบ้าง ซึ่งจะสร้างความสับสนด้านข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะกับสื่อต่างประเทศ  ภาพลักษณ์ที่เสียหายของประเทศที่ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกมันยังไม่พออีกใช่ไหม?  และความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประเทศครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และการขาดจรรยาบรรณของสื่อ โดยสื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชนมาเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง

          คงต้องถามว่า  ท่านรักประเทศไทยอย่างที่ปากพูดจริงหรือ ?  ถ้ารักประเทศไทยจริงท่านควรจะทำอะไรที่ดีกว่าการพูด  หากพูดได้แต่ทำไม่ได้คิดว่าไม่ต้องพูดจะดีกว่า  ขอให้คิดถึงความเสียหายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นสำคัญ  หากท่านไม่คิดที่จะช่วยก็ขอความกรุณาอย่าทำลายกันเลย อย่าพยายามทำตัวเป็นพระเอกแต่คำพูดมันดูไม่สง่างาม  อย่าได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสสำหรับตัวท่านโดยคิดคำพูดคมๆ ระดมเอาแต่สิ่งเลวร้ายต่างๆ โยนให้กับคนที่เขากำลังทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง  อย่าคิดสร้างชื่อเสียงบนซากศพและซากปรักหักพังของบ้านเมืองด้วยคำพูดที่ฟังแล้วดูดีแต่ไม่สามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้อีกต่อไปเลย

---------------------------------------------------------

ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองหรือไม่ ?

---------------------------------------------------------

          หลายเหตุการณ์ในการชุมนุมที่ผ่านมา พบว่า แกนนำผู้ชุมนุม และนักการเมืองที่ให้การสนับสนุนการชุมนุม พยายามดึงองค์การระหว่างประเทศให้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทย ได้มีการทำหนังสือร้องเรียนหลายครั้ง โดยเฉพาะการตั้งเงื่อนไขของกลุ่ม นปช.ที่จะยอมยุติการชุมชนและยอมเจรจา แต่ต้องให้ UN เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา  คงต้องถามว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ภายในประเทศไทย  ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ก็คือ คนไทยหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย  ชาวต่างประเทศมิได้เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และที่สำคัญคู่กรณีที่ขัดแย้งล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น  เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่มีจุดเกาะเกี่ยวในทางระหว่างประเทศ ดังนั้นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจึงเป็นข้อพิพาทที่ต้องใช้กฎหมายไทย  และอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทยตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ  หากรัฐบาลไทยยอมให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เท่ากับว่า ประเทศไทยยอมให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ  ซึ่งเป็นการสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนในการแก้ไขข้อพิพาททางการเมืองภายในให้แก่องค์การระหว่างประเทศ   แต่ในกรณีนี้คงไม่มีประเทศใดยินยอมให้กระทำเช่นนั้น  หากเรายินยอมแสดงว่าประเทศไทยไม่มีอำนาจอธิปไตยอย่างเด็ดขาดในทางการเมืองและการบริหารประเทศ  องค์การระหว่างประเทศจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยละเมิดพันธกรณีในสนธิสัญญาที่ประเทศไทยผูกพันเข้าเป็นภาคีเท่านั้น  ดังนั้น ผู้ที่พยายามนำข้อเรียกร้องต่างๆ ออกสู่องค์การระหว่างประเทศ คงต้องตั้งข้อสงสัยเหมือนกันว่า คนเหล่านั้นต้องการอะไร  เพราะหากมีความรักและหวงแหนประเทศไทยอย่างแท้จริงแล้ว  คงไม่เรียกร้องให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศได้

          แต่อย่างไรก็ตาม  เราคงต้องให้ความสำคัญกับบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ของประเทศไทย  ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ  สิ่งสำคัญที่สุด คือ การฟื้นฟูประเทศไทย  การสร้างจิตสำนึก และให้ความรู้แก่คนไทยควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรม และจริยธรรมให้แก่เยาวชน และนำเหตุการณ์ครั้งนี้มาให้เยาวชนได้ศึกษาในทุกแง่มุม เพื่อให้รู้เท่าทันและเข้าใจมูลเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร และขยายไปเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงได้อย่างไร  เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีสำนึกของความเป็น “ไท” มากขึ้น และนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการปกครองโดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง  โดยเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่และต้องเป็นภาคประชาชนที่เข้มแข็ง  พวกเขาต้องลุกขึ้นมาปกป้อง ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง  ต้องนึกถึงผลประโยชน์ของชาติมากกว่าของตัวเองและพวกพ้อง  ต้องกำจัดการซื้อสิทธิ์ ขายเสียงออกไปให้หมดจากการเมืองไทย  เลือกนักการเมืองที่ดีมีคุณธรรมและจริยธรรมเข้ามาบริหารประเทศ  ต้องคำนึงถึงผลดีและผลเสียหากเลือกนักการเมืองที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงสมาชิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทุกระดับ  และที่สำคัญต้องปฏิรูปสื่อให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่านี้ ข้อมูลข่าวสารที่ก่อให้เกิดความรุนแรงหรือเป็นเหตุยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขอให้พิจารณาให้ดีก่อนที่จะนำเสนอให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ  สื่อต้องเป็นกลาง  อย่าเชิญแต่ผู้ที่คิดเห็นเหมือนกับตนมานำเสนอต่อสาธารณชนฝ่ายเดียว  สื่อต้องหนักแน่นบนผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ  สงครามต่อจากนี้ไปเป็นสงครามของสื่อโดยแท้จริง  หากสื่อไม่มีจรรยาบรรณจะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ขอให้ทุกฝ่ายนำเหตุการณ์ครั้งนี้มาร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ไข เพื่อนำพาประเทศไทยให้พ้นวิกฤตด้วยความสมานสามัคคีกันเถอะครับ...

 


[1] โปรดดูบทสัมภาณ์รายการเรื่องเล่าเช้านี้ วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553