สำนึกความเป็น “ไท” ภาค ๒
ที่ผ่านมาได้เขียนเรื่อง สำนึกความเป็น “ไท” ไปแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยความรู้สึกว่า ทำไมคนไทยถึงไม่มีความรักประเทศชาติกันเลย ประชาชนและข้าราชการหลายคนตกเป็นเครื่องมือถูกใช้เพื่อสนองตอบตัณหาของข้าราชการการเมืองที่ต้องการอำนาจ ทั้งๆที่ในขณะที่พวกตนมีอำนาจกลับใช้อำนาจนั้นไปในทางมิชอบด้วยกฎหมาย และยังถามหาความยุติธรรมโดยไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กระทำการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารด้วยสื่อต่างๆ เพื่อปลุกปั่นประชาชนที่ไม่รู้เท่าทัน และให้การสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงสร้างความวุ่นวาย จนทำให้เกิดเหตุการณ์ในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ ของปีที่ผ่านมาตามที่ทุกท่านได้ทราบกันดีแล้ว
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งในปีนี้ได้พัฒนาไปเป็นกลุ่มคนไม่มีสีเพื่อสร้างความยากลำบากให้แก่เจ้าหน้าที่ในการแยกผู้เข้าร่วมการชุมนุมกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ผ่านมารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ไม่ได้ใช้ความรุนแรงในการเข้าสลายการชุมนุมแต่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการใช้กำลังอันเป็นที่ยอมรับตามหลักสากล ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงกลับได้ใจและเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเพื่อยั่วยุให้ ศอฉ.ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมโดยหวังผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการใช้กำลังดังกล่าวและนำไปใช้เป็นเงื่อนไขเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามากดดันรัฐบาล ตลอดเวลาที่ผ่านมากลุ่มคนเสื้อแดงปฏิบัติการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ , การตั้งด่านตรวจค้นสกัดกั้นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หรือประชาชนทั้งหลาย , การยิงระเบิด M79 เข้าใส่สถานที่ต่างๆ เจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ , การยิงจรวด RPG เข้าใส่คลังน้ำมันและโรงแรมดุสิตธานี , การซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ นักข่าว ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วยกัน , การนำกำลังบุกเข้าไปตรวจค้นในโรงพยาบาลจุฬาฯ เหตุการณ์ต่างๆ ที่ยกมาเป็นตัวอย่างเหล่านี้ยังไม่เป็นบทพิสูจน์ถึงความเดือดร้อนที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับ หรือจะต้องให้สังเวยชีวิตของผู้บริสุทธิ์อีกกี่ร้อยชีวิตเพื่อสนองตัณหาของกลุ่มนักการเมืองที่ได้รับผลประโยชน์จากการชุมนุมดังกล่าว จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นหลายคำถาม ดังนี้
-----------------------------------------------------
การกระทำของรัฐบาลถูกต้องหรือไม่ อย่างไร ?
-----------------------------------------------------
การแตกต่างทางความคิดทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศทั่วโลก โดยประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมีเสรีภาพในการชุมนุมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่การก่อวินาศกรรมเผาบ้านเผาเมือง สร้างความวุ่นวายก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ไม่มีกฎหมายฉบับใดรับรองให้กระทำได้ ในทางกลับกันกฎหมายได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายอื่นเช่น พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ อีกทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์หลายคนที่ได้รับความเดือดร้อนมีสิทธิที่จะป้องกันตัวเอง รวมทั้งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงถือเป็นการกระทำความผิดกฎหมายอย่างเห็นได้ชัด โดยผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและได้รับผลกระทบมากที่สุด คือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มีที่พักอาศัยและที่ทำมาหากินอยู่ในบริเวณพื้นที่การชุมนุมหรือพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งได้รับความเสียหายทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน การแก้ปัญหาที่ผ่านมาหลายฝ่ายต่างเข้าใจว่ารัฐบาลและ ศอฉ.กำลังเข้าเกียร์ว่างกันอยู่หรือเปล่า ทำไมไม่ดำเนินการอะไรสักอย่าง จะปล่อยให้เกิดความเสียหายกับประเทศอีกเท่าไหร่จึงจะดำเนินการได้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฉบับใดก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้ และที่สำคัญผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายไม่ทำหน้าที่ของตน ในช่วงเวลานั้นรู้สึกว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศไทยจะมีสภาพอย่างไร มีแต่คนอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีใครเคารพกฎหมาย เพราะต่างประณามว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม
แต่เมื่อรัฐบาลหันมาบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ ปรากฏว่ามีกลุ่ม สว.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กลับออกมาให้ข่าวและวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่า “รัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง และกำลังทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เข้าไปร่วมชุมนุม”[1] จึงเกิดคำถามขึ้นในใจทันทีว่า รัฐบาลและ ศอฉ.ทำผิดจริงหรือ ? ทุกคนทุ่มเทแรงกายอดหลับอดนอนและระดมสมองช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว คงต้องถามท่านว่า หากท่านเป็นรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาอยู่ในขณะนี้ ท่านจะปล่อยให้กลุ่ม นปช.ก่อความเดือดร้อนให้กับคนกรุงเทพฯ ต่อไปใช่หรือไม่ ? การกระทำที่ผ่านมาของกลุ่ม นปช.ยังไม่มีความชัดเจนพอว่าก่อให้เกิดความเดือดร้อนใช่หรือไม่ ? หรือว่าการเผาห้างร้าน บ้านเรือน เผาสถานที่ราชการต่างๆ มันยังน้อยเกินไปตามความเห็นของท่าน ปัญหาเหล่านี้คงต้องให้คนกรุงเทพฯ และผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นผู้ตอบคำถาม ซึ่งน่าจะได้รับคำตอบอย่างแท้จริงว่าเป็นเช่นไร
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะเลือกอยู่ข้างไหนฝ่ายใด ในช่วงเวลานี้คนไทยทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการทางการเมืองที่ประชาชนได้ให้ความไว้วางใจเลือกตั้งท่านขึ้นมาเพื่อเป็นผู้แทนของพวกเขา ท่านไม่ควรซ้ำเติมด้วยการออกมาให้ข่าวในเชิงลบ หยุดเถอะ! อย่าทำร้ายประเทศอีกต่อไปเลย ถ้าท่านคิดว่าท่านสามารถช่วยเหลือประเทศได้ขอให้กระโดดลงมาช่วยกันทำดีกว่า หยุดพูด หยุดวิจารณ์และหันมาทำงานด้วยมือและสมองกันได้แล้ว ขณะนี้สิ่งที่ประเทศชาติต้องการเร่งด่วนมากที่สุด คือความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ช่วยกันนำพาประเทศฝ่าฟันให้พ้นวิกฤต อย่ามัวเก่งแต่ปากแล้วมือไม่ทำ หรือมัวแต่คอยตั้งท่าวิจารณ์ทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ พยายามหาความผิดพลาดเพื่อนำมาขยายผลให้ทุกคนได้รับรู้ เป็นจริงบ้าง เท็จบ้าง ซึ่งจะสร้างความสับสนด้านข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะกับสื่อต่างประเทศ ภาพลักษณ์ที่เสียหายของประเทศที่ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกมันยังไม่พออีกใช่ไหม? และความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประเทศครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และการขาดจรรยาบรรณของสื่อ โดยสื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชนมาเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง
คงต้องถามว่า ท่านรักประเทศไทยอย่างที่ปากพูดจริงหรือ ? ถ้ารักประเทศไทยจริงท่านควรจะทำอะไรที่ดีกว่าการพูด หากพูดได้แต่ทำไม่ได้คิดว่าไม่ต้องพูดจะดีกว่า ขอให้คิดถึงความเสียหายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นสำคัญ หากท่านไม่คิดที่จะช่วยก็ขอความกรุณาอย่าทำลายกันเลย อย่าพยายามทำตัวเป็นพระเอกแต่คำพูดมันดูไม่สง่างาม อย่าได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสสำหรับตัวท่านโดยคิดคำพูดคมๆ ระดมเอาแต่สิ่งเลวร้ายต่างๆ โยนให้กับคนที่เขากำลังทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง อย่าคิดสร้างชื่อเสียงบนซากศพและซากปรักหักพังของบ้านเมืองด้วยคำพูดที่ฟังแล้วดูดีแต่ไม่สามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้อีกต่อไปเลย
---------------------------------------------------------
ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองหรือไม่ ?
---------------------------------------------------------
หลายเหตุการณ์ในการชุมนุมที่ผ่านมา พบว่า แกนนำผู้ชุมนุม และนักการเมืองที่ให้การสนับสนุนการชุมนุม พยายามดึงองค์การระหว่างประเทศให้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทย ได้มีการทำหนังสือร้องเรียนหลายครั้ง โดยเฉพาะการตั้งเงื่อนไขของกลุ่ม นปช.ที่จะยอมยุติการชุมชนและยอมเจรจา แต่ต้องให้ UN เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา คงต้องถามว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ภายในประเทศไทย ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ก็คือ คนไทยหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ชาวต่างประเทศมิได้เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และที่สำคัญคู่กรณีที่ขัดแย้งล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่มีจุดเกาะเกี่ยวในทางระหว่างประเทศ ดังนั้นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจึงเป็นข้อพิพาทที่ต้องใช้กฎหมายไทย และอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทยตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หากรัฐบาลไทยยอมให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เท่ากับว่า ประเทศไทยยอมให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ ซึ่งเป็นการสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนในการแก้ไขข้อพิพาททางการเมืองภายในให้แก่องค์การระหว่างประเทศ แต่ในกรณีนี้คงไม่มีประเทศใดยินยอมให้กระทำเช่นนั้น หากเรายินยอมแสดงว่าประเทศไทยไม่มีอำนาจอธิปไตยอย่างเด็ดขาดในทางการเมืองและการบริหารประเทศ องค์การระหว่างประเทศจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยละเมิดพันธกรณีในสนธิสัญญาที่ประเทศไทยผูกพันเข้าเป็นภาคีเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่พยายามนำข้อเรียกร้องต่างๆ ออกสู่องค์การระหว่างประเทศ คงต้องตั้งข้อสงสัยเหมือนกันว่า คนเหล่านั้นต้องการอะไร เพราะหากมีความรักและหวงแหนประเทศไทยอย่างแท้จริงแล้ว คงไม่เรียกร้องให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศได้
แต่อย่างไรก็ตาม เราคงต้องให้ความสำคัญกับบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ของประเทศไทย ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การฟื้นฟูประเทศไทย การสร้างจิตสำนึก และให้ความรู้แก่คนไทยควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรม และจริยธรรมให้แก่เยาวชน และนำเหตุการณ์ครั้งนี้มาให้เยาวชนได้ศึกษาในทุกแง่มุม เพื่อให้รู้เท่าทันและเข้าใจมูลเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร และขยายไปเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงได้อย่างไร เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีสำนึกของความเป็น “ไท” มากขึ้น และนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการปกครองโดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่และต้องเป็นภาคประชาชนที่เข้มแข็ง พวกเขาต้องลุกขึ้นมาปกป้อง ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง ต้องนึกถึงผลประโยชน์ของชาติมากกว่าของตัวเองและพวกพ้อง ต้องกำจัดการซื้อสิทธิ์ ขายเสียงออกไปให้หมดจากการเมืองไทย เลือกนักการเมืองที่ดีมีคุณธรรมและจริยธรรมเข้ามาบริหารประเทศ ต้องคำนึงถึงผลดีและผลเสียหากเลือกนักการเมืองที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงสมาชิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทุกระดับ และที่สำคัญต้องปฏิรูปสื่อให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่านี้ ข้อมูลข่าวสารที่ก่อให้เกิดความรุนแรงหรือเป็นเหตุยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขอให้พิจารณาให้ดีก่อนที่จะนำเสนอให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ สื่อต้องเป็นกลาง อย่าเชิญแต่ผู้ที่คิดเห็นเหมือนกับตนมานำเสนอต่อสาธารณชนฝ่ายเดียว สื่อต้องหนักแน่นบนผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ สงครามต่อจากนี้ไปเป็นสงครามของสื่อโดยแท้จริง หากสื่อไม่มีจรรยาบรรณจะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอให้ทุกฝ่ายนำเหตุการณ์ครั้งนี้มาร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ไข เพื่อนำพาประเทศไทยให้พ้นวิกฤตด้วยความสมานสามัคคีกันเถอะครับ...
[1] โปรดดูบทสัมภาณ์รายการเรื่องเล่าเช้านี้ วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
จากเหตุการณ์ทำให้เห็นได้ว่า หลายฝ่ายเพิกเฉยต่อสถานการณ์ ไม่รู้ทนเห็นบ้านเมืองถูกเผาได้อย่างไร เพราะรู้สึกว่าไม่ว่ารถดับเพลิง กำลังตำรวจที่เข้าดูแล หรือสลายการชุมนุมดูเหมือนไม่เต็มรูปแบบยังไงไม่รู้ แต่รูสึกภูมิในชายชาติทหารไทย ที่ยังมีหลายท่านไม่เป็น "แตงโม" ออกมาเป็นช่วยประเทศให้รอกลับสู่ความสงบอีกครั้งหนึ่ง ต้องขอบคุณทหารกล้าเหล่านี้จริงๆ ไม่รู้ว่านักการเมืองและข้าราชการที่ให้การสนับสนุนการเผาบ้านเผาเมืองครั้งนี้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมจะรู้สึกว่าตนเองกำลังทรยศชาติบ้างไหมหนอ? ถึงได้ทำเช่นนี้ แต่อย่างว่านะพวกนี้คงไม่มีสำนึกของความเป็น "ไท" ทั้งๆที่เกิดมาบนพื้นแผ่นดินไทยแท้ๆ สงสารประเทศจังเลย
ตำรวจไทย เจ๋งกว่า ขนาดว่า แกนนำ นปช.ที่เผาบ้านเผาเมืองทำกับประเทศชาติได้ขนาดนี้ ตำรวจไทยยังไม่รู้สึกอะไรเลย ยังคงให้บริการความสะดวกสบายแก่บุคคลที่ได้ชื่อว่าอาชกรสงครามของประเทศเลย เจ๋งสุดๆ แต่ถ้าเป็นคนจนๆ หรือคนที่ไม่รู้เรื่่องรู้ราว โดนจับเรื่องรถชนกันธรรมดา ยังขู่เขาทำกับเขายังกะโจรแน่ะ และอย่างนี้จะให้ไว้ใจตำรวจได้ไง คงต้องนำหลักสูตร สำนึกความเป็น "ไท" และ สำนึกความเป็น "ธรรม" สอนตำรวจไทยก่อนแล้วล่ะ หากทำสำเร็จปัญหาเรื่องอื่นๆ คงแก้ไม่ยาก เพราะตำรวจเป็นกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น เนื่องจากคดีอาญาที่ขึ้นสู่ศาลต้องให้ตำรวจทำสำนวนก่อน หากกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นเป็นเสียอย่างนี้แล่้้ว จะทำให้กระบวนการยุติธรรมในขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไร คงไม่ต้องคิด เพราะหลายคดีเช่นเชอรี่แอนก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ การเลือกปฏิบัติ ความไม่ยุติธรรมก็ยังคงมีอยู่ในสังคมไทยต่อไปและนับวันอาจเกิดเหตุการร์ที่รุนแรงกว่านี้ก็เป็นได้
คำถามที่ค้างคาใจคนในสังคม ทำไมตำรวจปฏิบัติต่อผู้ต้องหาในคดีเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศกับผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาท ขับรถยนตร์โดยประมาท คดีจังแรงงานต่างด้าวต่างกันเช่นนี้ ทั้งๆที่ประเทศชาติ สังคม และคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพหรือต่างจังหวัดได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองครั้งนี้อย่างมาก
แต่ก็ต้องขอขอบคุณตำรวจไทยอีกหลายนายที่ เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ในคราวนี้ แต่เหตุการณฺ์ที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกสงสารผู้ปฏิบัติงานอย่างมาก เพราะใครๆก็ทราบดีว่า ทำงานลำบาก บางส่วนความร่วมมือกันอย่างจริงจัง แต่ก็ขอชื่นชมตำรวจและทหารที่ปฏิบัติการสลายการชุมชนได้กสำเร็จ เพื่อเรียกความสงบสุขกลับคืนสู่ประชาชน
เยี่ยมจริงๆ ....
วันนี้ นักการเมืองในสภาก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ตำรวจก็ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ไม่รู้ว่าสำนึกของความเป็น "ไทย" มีบ้างไหมหนอ หวังว่าในที่สุด คงต้องตั้งคำถามว่า ยามเหตุการร์บ้านเมืองอยู่ในความไม่สงบ นักการเมืองไทยพร้อมจะย่ำยีประเทศโดยไม่อับอายกับกับการกระทำของตน ตำรวจซึ่งเป็นสถาบันแรกของความยุติธรรม นั่งดูเขาเผาบ้านเผาเมืองได้เช่นนั้นหรือ?
โปรดดู http://www.thaipost.net/news/010610/22868
มาให้กำลังใจทหารทุกท่านครับ
สรรพสิ่งย่อมมีทั้งเหตุและผล..ข้าราชการไทยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน..เพราะเชื่อว่าคนเก่งไม่สามารถเจริญในหน้าที่การงานได้เท่ากับคนสอพรอ..ดังนั้นคนสอพรอจึงมีมากกว่าคนเก่ง..เพราะต้องหลงติดอยู่กับเหยื่อที่ข้าราชการการเมืองได้วางไว้..การเลื่อนขั้นเงินเดือน..การปรับระดับตำแหน่ง..ซึ่งเป็นเรื่องปกติ..ที่ระบบการทำงานที่เป็นรูปปิรมิด..สุดท้ายก้อจะมีได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถจะขึ้นไปได้ ณ จุดสุดยอดนั้น จึ่งเกิดการประมูลตำแหน่งกันขึ้นมา เมื่อไหร่จะเปลี่ยนเป็นรูปขนานกันบ้างทุกคนทุกตำแหน่งมีสิทธิเท่าเทียมกัน..งานเป็นงานรูทีนงานประจำ..ไม่มีการคิดใหม่ทำใหม่อะไรเลยแม้แต่เอกชนเองก้อตามที..ดังนั้นทำไมตำแหน่งหน้าที่การงานจึงต้องลดหลั่นกันลงไป เพื่อให้เกิดความแตกแยก การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน การประจบสอพรอ สุดท้ายเป็นการสนับสนุนส่งเสริมการคอรัปชั่นในที่สุด ไม่ต้องมีหัวหน้าส่วนก้อทำงานกันได้กระมังคร้าบ แค่หัวหน้างานก้อคงพอ สำหรับงานประจำเอกสารเดิมๆ เรื่องเดิมๆ การรวมอำนาจไว้ที่บุคคลเพียงคนเดียวจึงไม่มีการถ่วงดุลย์อำนาจ เป็นการยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อตำแหน่งมา อำนาจก้อพร้อม ตำแหน่งสูง งานน้อย เงินเยอะ ไม่มีความรับผิดเพราะโยนความผิดให้ชั้นผู้น้อยไปเรียบร้อยแล้ว คนก้อแย่งกันเป็นธรรมดา ลองให้ตำแหน่งสูงตรวจรับงานเองซิคร้าบชนกับ สตง.หรือ ปปช.ตรงๆเลย น่าสนุกกว่านะคร้าบ ไม่เห็นมีระเบียบพัสดุเล่มไหนเร่ย์ให้หัวหน้างานตรวจงานแต่เพียงผู้เดียว แบบนี้ซิเรียกว่าทำงานรับผิดชอบสูง ผิดไม่รับ รับแต่ชอบ ให้ใครรับผิดชอบอะไรดูเงินเดือนกันบ้างนะคร้าบ ควรจะกำหนดได้แล้วนะคร้าบว่า ข้าราชการสามารถตรวจรับงานได้ไม่เกิน 10 เท่าของเงินเดือนนะคร้าบ ดังนั้นพวกโครงการ 100ล้านก้อใช้คนเยอะหน่อย จะได้ไม่มุบมิบกันทำงานอ่ะคร้าบ อะไรที่เป็นมหาชนนะมันคอรัปชั่นยากคร้าบพี่น้อง เดี๋ยวก้อหมดยุคกันไปเองแหล่ะคร้าบ กลั้นใจรออยู่คร้าบ...อิ..อิ..