การดูแลผู้สูงอายุ

ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในครอบครัวได้อย่างมีความสุข…ทั้งครอบครัว

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความฝัน หรือ ความต้องการอยู่กับครอบครัว และลูกหลานในบั้นปลายของชีวิต … และส่วนใหญ่คงจะไม่มีใครอยากอยู่บ้านพักคนชรา หรือ อยู่ตามลำพังคนเดียว    

          ดังนั้น จึงถือเป็นหน้าที่ของลูกหลานและทุกคนในครอบครัว ที่จะต้องปรับวิถีชีวิตให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขเริ่มจากผู้สูงอายุที่ควรปรับปรุงตนเองให้เข้ากับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยพยายามช่วยตนเองให้มากขึ้น … ส่วนฝ่ายลูกหลาน ควรทำความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตน และทำความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ ที่มีความจำเป็นต้องมีลูกหลานคอยดูแลเอาใจใส่และให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม 

สำหรับแนวทางปฏิบัติที่จะช่วยให้สมาชิกทุกวัยในครอบครัวสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข มีดังต่อไปนี้

1.  สำหรับผู้สูงอายุ

  • ต้องรู้จักรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตน และหมั่นศึกษาหาความรู้ เช่น การดูแลสุขภาพอนามัย  การป้องกันและรักษาโรคในเบื้องต้น ฯลฯ
  •  เตรียมเรื่องเงินออม (หากเป็นไปได้) เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลานมากจนเกินไป
  • หากิจกรรมที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และความพึงพอใจ ซึ่งบางครั้งอาจสามารถทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆเพื่อหารายได้ ซึ่งถือเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ที่สำคัญ การได้เคลื่อนไหวร่างกายทำกิจกรรมบ้างจะช่วยให้มีสุขภาพดีตามมาด้วย

2.  สำหรับลูกหลาน

ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ ในช่วงระยะอายุ 60 – 70 ปี ความเปลี่ยนแปลงอาจเห็นไม่ชัดเจน แต่เมื่อมีอายุระหว่าง 70 – 80 ปี จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้น และจะเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่ออายุ 80 ปี ขึ้นไป ที่จะมีความเสื่อมของร่างกายมากขึ้น สิ่งที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายที่ดีที่สุด คือ การได้ทานอาหารที่ถูกต้อง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการมีสุขภาพจิตที่ดี

โดยทั่วไป ปัญหาของผู้สูงอายุจะมีอยู่ 3 ประการหลักๆ คือ ปัญหาเรื่องสุขภาพ ปัญหาการเงิน และปัญหาทางสังคม ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดความว้าเหว่ การอยู่ในครอบครัวกับลูกหลานจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

แนวทางปฏิบัติของลูกหลาน

  • ก่อนอื่น ต้องคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ท่านมีโอกาสทดแทนบุญคุณ ผู้ให้กำเนิด และญาติผู้ใหญ่ตามวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย และท่านยังมีโอกาสทำตัวอย่างที่ดีให้ลูกหลานของท่านได้เรียนรู้ วิธีการปรนนิบัติดูแลบิดา มารดา และญาติผู้ใหญ่อย่างเหมาะสม …เพื่อที่วันข้างหน้า หากท่านต้องกลายเป็นผู้สูงอายุ ลูกหลานของท่านจะได้คุ้นเคยกับการปรนนิบัติดูแลท่านเหมือนเช่นที่ท่านเคยปฏิบัติเช่นกัน
  • หางาน หรือ สนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ทำงาน / กิจกรรมที่ชอบตามความรู้ความสามารถ  อย่าปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่เฉยๆ  เพราะการอยู่นิ่งๆ จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนไม่มีค่า และเกิดอาการเหงาและซึมเศร้า  การอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และ โรคอ้วนตามมาด้วย 
  • กระตุ้นให้ผู้สูงอายุหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้สมองมีการใช้งานอยู่เสมอ ป้องกันโรคสมองฝ่อ และ อาการหลงๆลืมๆ ที่สำคัญผู้สูงอายุจะได้ประโยชน์จากความรู้เหล่านั้นด้วย เช่น การทานอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ วิธีการออกกำลังกาย ฯลฯ
  • ดูแลเรื่องการเงินให้เหมาะสม แต่หากผู้สูงอายุมีเพียงพอแล้ว ก็ไม่ต้องดูแลในเรื่องนี้
  • สนับสนุนให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ ในลักษณะของการรวมกลุ่ม เพื่อให้มีเพื่อนและคลายความเหงา
  • เมื่อผู้สูงอายุยิ่งมีอายุมากขึ้น ร่างกายก็จะยิ่งเสื่อมลง ดังนั้น จึงควรให้มีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญอย่าปล่อยให้ผู้สูงอายุป่วย  เพราะจะทำให้ยากต่อการดูแลรักษา

ในอนาคตผู้สูงอายุมีแนวโน้มจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสุขภาพอนามัยของประชาชนดีขึ้น  ทำให้อายุยืนขึ้น การที่ผู้สูงอายุยังอยู่ในครอบครัวตลอดไปจนชั่วชีวิต จะเป็นผลดีด้วยกันทั้งผู้สูงอายุ ลูกหลาน และสังคมโดยรวม จึงสมควรอย่างยิ่ง…ที่จะธำรงรักษาวัฒนธรรมนี้ให้ยั่งยืน เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่สงบสุขและน่าอยู่ตลอดไป