บันทึกชุดนี้มีเป้าหมาย เพื่อหาหลักการและเคล็ดลับในการทำงานสำหรับเป็นครูเพื่อศิษย์ที่ประสบความสำเร็จ มีทั้งไฟ/แรงบันดาลใจ มีความสนุกมุมานะ อดทน และเอาใจใส่รายละเอียด ในความสัมพันธ์กับศิษย์เป็นรายคน รายชั้น รายปี สามารถสั่งสมความรู้และประสบการณ์ ผลงาน ได้รับความเจริญก้าวหน้าทั้งงานและชีวิตส่วนตัว
รวมทั้งเพื่อสื่อต่อสังคม โดยเฉพาะต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้รวมตัวกันฟื้นวิญญาณครูเพื่อศิษย์กลับคืนมา ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว เพราะสังคมปัจจุบันไม่เหมือนสังคมสมัยก่อน และสมองเด็กปัจจุบันก็แตกต่างจากสมองของเด็กเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว
อ่านหนังสือ Visible Learning : A Synthesis of Over 800 Meta Analysis Relating to Achievement โดย John Hattie แล้วรู้สึกว่าคงจะเอามาเขียนได้หลายตอน
ความรู้สึกแรก ที่ผมโดนสะกิดจากหนังสือเล่มนี้ คือการให้ความสำคัญแก่ครูดี เราอยู่ในระบบราชการ ที่ให้ “ราคา” ตามปริญญา ตาม “ซี” เสียจนเคยชิน ลืมนึกไปว่าครูที่ดี ที่มีความสามารถในการสอนสูงมาก รักเด็ก และสนุกกับการสอน มีคุณค่าสูงกว่าครูที่มีคุณสมบัติตรงกันข้ามอย่างเทียบกันไม่ได้เลย
เราถูกมายาของ normal curve ครอบงำ เสียจนไม่คิดทำงานจัดการระบบครูโดยใช้วิธีคิดแบบ “ยึดส่วนเฉลี่ย” อย่างที่เราใช้อยู่นี้ คือตัวปัญหาหลักของการปฏิรูปการศึกษา/การปฏิรูปครู ผมมองว่า หากจะแก้ปัญหาการศึกษาระดับพื้นฐานของไทย ต้องปฏิรูปวิธีคิดของคนในวงการศึกษาเสียก่อน ให้เลิกตกอยู่ใต้มายาของ normal distribution และหันไปใช้พลังของ power-law distribution ตามที่ผมเคยบันทึกไว้ที่นี่ คือต้องแยกดำเนินการ/จัดการ แตกต่างกันระหว่างครูที่ผลการจัดการเรียนการสอนได้ผลดี (excellent) กับครูที่ “below average”
ผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกาตามที่ผมเล่าไว้ในบันทึกนี้ อ้างถึงบทความ Most Likely to Succeed บอกว่าครูที่สอนดี ให้ผลต่อเด็ก ๓ เท่าของครูที่สอนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งผมเชื่อ จึงเกิดคำถามว่า เราให้คุณค่า/มุลค่า แก่ครูดีจริงๆ ๓ เท่าของครูที่ต่ำกว่าส่วนเฉลี่ยได้ไหม ถ้าไม่ได้ (คาดว่าผู้บริหารในวงการศึกษาจะตอบเช่นนั้น) เพราะอะไร
ผมมีความเห็นว่า วงการศึกษาไทยขาดการแยกแยะครูตามความสามารถในการสอนหรือการดูแลศิษย์ เราควรปฏิรูปการศึกษา/ปฏิรูปครู โดยเริ่มต้นตรงนี้ จะได้ผลกว่าแผนปฏิรูปโดยเน้นการเอามาเข้าหลักสูตรฝึกอบรมเป็นหลัก
กลับไปที่หนังสือ Visible Learning ประโยคหนึ่งในบทที่ ๓ ที่ผมประทับใจมากคือ “นักเรียนจะเรียนรู้ได้ดียิ่ง เมื่อครูเป็นผู้เรียนรู้กระบวนการสอนของตน และเมื่อนักเรียนเป็นครูของตัวเอง” เมื่อนักเรียนเป็นครูของตัวเอง นักเรียนจะควบคุมตัวเองในปัจจัยต่างๆ ที่สำคัญยิ่งต่อการเรียนรู้ ได้แก่ การตรวจสอบตนเอง การประเมินผลการเรียนของตนเอง การประเมินค่าของตนเอง และการสอนตนเอง
ครูเพื่อศิษย์ท่านใดมีประสบการณ์ตามข้อความในแถบสีเหลือง เอามาเล่าสู่กันฟังก็จะดีนะครับ
วิจารณ์ พานิช
๖ พ.ค. ๕๓