กราบสวัสดีค่ะครู

                เมื่อตื่นขึ้นมาลุกไปทำวัตรเช้า เตรียมเสื้อผ้าสำหรับใส่ไปทำงาน แม้ในใจยังรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะไปทำงานหรือไม่ เดินมาหลังบ้าน เจอพี่อ้อและน้องเหมียว สอบถามกันเรื่องสถานการณ์ และความเสียหาย รู้สึกได้ถึงความขวัญเสีย หนูเล่าข่าวที่อ่านได้จาก CNN และ BBC รวมถึงความคิดและการปรุงแต่งของตนเอง (ผิดศีลข้อ ๑ และข้อ๔) แต่ ณ นาทีนี้อีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ เรากลมเกลียวกันมากขึ้น เปิดโอกาสให้แสดงความห่วงใยกันมากขึ้น จากคนที่เพียงแค่ทำงาน แต่ตอนนี้เราคุยกันมากขึ้นรักกันมากขึ้น พร้อมที่จะช่วยเหลือกันมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ครุกรุ่นก็มีความงามงอกเงยในใจ

                ห้วงหนึ่งของความรู้สึกขณะที่ดูข่าวนักข่าวรายงานว่า ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของจังหวัดขอนแก่นก็ยังทำงานเป็นปกติ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ใรศาสลากลางจังหวัด แม้ไม่มีตึกทำงานก็ไปทำงาน เป็นแรงเหนี่ยวนำแห่งความดี คำตอบที่หนูให้ตนเองคือ “ไปทำงาน”

พอถึงเวลาหนูหิ้วตะกร้าไปวัด พี่อ้อเอากับข้าวมาฝากเช่นเดิม เอากับข้าวฝากไว้ยกตอนเพล ป้าที่วัดเดินมาถามและเล่าให้ฟังว่า

“สามีท่านเป็น อปภร. จะไปดับไฟเมื่อคืนนี้ แต่มีคนจะเข้ามาทำร้าย กว่าจะทำหน้าที่เสร็จก็ห้าทุ่ม"

ท่านเอ่ยด้วยเสียงเครือ อีกมุมหนุ่งที่สะท้อนออกมาจากเรื่องเล่าของท่าน คือ ความรักและห่วงใยในสามีอย่างเหลือล้น ท่านรอสามีกลับบ้านจนห้าทุ่ม ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งการแสดงความรักอย่างไร้เงื่อนไขจริง ๆ

                เมื่อไปถึงที่ทำงาน ระบบที่มีการสำรองไว้ทั้งคอมพิวเตอร์ ทั้งระบบข้อมูล ต้องรอเวลาติดตั้ง ทำให้รู้สึกว่า

“เหมือนได้ซ้อมระบบความปลอดภัยของสำนักงาน ซ้อมหนีไฟ ซ้อมสำรองข้อมูล แต่ละคนสำรวจไปที่งานของตนเองว่า มีสิ่งใดต้องดูแลเป็นกรณีพิเศษ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น สอนให้เจ้าหน้าที่หันมาสำรวจงานตนเองอย่างถี่ถ้วน อีกความงามหนึ่งของคนทำงาน”

            เที่ยง ๆ เรานั่งทานข้าวร่วมกัน บรรยากาศแม้จะมีกังวลต้องคอยตรวจสอบข่าวทั้งภายนอกและภายใน อีกทั้งต้องสำรวจไปที่ท้องถนนและสำนักงานตรงข้าม ฟังเสียง สติดีมาก ๆ เลยค่ะครู การสังเกตช่วยได้มาก ๆ เพราะเห็นว่ารถเพิ่มจำนวนผิดปกติ หรือรถประจำทางที่ไม่เคยวิ่งผ่าน ผ่านมาแบบผิดปกติ แล้วก็ใช่จริง ๆ เจ้าหน้าที่ทหารออกมาทำหน้าที่ แจ้งทุกคนออกจากพื้นที่ หนูเก็บของตนเองเดินไปบอกเพื่อนร่วมงาน ขณะที่เดินไปบอก ใจหนูสั่นน้อยกว่าเมื่อวาน มีสติมากขึ้น เอ่ยแบบเรียบ ๆ แต่มุ่งมั่น ทำให้รู้สึกถึงความไม่แตกตื่นของผู้ฟัง ลดภาวะการสาดความหวาดกลัวในใจไปสู่ผู้ฟัง แต่ก็ยอมรับว่าหวาดกลัวอยู่

                กลับมาบ้านหนูจอดรถในที่ร่ม เข้าไปนั่งคุยกับพี่ ๆ ที่มารวมกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน จากเดิมที่เป็นการสำรวจสถานการณ์ เราก็สอยมะม่วงมาร่วมทานกัน เป็นปาร์ตี้มะม่วงค่ะครู ขณะที่ทุกคนกลับบ้านหมด มีพี่จำลอง (ผู้ใหญ่บ้าน) อาสาอยู่ดูแลสำรวจความเรียบร้อยก่อนเพื่อจะออกมาเป็นคนสุดท้าย ภรรยาท่านรอคอยอย่างเป็นห่วง พี่ ๆ เพื่อน ๆ จึงมาอยู่เป็นเพื่อนกัน มีเสียงหยอกเหย้า หัวเราะเฮ ฮา จากเรื่องเล่า ไม่นานท่านผู้อำนวยการก็เดินมาร่วมวงแลกเปลี่ยนกันด้วย ครานี้เป็นความสนุกสนานอีกแบบ เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งคุยกับท่านแบบง่าย ๆ ตั้งแต่กลับมาทำงาน ที่ใช้หลักความพอเพียงในการทำงาน การแก้ไขปัญหา หลายเรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักงาน การแก้ปัญหาของท่านทำให้ผู้คนบอบช้ำน้อย และมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น เหมือนนังฟังเทศน์เลยค่ะครู ส่วนใหญ่ท่านจะเอ่ยคำว่า

“อนิจจัง มันไม่เที่ยง อำนาจก็ไม่เที่ยง อยู่ที่ว่า ตอนนั้นเราสมหมวกใบไหน”

สถานการณ์ตึงเครียดเปิดโอกาสให้เราเปิดใจคุยกันมากขึ้นในหมู่คนทำงาน เรามารวมกันด้วยใจ ไม่ใช่คำสั่ง อาหารง่าย ๆ เช่นน้ำเปล่ากับมะม่วง ดิบบ้าง สุกบ้าง ช่วยเชื่อมสัมพันธ์

                เย็น ๆ แยกย้ายกันไป หนูเข้าบ้านรู้สึกง่วงมากงีบหลับไป ไม่นานเพื่อน HiPPs จากใต้ โทรมาคุยด้วย หนูก็มีโอกาสได้รับฟัง แลกเปลี่ยนและให้กำลังใจ ทุกคนก็เจอโจทย์ที่ต้องทำ คนที่จะแก้ปัญหาได้ ก็คือ ตัวของตัวเอง พอวางสายหนูจึงโทรสอบถามเพื่อน ๆ ที่อยู่ใน กทม แล้วก็ไปวิ่งออกกำลังกาย ได้เหงื่อบ้างเพราะฟ้าเริ่มมืดแล้ว เดินมาเจอพี่ ๆชวนเล่นเปตอง หนูเล่นไม่เป็นค่ะครู แต่ก็เป็นโอกาสดี ๆ ที่ได้หัด เป็นกีฬาที่ฝึกสมาธิได้ดี เล่นแป๊บหนึ่งเด็ก ๆ เข้ามาแจม

                จึงหลบให้แล้วก็กลับบ้าน หนูกะว่าจะอาบน้ำทำดีท๊อก ต้มน้ำสมุนไพรไว้ ร้อนแล้วก็มานอนกะว่า หลับตาแป๊บ หลับยาวเลยค่ะครู (ผิดศีลข้อ ๑ นอนไม่อาบน้ำ ไม่ดูแลร่างกาย ผิดศีลข้อ ๔ ไม่ทำตามกิจวัตร ผิดศีลข้อ ๕ เมาหลงกับการนอนหลับไม่มีสติ) ตื่นมาอีกทีก็ตีสี่