แม่คะ

 

เราเพิ่งผ่านพ้นงานสีดำของพ่อไปเดือนกว่า หลังงานพ่อ หนูไม่สบายอยู่หลายสัปดาห์  เลยไม่ได้เขียนจดหมายถึงแม่

 พ่อทรมานอยู่นานเหมือนกัน แล้วก็จากเราไปแบบง่ายๆ โดยที่ทุกคนไม่ได้เอ๊ะใจ

พวกเราลูกๆพาพ่อออกจากโรงพยาบาล เพราะไม่รู้ว่าต้องรักษาอย่างไรต่อดี "พาพ่อกลับบ้านเราดีกว่า"

งานของพ่อ หนูมีความรู้สึกว่า ยิ่งใหญ่มาก หากพ่อรู้พ่อต้องอมยิ้มตามบุคลิกของพ่อแน่ๆ

เราจัดงานแบบบ้านบ้าน ดั่งเดิมชาวอิสาน หนูไม่ได้ทำการ์ดเชิญแต่ใช้วิธี SMS ถึงคนที่มักถามถึงพ่อ

 ตั้งศพไว้ห้าวันห้าคืน เหมือนที่พ่อจัดงานให้แม่ สวดอภิธรรมเย็นและเลี้ยงพระทุกเช้า

 หลานๆของแม่ ที่เคยมาช่วยเฝ้าธูป ไม่สบายกันหลายคน หนูกับพี่สาวจึงต้องทำหน้าที่ พลัดกัน จุดธูปให้พ่อ อาๆกำชับนักว่า “อย่าให้ธูปและตะเกียงดับ พ่อจะมองไม่เห็นทางไปสวรรค์”

 

มีผู้คนมากมายมางานของพ่อ อากาศร้อนมาก แต่คนก็มากมายอย่างคาดไม่ถึง เพื่อนของหนูที่ไม่เคยเจอกันเป็นสิบปีก็มางานนี้  พี่สาวบอกว่า “เป็นบุญของพ่อ ที่สะสมมา”

 วันทำบุญ พวกเราทำ”พาสาท ผึ้ง”ให้พ่อและญาติของเรา ปู่ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไปแล้ว

 

“พาสาทผึ้ง หรือ ปราสาทผึ้ง” มักจะทำขึ้น เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้วและเจ้ากรรมนายเวร ปราสาทจะบรรจุเอาสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ไว้ข้างใน มีเงินสี่บาท มีข้าวต้ม และของใช้ต่างๆ

 ปราสาทผึ้งนี้จะ ทำจากหยวกกล้วย เรียกกันว่า แทงหยวก มีช่างฝีมือที่มีชื่อเสียงมากันหลายคน บางคนบอกว่า ได้ไปโชว์ตัวถึงอเมริกาก็เคย เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของภูมิปัญญาชาวบ้านเรา

 

ญาติหลายคนบอกหนูว่า “ให้สานต่อเรื่องการบำรุงพระศาสนา แทนพ่อแม่” หนูรับปาก

 

หนูไปทำบุญต่อที่วัดอีกหลายวัน และตั้งใจไว้ จะไปทุกวันหยุด เพราะวันทำงาน ตื่นเช้าไม่ไหว ดูเหมือนเป็นคนสันหลังยาวนะคะ แม่คงไม่ว่าหนู หนูยังคงเหมือนเดิม เหมือนที่เถียงกับแม่ว่า”แค่คิดจะทำบุญ ก็ได้บุญแล้ว”

 

แต่หนูตั้งใจจะสานต่อเรื่องบำรุงพระศาสนาของพ่อและแม่ต่อจริงๆ

 

รักแม่

ลูก

20 พ.ค. 53 : 22.53 น.