จะให้ไล่พ่อออกมันเป็นไปไม่ได้ เพราะนี่คือบ้านของพ่อ
อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” เปิดใจถึงวาทะแห่งปี ไล่พวกไม่รักในหลวงออกจากประเทศ สุดทนพวกไม่เอาเจ้า จาบจ้วงในหลวง เรียกร้องให้สื่อและทุกคนออกมาปกป้องสถาบัน เตรียมรวมกลุ่มกับดาราเผยแพร่คุณงามความดีของในหลวง ถือเป็นการให้ธรรมะให้ความจริงกับสังคม
สร้างความประทับใจให้กับคนทั้งประเทศที่รักในหลวง สำหรับนักแสดงและผู้กำกับมืออาชีพ “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” หลังจากเจ้าตัวเผยความรู้สึกลูกผู้ชายกลางเวที กับกรณีที่มีคนไทยบางกลุ่มจาบจ้วงในหลวงอย่างโจ่งแจ้ง และไร้สำนึก ขณะขึ้นรับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม รางวัล “นาฏราช” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2553 ของสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ณ หอประชุมกองทัพเรือ โดยมีเนื้อหาทั้งหมดดังนี้
“... เป็นรางวัลที่ได้รับบทบาทจากผู้ที่เป็นพ่อนะฮะ ก็ขออนุญาตพูดถึงพ่อนิดหนึ่งก็แล้วกันครับ พ่อเป็นเสาหลักของบ้านนะครับ บ้านของผมหลังใหญ่นะครับ ใหญ่มาก เราอยู่กันหลายคน ผมเกิดมานี่บ้านหลังนี้ก็สวยงามมากแล้ว สวยงามและอบอุ่น แต่กว่าจะเป็นแบบนี้ได้ บรรพบุรุษของพ่อ เสียเหงื่อ เสียเลือด เอาชีวิตเข้าแลก กว่าจะได้บ้านหลังนี้ขึ้นมานะครับ จนมาถึงวันนี้ พ่อคนนี้ก็ยังเหนื่อยที่จะดูแลบ้าน และก็ดูแลความสุขของทุกๆ คนในบ้าน ถ้ามีใครสักคนโกรธใครมาก็ไม่รู้ ไม่ได้ดั่งใจเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ แล้วก็พาลมาลงที่พ่อ เกลียดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน ผมจะเดินไปบอกกับคนๆ นั้น ว่า ถ้าเกลียดพ่อไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ ผมรักในหลวงครับ และผมเชื่อว่า ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ รักในหลวงเหมือนกัน พวกเราสีเดียวกันครับ ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน”
ซึ่งทันทีที่เจ้าตัวกล่าวจบได้มีการฟอร์เวิร์ดคลิปนี้ไปอย่างกว้างขวาง เหตุการณ์ในครั้งนี้นอกจาก อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ จะได้รับคำชื่นชมในความกล้าหาญไปอย่างท่วมท้นแล้ว ยังจุดประกายให้คนบันเทิงกล้าที่จะออกมาปกป้องสถาบันอย่างไม่หวั่นเกรงอันตรายใดๆ อีกต่อไป

(นก ฉัตรชัยถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่)
กับกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น นักแสดงรุ่นใหญ่ได้เปิดใจ ว่า สิ่งที่ทำไปไม่ได้ต้องการเป็นฮีโร่ แต่เพียงแค่ทำตามความรู้สึกของคนไทยคนหนึ่ง ที่ทนไม่ได้ที่เห็นพ่อโดนรังแก ทั้งที่พ่อมีบุญคุณกับคนไทยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บอก ถึงเวลาที่คนไทยต้องช่วยกัน ก่อนที่อะไรมันจะสายเกินไป พร้อมเผย เตรียมรวมตัวกับเพื่อนดาราทำการเผยแพร่คุณความดีของพระองค์ท่าน หวังลบล้างทัศนคติคนที่หลงผิดให้กลับมาเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
“ต้องเรียนให้ทราบนิดนึงว่า รางวัลที่ผมได้รับเป็นรางวัลที่ได้รับจากการเล่นบทพ่อ ปีนี้ผมก็เลยพูดเรื่องพ่อหมดเลย ไม่ใช่แค่รางวัลนี้รางวัลเดียว แต่งานนี้ค่อนข้างจะเข้าไปในความรู้สึกของคนไทยเยอะ คือ ทุกคนรู้สึกแบบเดียวกับผมนี่แหละ รู้สึกว่าพ่อโดนรังแก แล้วท่านก็ไม่ได้ออกมาโต้ตอบอะไรเลย และทุกคนก็สงสารท่านเหมือนกับผมน่ะ พอมีใครพูดออกไปมันก็เลยเป็นกระแสเท่านั้นเอง แต่จริงๆ ผมก็พูดมาตลอด บางเวทีก็พูดถึงความรักของพ่อในชีวิตจริงมันยิ่งใหญ่มาก แต่ความรักของพ่อในละครมันยิ่งใหญ่มากกว่า เพราะมีการปรุงแต่ง แต่ทั้งหมดรวมกันแล้วก็ไม่เท่ากับความรักของพ่อของแผ่นดิน ผมก็พูดแบบนี้มาตลอด”
“หลังจากพูดไปก็มีทั้งเพื่อนในวงการและเพื่อนๆ ทั่วๆ ไป ก็โทร.กลับเข้ามาขอบคุณๆๆ เพราะเขามีความรู้สึกเดียวกันกับเรา แต่ความคิดที่ผมทำเรื่องนี้จนต้องพูดออกไปวันนั้น ก็เพราะเราได้รู้ได้เห็นความจริงอย่างนึง ที่มีคนลำเลิกท่านอยู่ แล้วเราก็รู้สึกว่าท่านก็ไม่เคยออกมาโต้ตอบเลย เราในฐานะพสกนิกรชาวไทยก็น่าที่จะลุกขึ้นมาปกป้องท่านบ้าง ก็เลยพูด”




ภาพจากอินเตอร์เนต
ศรัทธาความคิดและการกระทำ....เพื่อพ่อ ครับ
นุ่งดูหลายๆครั้ง....เพราะคำพูดคมบาดใจ บาดความรู้สึก ในส่วนลึกของคนที่ไม่รักพ่อ
...
รักษาสุขภาพด้วย นะครับ
เป็นห่วง ครับ
ชัดเจนเลยค่ะป๊ะเบฯ ประเด็นสื่อ ที่สำคัญและมีอิทธิพลกับการเข้าถึงข้อมูล อันถูกต้อง ตระหนักอย่างมีจิตสำนึก และยิ่งนัก ... ต่างๆ ในทุกวงการ ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่จะต้องออกมาเริ่มต้นกัน เพื่อเป็นต้นแบบ ตัวอย่าง ให้แก่ เยาวชน ผู้คนส่วนใหญ่ ... ชื่นชมมากๆ ค่ะ
ขอบคุณป๊ะเบฯ เช่นกันค่ะ สำหรับสื่อศาสนสัมพันธ์ อันยั่งยืนในชุมชน ฝัน(ต้อง)ดีค่ะ
วาทะนี้เยี่ยมมากขอชมเชย
ทุกคนรักในหลวงครับ
" คิดดี-ทำดี-กล้าหาญ-กตัญญู "

ป้ายคัตเอ๊าท์สี่แยก....จังหวัดสุโขทัย
ผมเชื่อว่าคนเกิดจิตสำนึกที่ดีครับ
การับข้อมูลด้านเดียวก็อันตราย
สวัสดีค่ะ..คุณเบดูอิน
ดูเหมือนกันค่ะ..รายการนี้ สุดยอดของความรู้สึกเลยค่ะ
มันแน่นในอกไปหมด และยังมีอีกมากมายที่แสดงออกถึงความรัก
ที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวของเราอย่างแท้จริง..แล้วมาบัดนี้..อะไร..ทำให้เกิดเช่นนี้..
มีบทความที่เขียนลงในนิตยสารบางฉบับ ดังนี้
“รักถึงเพียงนี้” และ “จุดเทียนส่งเสด็จ”
บทความชื่อ “แผ่นดินร่มเย็นที่นราธิวาส” ตีพิมพ์ในนิตยสาร “สู่อนาคต” ฉบับพิเศษเนื่องในวันเฉลิมฯ ได้เล่าย้อนให้เราได้เห็นภาพความยากลำบากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทางภาใต้เมื่อหลายปีก่อน โดยเฉพาะช่วงก่อนสร้างพระราชตำหนักทักษิณราชนิเวศน์นั้น เป็นที่รู้กันว่าจังหวัดนราธิวาสชุกชุมไปด้วยโจรร้าย โจรปล้นสะดมและพวกโจรเรียกค่าไถ่ ถึงขนาดที่ในหลายๆ หมู่บ้านนั้น แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าไป
ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักในทุกข์อันลึกล้ำของชาวบ้านที่ทั้งทุกข์เพราะยากจน และทุกข์เพราะภัยคุกคาม จึงได้เสด็จฯ ลงไปเยี่ยมเยียนเป็นขวัญกำลังใจให้ราษฎรของพระองค์โดยไม่ทรงหวาดหวั่น บางวันถึงกับเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์โดยปราศจากกำลังอารักขา และบางหมู่บ้านตำรวจเพิ่งถูกคนร้ายแย่งปืนแล้วยิ่งตายก่อเสด็จไปถึงเพียงไม่ กี่ชั่วโมง
ทรงรักราษฎรถึงเพียงนี้ จึงไม่แปลกที่หญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านหนึ่งของอำเภอรือเสาะจะเข้ามาเกาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร้องไห้แล้วบอกว่า “ไม่นึกเลยว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไทยชาวพุทธ จะมารักมุสลิมได้ถึงขนาดนี้…”
บทความเดียวกันได้เปิดเผยต่อไปอีกว่า ที่อีกหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเดียวกันนั้น โต๊ะครูได้พาพรรคพวกมายืนรอรับเสด็จแล้วพูดขึ้นว่า “..รายอกลับไปเถอะ ประไหมสุหรีกลับไปเถิด ประเดี๋ยวพวกโจรจะลงจากเขา…” และเมื่อถึงเวลาเสด็จฯ กลับที่มืดสนิทอย่างน่ากลัว โต๊ะครูกับชาวบ้านก็พากันมาจุดเทียนส่งเสด็จตลอดเส้นทางอันตราย ด้วยความห่วงใยใน “รายอ” และ “ประไหมสุหรี” หรือ พระราชาพระราชินีของพวกเขาอย่างสุดซึ้ง
ทุกวัน..ที่มีโอกาส เราจะไปรอรับ และส่งเสด็จพระองค์ท่านเสมอ
เราขอเป็นเพียงส่วนหนึ่ง หรือส่วนเล็กๆ ที่จะช่วยให้พลังนั้นยิ่งใหญ่ขึ้น
แวะมาทักทายค่ะ
"...หากไม่รักพ่อ ก็จงออกไปซะ เพราะที่นี่เป็นบ้านของพ่อ..."
หดหู่ เศร้าใจ
[พวกเราทุกคนรักในหลวงมากค่ะ(ครับ)]
ประทับใจมากๆค่ะ
สวัวดีค่ะ...
* ได้ดูวันที่ออกอากาศเช่นกันค่ะ...
* ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง...
* น้ำตาไหลไม่ต่างกับฉัตรชัยเมื่อได้ฟังค่ะ...
สบายดีนะคะ