ผลพวงจากการที่ สสจ.พัทลุง ได้จัดอบรมพัฒนานักวิจัยขึ้นเมื่อกลางปีนี้ (ปีงบประมาณ 2548) มี จนท.เข้าอบรมประมาณ 60 คน ผมจำตัวเลขไม่แม่น (และไม่สำคัญตรงนี้... อยู่ตรงไหน... ยังไม่เข้าเรื่องเลย ฮา...เล็ก ๆ) และผมก็อยู่ในทีมวิทยากรร่วมด้วย (ช่วยกัน) ได้รับมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษาการวิจัยในหลาย ๆ เรื่องตามที่ผู้เข้ารับการอบรมสนใจและพอใจที่ปรึกษาด้วย (ไม่พอใจกันก่อน ก็จะทำงานช่วยเหลือกันไม่ได้มั้ง...) เรื่องหนึ่งที่แปลกคือ เขาสอนเน้นเชิงปริมาณเกือบทั้งหมดของเนื้อหา (5 วัน) =แทรก ตั้งแต่ทำงานมา ก็ไม่เคยเห็นใครจัดเชิงคุณภาพสักครั้ง 15 ปี แล้ว นอกจากเห็นที่มหาวิทยาลัย= มีกลุ่มหนึ่ง (หัวหน้าสถานีอนามัย เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ระดับ 4 สถานีอนามัยเดียวกัน และเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ระดับ 5 อีกสถานีอนามัยหนึ่ง) สนใจเชิงคุณภาพตลอด (แปลกแยกไม่นี่) จนได้เรื่อง (เรื่องที่จะทำวิจัย เฮ้อ...เหนื่อยจริง) คือ การศึกษาภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ซึ่งไปคล้ายกันกับที่ผมเคยบอกไว้ที่ เกร็ดชีวิตการทำงานชุมชนของหมออนามัย ตอน ย้อนบันทึก "คนชายขอบ" เป็นบันทึกของวันที่ 20 เมษายน 2547 โดยบังเอิญ (เพราะตอนแรก ๆ ผมไม่ได้ดูของกลุ่มนี้หรอก ตอนหลังถูกโบ้ยมา เพราะดันไปทำเชิงคุณภาพ พี่ ๆ เขาไม่ชอบทำกัน) ผมดีใจมากที่เรื่องนี้จะได้สานต่อซะที ลองมาดูโครงร่างที่เขาพัฒนาขึ้นมาเพื่อส่งให้ผมดูนะ และก็มีร่องรอยการแนะนำไปบ้างแล้ว (เพียงครั้งเดียว) และได้นัดคุยกันครบชุดก็เพียงครั้งเดียวเช่นกัน โดยในเครื่องหมาย ] คือส่วนที่ผมได้แนะนำว่าควรจะได้ปรับ/เพิ่ม/แก้ไข สำหรับที่พิมพ์ผิดก็ได้ปรับแก้ให้ไปเลย

     หลักการและเหตุผล [ควรจะเปลี่ยนเป็นความเป็นมาและความสำคัญนะ สำหรับคำถามวิจัยในลักษณะนี้]
          การดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว  และชุมชน โดยปราชญ์ชาวบ้านตั้งแต่อดีตกาลนั้นเป็นภูมิปัญญาที่ได้สั่งสมกันมา เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งและเป็นทุนทางสังคมที่มีอยู่แล้ว ภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้เป็นแบบแผนการปฏิบัติต่อสุขภาพตนเอง ครอบครัว และชุมชน ในบางประเด็นที่ได้ขัดเกลาทางสังคมจนยึดถือเป็นประเพณี วัฒนธรรม มีการถ่ายทอดออกไปสู่ชุมชนอื่น อย่างแพร่หลาย และสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (จินตนา  ชุณหมุดดา, มันทนา บัววัฒนา และจิรัตน์  กอบเกียรติกุล, 2546) โดยที่ภูมิปัญญาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์คิดเอาไว้เอง สามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิต เป็นความเข้าใจ เป็นสติปัญญา หรือ องค์ความรู้ ทั้งหมดของมนุษย์ทั้งกว้างทั้งลึกที่มนุษย์คิดได้เอง โดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่ แก้ปัญหา การดำรงชีวิต ในชุมชนได้อย่างเหมาะสม (สามารถ จันทรสูรย์, 2536) โดยที่ภูมิปัญญา สามารถสะท้อนออกมาใน 3 ลักษณะที่มีความสัมพันธ์กัน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนทันโลก  สิ่งแวดล้อม  สัตว์ พืช  ธรรมชาติ  ความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมหรือชุมชนและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ภูมิปัญญาเป็นโลกทัศน์ ชีวทัศน์ เป็นปรัชญา ในการดำเนินชีวิต เรื่องเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย คุณค่าและความหมายของทุกสิ่งในการดำเนินชีวิต (เสรี พงศ์พิศ , 2529)  และการดำเนินชีวิตของมนุษย์ชาติ จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสี่ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อาศัย และยารักษาโรค ปัจจัย 4 เหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องแสวงหาเพื่อใช้แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตให้อยู่รอดได้
          ปัญหาความเจ็บป่วย นับเป็นประสบการณ์สำคัญของมนุษย์ ในทุกวัฒนธรรมจึงได้พยายามหาทางออกต่อปัญหาสุขภาพ และความเจ็บป่วยอย่างต่อเนื่องตลอดมา สัญชาตญาณในการต่อสู้ เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์และการดิ้นรนเพื่อชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษย์ ได้ทำให้มนุษย์ทุ่มเทความพยายาม ในการทำความเข้าใจต่อประสบการณ์ ความเจ็บป่วยและโรคภัยที่คุกคามต่อชีวิตและสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจที่มนุษย์ได้รับจากประสบการณ์จึงเกิดแนวคิดและทฤษฏี ที่มนุษย์ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ภูมิปัญญา และองค์ความรู้ที่มนุษย์ในแต่ละวัฒนธรรมได้สั่งสมและสืบทอดเป็นแบบแผน  ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติผิดแผกแตกต่างกันไป อันเป็นผลจากแนวความคิด ความเชื่อ  ความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อสรรพสิ่ง และปรากฏการต่างๆ ตามการรับรู้ของตน มนุษย์ในแต่ละวัฒนธรรมจังมีโลกทัศน์ ที่แตกต่างกัน ระบบวิธีคิด ความเชื่อ  ที่ทำความเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ ความเจ็บป่วยที่แตกต่างกัน (โกมาตร  จึงเสถียรทรัพย์, 2536)
          แนวคิดเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยในสังคมไทย จึงเกิดจากโลกทัศน์ที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมที่ผสมระหว่าง ผี พราหมณ์ และพุทธ ซึ่งเป็นตัวกำหนดที่สำคัญ  ทำให้ชาวไทยมีพฤติกรรมสุขภาพที่แตกต่างกันไป ตามแนวคิด ความเชื่อ ที่ตนมีอยู่สามารถแบ่งแนวคิดออกเป็น 3 แนวคิด  แนวคิดเรื่องธาตุ  ไสยศาสตร์  โหราศาสตร์  โดยแนวคิดเรื่อธาตุได้อธิบายความเจ็บป่วย เกิดจากความแปรปรวนของธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ  ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของมนุษย์ (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, 2536)
          ส่วนแนวคิดและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยส่วนใหญ่แล้วไม่แยกออกจากความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรมต่างๆ ระบบวัฒนธรรมย่อยอันหนึ่งในสังคม ทำให้ระบบการแพทย์มีมากกว่า 1 ระบบ เพราะระบบความคิด ความเชื่อ ในสังคมหนึ่งๆ มีความเป็นพหุลักษณ์ หลากหลาย เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยังเป็นผลจากการปรับตัว เปลี่ยนแปลงภายในระบบนั้นๆ โดยเฉพาะสังคมที่ซับซ้อน   จะมีนัยทางสังคมวัฒนธรรมของระบบการแพทย์แบบพหุลักษณ์ อยู่ด้วยกันในสังคม สังคมนั้นๆจึงมีระบบวิธีคิด ความเชื่อเกี่ยวกับความเจ็บป่วยอยู่หลายทฤษฏี  จึงเป็นตัวกำหนดให้มีแหล่ง หรือวิธีการรักษาอยู่หลายๆแบบในสังคม (เพ็ญจันทร์  ประดันมุข , 2534)
          ระบบแพทย์พื้นบ้านในชนบทไทย มีรากฐานมาจากการแพทย์แผนอายุรเวชของอินเดีย เป็นการผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนไทย ซึ่งมีทั้งการแพทย์แบบประสบการณ์ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) ความเชื่อทางไสยศาสตร์กับวิชาอายุรเวชของอินเดีย นอกจากนี้ การแพทย์พื้นบ้านของไทยยังมีการผสมผสมผสานกับการแพทย์ของจีนเข้ามามีอิทธิพลในสังคมไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา การแพทย์เหล่านี้ได้ผสมผสานกันกลายเป็นรากฐานของการแพทย์แผนโบราณ หรือแพทย์พื้นบ้านในชนบทไทย (กิ่งแก้ว เกษโกวิท, 2536)
          หมอพื้นบ้าน นอกจากจะทำหน้าที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนในหมู่บ้านแล้ว ยังเป็นผู้เชื่อความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านอีกด้วย  เพราะการรักษาแบบพื้นบ้านไม่ใช่การรักษาคนเจ็บป่วยให้หายเพียงประการเดียว แต่เป็นการพึ่งพาอาศัยกันของชาวบ้าน มีการรักษาทั้งกายและใจควบคู่กันไป หมอพื้นบ้านจะเอาใจใส่ดูแลคนเจ็บป่วยอย่างใกล้ชิด เป็นการรักษาทั้งทางกายและทางใจควบคู่กันไป  การรักษาเป็นเรื่องของบุญคุณ ไม่ใช่การเรียกร้องค่าตอบแทน นอกจากนี้หมอพื้นบ้านยังเป็นผู้ทรงคุณธรรมที่ควรเชื่อถือและมีบทบาทในการคลี่คลายและแก้ปัญหาภายในหมู่บ้าน จึงเห็นได้ว่าหมอพื้นบ้าน จะมีบทบาทในการเป็นตัวเชื่อมสายสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านที่สำคัญ (ยงยุทธ ตรีนุชการ, 2532) 
          ในแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 8 ( 2540 – 2544 ) และกระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายชัดเจนในการพัฒนาแพทย์แผนไทย สนับสนุนให้หมอพื้นบ้าน หมอแผนไทย และผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขแผนปัจจุบันให้นำการแพทย์แผนไทยไปประยุกต์ใช้การรักษาโรค ส่งเสริมให้มีการใช้ยาสมุนไพร,ยาไทย และพัฒนาการผลิต และพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ได้กำหนดการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยมาตรา 14  สิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่จะได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ สิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเกี่ยวกับตำราแพทย์แผนไทย (เพ็ญนภา  ทรัพย์เจริญ ,2543) [เชื่อมโยงมายังแผนฯ 9 ด้วย ว่ามีความก้าวหน้าระดับนโยบายอย่างไรบ้าง]
          อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ประชาชนมีความเชื่อและมีความศรัทธา นิยมรักษาความเจ็บป่วยแบบพื้นบ้านมายาวนาน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวชนบทมีอาชีพทำไร ทำนา การดำเนินชีวิตมีความผูกพันอยู่กับการเกษตร วิธีการดูแลสุขภาพต้องอาศัยภูมิปัญญาหรือองค์ความรู้ต่างๆ ที่จะทำให้สุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย บนพื้นฐานของวิธีชีวิต ของชาวชนบท รวมถึงวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชนเมื่อเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ จะมักมีการรักษา โดยใช้สมุนไพร ยากลางบ้าน ที่มีอยู่ตามท้องถิ่นโดยรักษาจากประสบการณ์ และความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่ถ้ายังไม่หายก็จะไปรักษากับหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์สูงกว่า ซึ่งจากการสำรวจหมอพื้นบ้านในอำเภอบางแก้วมี 15 คน [(สำนักงานสาธารณสุขอำเภอบางแก้ว, ปี พ.ศ.?)]
          ผู้ศึกษาและคณะ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน จึงมีแรงบันดาลใจที่จะศึกษาองค์ประกอบ วิธีการ ขั้นตอนการใช้สมุนไพรและการดูแลบำบัดรักษาความเจ็บป่วย ตลอดจนศึกษาความเชื่อของหมอพื้นบ้านในการใช้ภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยศึกษาจากหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์สูง และได้ปฏิบัติหน้าที่หมอพื้นบ้านมานานนับ 10 ปี จำนวน 6 คน  ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 ตำบลในอำเภอบางแก้ว [คือตำบล ?]

     วัตถุประสงค์
          1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบ วิธีการ และขั้นตอนการใช้สมุนไพรในการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยของหมอพื้นบ้าน 
          2. เพื่อศึกษาความเชื่อเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรและการบำบัดรักษาผู้ป่วยของหมอพื้นบ้าน

     การทบทวนวรรณกรรม
          การศึกษาครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาได้ใช้กรอบแนวคิดและทฤษฏีในการศึกษาข้อมูลตามความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าดังนี้ (มีรายละเอียดแล้ว แต่ไม่ได้อ่านละเอียด)
          1. แนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน
          2. แนวคิดเกี่ยวกับจิตวิทยาสังคม
          3. แนวคิดและทฤษฏีทางมานุษยวิทยาทางการแพทย์

     วิธีการดำเนินการวิจัย
          ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ในการวิจัยเชิงพรรณนา [ปรากฏการณ์วิทยา ใช่ไหม] และเก็บข้อมูล โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก
          1. คัดเลือกพื้นที่ในการศึกษา เป็นการคัดเลือกแบบเจาะจงพื้นที่ อำเภอบางแก้ว  จังหวัดพัทลุง ครอบคลุมพื้นที่ ทั้ง 3 ตำบล เนื่องจากมีหมอพื้นบ้านกระจายอยู่ในทุกพื้นที่
          2.เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย
              2.1 แบบสัมภาษณ์เจาะลึกหมอพื้นบ้าน
              2.2 การสนทนากลุ่มผู้รับบริการ บำบัดรักษาโดยใช้แนวทาง การสังเกต และจดบันทึก
              2.3 แบบสังเกต แบบมีส่วนร่วม โดยใช้เครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายภาพ สมุดบันทึก
              2.4 แบบสังเกต แบบไม่มีส่วนร่วม
              2.5 รวบรวมข้อมูล ทั้งข้อมูลที่ค้นหาและข้อมูลเบื้องต้น
              2.6 ตรวจสอบข้อมูล ด้วนระเบียบวิธีวิจัยทางคุณภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูล ด้านนักวิจัยและทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง
              2.7 วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลในขั้นตอนสุดท้ายโดยผู้วิจัยหลักและผู้ช่วยวิจัย
              2.8 นำเสนอข้อมูล โดยผู้วิจัยหลักและผู้ช่วยวิจัยและที่ปรึกษาโดยสรุปเป็นรูปเล่ม
           [จรรยาบรรณนักวิจัย การคุ้มครองสิทธิของผู้ให้ข้อมูล]
           [การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ]
           [ขั้นตอนในการตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล]
           [ขั้นตอน และวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์]
           [การยืนยันข้อมูลหลังการวิเคราะห์จากผู้ให้ข้อมูล (Key persons)]

     ผลคาดว่าจะได้รับ
          1. เป็นสื่อในการถ่ายทอดองค์ความรู้ของหมอพื้นบ้านในการบำบัดรักษาสุขภาพของประชาชน
          2. เป็นการเพิ่มทางเลือกในการดุแลรักษาสุขภาพโดยใช้ภูมิปัญญาของหมดพื้นบ้านที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับชุมชนนั้นๆ
          3. เป็นแนวทางในการพัฒนาแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านที่ยังเอื้อประโยชน์ในแง่ดูแลรักษาสุขภาพ
          4. เพื่อให้มีฐานข้อมูลในเรื่องทุนทางสังคมด้านสุขภาพที่ผ่านการทดสอบ และยืนยันแล้ว สามารถเป็นมรดกแห่งภูมิปัญญาเพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต

===============================================================

          ประเด็นที่ผมได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมานำเสนอไว้ คือ ผมมีโอกาสได้พบเจอโดยบังเอิญกับหัวหน้าคณะวิจัย ขณะที่ผมนัดคุยกับกับน้อง (ญาติฝ่ายแม่) ที่เป็น จนท.สสอ. และวันรุ่งขึ้นเขาจะต้องไปกล่าวความรู้สึกในการปฏิบัติงานต่อหน้าที่ประชุม เรื่องงานคุ้มครองผู้บริโภค (แทนการเปิดประชุมโดยผู้หลักผู้ใหญ่...) ซึ่งคล้าย ๆ กับการกล่าวปาฐกถา และขอให้ผมจัดเรียงถ้อยคำ สำนวนให้หน่อย (จะได้ดูแล้วเท่ห์ หรือไม่ก็ ม่องแท่งไปเลย และผมก็เอาถ้อยคำ ความรู้สึกเขานั่นแหละมาสลับที่กันให้ ฮา... แล้วก็ดูมั่ว ๆ)

          การพบกันของผมกับหัวหน้าคณะผู้วิจัย ก็ได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องของน้องเขาด้วย จนสำเร็จ เสร็จสมอารมย์หมาย ก็ได้สอบถามความก้าวหน้าของการวิจัยที่ว่า เห็นเงียบไป เก็บข้อมูลอะไรกันแล้วยัง ไปถึงไหนแล้ว และมีปัญหาอะไรบ้าง (เวลาถามผมถามที่ละประเด็น ไม่ได้บ้าจี้ถามอย่างที่เขียนนะครับท่าน แฮะ ๆ) ได้ความว่าโดยสรุปว่า ยังไม่ค่อยก้าวหน้า อีกทั้งที่ผมให้เอกสารวิธีการตัวอย่างของการดำเนินการ (โครงร่างวิจัยตัวอย่าง) เพื่อศึกษาและกำหนดลำดับขั้นตอนให้เป็นวิทยาศาสตร์ รวมถึงการไม่ละเมิดสิทธิ์กลุ่มตัวอย่างหรือผู้ให้ข้อมูล และการตรวจสอบความถูกต้อง น่าเชื่อถือ พี่เขาบอกผมว่าได้กลับไปคุยกันในกลุ่มแล้วสรุปว่า ถ้าทำอย่างนั้น ซีเรียส ไป เลยไปหาที่ปรึกษาที่เป็นเพื่อนกันอีกคน ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก็พบว่าเขาพูดเหมือนที่น้องว่าเลย กลับมาเงียบ ๆ กันอยู่ ตอนนี้ตกลงใจแล้วว่าจะทำตามที่เราอยากทำ และทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นก่อน

          สำหรับเงื่อนไขอีกอย่าง คือ งานในหน้าที่ประจำที่มีมากมายเหลือเกินยุคนี้ ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการต่อให้เสร็จ ทีมก็ว่างไม่ค่อยตรงกันเลย (อันนี้ไม่มีความเห็น ตัวใคร ตัวมัน) ผมเข้าใจที่พี่เขาพูดทั้งหมด ว่างานที่สถานีอนามัยนั้นมีทั้งงานที่โดยสั่ง (จิก) งานชุมชน งานบริการ งานเชิงรุก งานตามนโยบายต่อเนื่อง (สั่งตั้งแต่ต้นปี) และงานจิปาถะ เช่น งานศพ งานวัด งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ (ต้องไปทุกงานถ้าเป็นหมออนามัยในชุมชนจริง ชาวบ้านบอกทุกคนแน่ ถ้ามีงานที่บ้านเขา) วันนั้นเราคุยกันอีกหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบาดวิทยา เรื่องไข้เลือดออก "อัตราป่วยด้วย DHF ไม่เกิน 50 ต่อแสนประชาชน เป็น KPI ของใครกันแน่" , "จะมีวิธีการอย่างไรที่ไม่ให้อัตราป่วยด้วย DHF เกิน 50 ต่อแสนประชาชน" , "ก็ ร.พ.อย่ารายงานก็สิ้นเรื่อง" , "ไม่ทราบที่อื่นที่ไม่มีปัญหาเขาทำอย่างไร แต่ที่ผมไม่ทำ ไม่งั้นปัญหาก็ไม่ได้แก้ให้ตรงจุด" , "KPI แบบนี้ท่าจะไม่ดี เพราะโกหกกันง่าย ๆ" , "คนโกหกได้ความดีอีกด้วย" ประเด็นเหล่านี้ยังค้างคาใจผมอยู่ทั้งนั้น ใครบอกว่า จนท.ในพื้นที่คิดไม่เป็น เขาคิดไม่เป็นหรือข้างบนไม่ได้ให้เขาคิดกันแน่ เที่ยงคืนพอดีของวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ทั้ง 3 คนจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน คนละทิศคนละทาง (ฮา...)

          วันนี้ที่บันทึกเรื่องนี้ก็ด้วยเหตุผลว่าผมจะให้พี่เขารู้จัก Blog เพราะที่ สถานีอนามัยแห่งนี้มีโทรศัพท์ และออก Internet ได้ (ผมแอบเห็นแล้ว) และจะแนะนำให้พี่เขาบันทึกอย่างที่พี่เขาพูดไว้ คือ "ตอนนี้ตกลงใจแล้วว่าจะทำตามที่เราอยากทำ และทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นก่อน" สะสมไว้

          ผมสัญญาครับพี่พันธ์ ว่าจะไปแนะนำพี่ (หากพี่รู้แล้ว ผมเอามะพร้าวไปขายสวนแน่เลย แต่ช่างเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไร)

                อนุชา  หนูนุ่น บันทึกไว้เมื่อ 7 กันยายน 2548

===============================================================