กิจกรรมนี้เป็นเพียงการจุดประกายเบื้องต้นเพื่อให้ได้ Output ออกมาเท่านั้น ส่วน Outcome นั้น เป็นหน้าที่ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมและผู้บังคับบัญชาของต้นสังกัดต้องดำเนินการต่อไป เพื่อให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

 

จากบันทึกที่แล้ว (http://gotoknow.org/blog/attawutc/359306) ผมได้เล่าถึงกิจกรรมการลดอัตตาของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในการสัมนาครั้งนี้ บันทึกนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับการทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อครับ ซึ่งนัยยะของการทำกิจกรรมมิใช่เพียงแต่จะเชื่อมโยงไปยังเรื่องของการทำงานเป็นทีมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปยังเรื่องการบริหารจัดการ การวางแผนงาน ที่มีผลต่อการขับเคลื่อนองค์กรต่อไปอีกด้วย ดังนี้ครับ

 

 

กิจกรรมต่อไปเราต่อด้วยกิจกรรมการหาของ โดยเราจะให้รูปถ่ายซึ่งเป็นป้ายเตือนรูปการ์ตูนคนถูกมะพร้าวตกใส่หัว แล้วให้แต่ละกลุ่มไปหาและกลับมาบอกว่าป้ายนี้อยู่ที่ไหน โดยมีกติกาว่าทุกคนที่อยู่ในกลุ่มต้องบอกได้ว่าป้ายนี้อยู่ที่ไหน ซึ่งแต่ละกลุ่มต้องมีกลยุทธ์การบริหารจัดการว่าจะแบ่งกันไปหาและสื่อสารกันอย่างไรให้ทั่วถึงกันและเร็วที่สุด ระหว่างนั้นแต่ละคนยังไม่ได้ล้างหน้ากันดังนั้นจะเห็นว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็จะเดินพล่านไปทั่วรีสอร์ตด้วยเนื้อตัวและหน้าตาที่เปื้อนไปด้วยสีแต่งหน้าและแป้งที่ได้ทาไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากที่แต่ละกลุ่มหาพบและตรวจสอบความถูกต้องตามกติกาแล้วเราก็ทำการแจกรางวัลแก่กลุ่มผู้ชนะตามระเบียบ จากนั้นก็ช่วยกันสรุปกิจกรรมนี้เชื่อมโยงไปยังเรื่องการทำงานเป็นทีม การวางแผนงาน การบริหารจัดการ และเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเป็นนโยบายสูงสุดของบริษัท

 

 

 

กิจกรรมสุดท้ายก่อนที่จะไปรับประทานอาหารกลางวันเป็นกิจกรรมที่เรียกว่า ”กิจกรรมให้ใจ” โดยเราจะแจกสติ๊กเกอร์ ให้คนละชุดตามจำนวนของคนในกลุ่ม เพื่อให้ไปติดป้ายชื่อของเพื่อนที่ห้อยไว้ด้านหลังของแต่ละคน แต่ละชุดประกอบด้วยรูปต่างๆตามความหมายของคะแนนต่างๆ กันไป เช่น รูปหัวใจมีคะแนน 10 คะแนน หมายถึง เขาคนนั้นเป็นคนน่ารัก มีมนุษยสัมพันธ์ดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นๆ รูปดาวมีคะแนน 5 คะแนน หมายถึง เขาคนนั้นเป็นคนเก่ง ทำงานดี ไม่มีปัญหา รูปเท้ามีคะแนนติดลบ 20 คะแนน หมายถึง เขาคนนั้นมีสิ่งที่เราไม่ชอบ มีสิ่งที่ต้องปรับปรุง หลังจากที่ทุกคนได้ให้ใจโดยการติดสติกเกอร์แล้ว เราก็มารวมคะแนนและให้รางวัลกัน และก็ช่วยกันสรุปเชื่อมโยงไปยังเรื่องการมีชีวิตอยู่ร่วมกัน และการทำงานเป็นทีมต่อไป

 

 

ระหว่างอาหารกลางวันเราก็มีกิจกรรมแทรกอยู่ตลอดเวลา โดยทุกคนจะยังไม่ได้มีโอกาสไปล้างหน้าแต่งตัว นั่นแสดงว่าทุกคนไปรับประทานอาหารด้วยเนื้อตัวและหน้าตาที่เปื้อนไปด้วยสีแต่งหน้าและแป้งที่ได้ทาไว้ก่อนหน้านี้ เราเลี้ยงอาหารแบบบุพเฟ่ แต่ยังไม่ให้ช้อนเพราะเราตั้งใจว่าจะแจกช้อนที่ผูกกับไม้ยาวประมาณ 1 เมตร เพื่อดูการแก้ปัญหาว่าเขาจะทำกันอย่างไร ไม่ให้ตักอาหารกินเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่าต้องป้อนกันและกัน เราทำเป็น gimmick ไว้เล็กน้อยเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจจะให้กินแบบนี้จนอิ่ม เมื่อเห็นว่าทุกคนได้เรียนรู้แล้วเราก็เริ่มแจกช้อนส้อมให้ทุกคนตามปกติต่อไป

 

 

 

กิจกรรมช่วงบ่ายเริ่มด้วยกิจกรรม “หัวบอดท้ายใบ้” โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น 2  กลุ่ม แต่ละกลุ่มให้ต่อแถวจับไหล่กันไปด้านหลัง โดยคนที่อยู่ด้านหน้าสุดจะถูกปิดตาแต่ยังพูดได้ ส่วนคนที่สองเป็นต้นไปต้องแสดงเป็นคนใบ้และถูกปิดตาด้วย ยกเว้นคนที่อยู่ท้ายแถวที่ไม่ต้องปิดตา แต่ไม่สามารถพูดได้ ภาระกิจของกลุ่มก็คือคนที่ท้ายแถวต้องวางแผนการดำเนินการสื่อการและจัดการให้คนที่อยู่หัวแถวเดินไปหาธงที่ซ่อนไว้ให้ครบ กิจกรรมนี้ก็จะสามารถสรุปเชื่อมโยงไปยังเรื่องของการเป็นผู้นำ การวางแผน การสื่อการภายในองค์กรได้

 

 

 

กิจกรรมต่อมาคือกิจกรรม “ช้อนตักเชื่อใจ” โดยเราจะใส่ลูกปิงปองไว้ในกะละมังแล้วนำไปไว้กลางน้ำให้ห่างจากฝั่งแล้วให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำไม้ที่มัดด้านปลายไวด้วยช้อน ทำการตักลูกปิงปองทีละคนมา 1 ลูกต่อ 1 คน ซึ่งระยะจากฝั่งไปยังกะละมังจะยาวกว่าช้อนมาก ไม่สามารถตักตามลำพังคนเดียวได้ ดังนั้นจึงต้องมีคนช่วยดึงมืออีกข้างไว้ป้องกันไม่ให้ตกน้ำ และคนที่ตักต้องเชื่อใจคนที่ช่วยดึงว่าต้องพยายามไม่ให้คนตักตกน้ำ

 

 

 

กิจกรรมสุดท้ายในช่วงกลางวันก่อนที่จะไปพักผ่อนรับประทานอาหารเย็นคือ กิจกรรมผจญภัยปีนป่ายกับเครื่องเล่นทั้ง  7 ฐาน อันประกอบด้วย สะพานทาร์ซาน สะพานสามเหลี่ยม สะพานตาข่าย โรยตัวกระรอกบิน สะพานโตงเตง สะพานสลิงเดี่ยว และสะพานท่อนซุง ก่อนที่กิจกรรมผมได้ให้ผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนั่งล้อมวงร่วมแสดงความคิดเห็นและแสดงความรู้สึกก่อน (BAR : Before Action Review) เพื่อตรวจสอบความสมัครใจและสร้างความมั่นใจร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการวางแผนของแต่ละคนด้วย ระหว่างที่ทำกิจกรรมมีหลายคนที่ไม่สามารถผ่านด่านบางด่านไปได้ แต่นั่นไม่ใช่สาระ ขอให้ทุกคนมีใจร่วมกันเป็นพอ หลังจากทุกได้ผ่านการทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนั่งล้อมวงร่วมแสดงความคิดเห็นและแสดงความรู้สึกกันอีกครั้ง (AAR : After Action Review) พบว่าเราสามารถเชื่อมโยงไปการทำงานได้อย่างหลากหลาย เช่น เรื่อง เป้าหมายการทำงาน ภารกิจมีทั้งยาก ทั้งง่าย เราไม่สามารถเลือกได้ วางแผนการทำงาน การลงมือทำ มองดูเหมือนง่าย แต่ทำแล้วอาจจะไม่ง่ายเหมือนดูเขาทำก็ได้ การบังคับบัญชา ความถนัดความเชี่ยวชาญของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการทำงานเป็นทีมต้องแบ่งหน้าที่กันทำตามความเชี่ยวชาญของแต่ละคน Put the right man to the right job เป็นต้น สุดท้ายผมได้พยายามโยงไปถึงเรื่อง วินัย 5 ประการของ  Peter Senge ด้วย โดยเริ่มตั้งแต่ การมีเป้าหมายร่วมกัน (Share Vision)  ความเชี่ยวชาญของแต่ละคน (Personal Mastery) การเรียนรู้ร่วมกัน (Team Learning) การคิดทั้งระบบ (Systemic Thinking) และรูปแบบการคิด (Mental Model) ตามการตีความในมุมมองของผมที่ได้เคยเล่าไว้ในบันทึกนี้ (http://gotoknow.org/blog/attawutc/335264)

 

 

ช่วงค่ำ หลังจากที่เรารับประทานอาหารและพักผ่อนทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็มารวมตัวกันที่ห้องประชุม เพื่อทำกิจกรรมพูดคุยเปิดใจกัน โดยรูปแบบก็จะเป็นลักษณะการนั่งล้อมวงคุยกัน มีผู้นำกิจกรรมคอยดำเนินรายการบรรยากาศในห้องทำให้ดูสงบและจริงจังด้วยการจุดเทียนให้ดูสลัวแต่พอเห็นหน้ากันอยู่ และเพื่อให้ให้การพูดคุยในครั้งนี้ออกมาจากใจและสงบจริงๆ เราจึงเริ่มต้นด้วยการทำใจให้สงบด้วยการสวดมนต์ไหว้พระกันก่อน จากนั้นก็เริ่มดำเนินกิจกรรมเหมือนกับลักษณะการอภิปราย ส.ส. ผู้นำกิจกรรมเลือกคนที่จะถูกอภิปรายก่อน หรือเลือกจากความสมัครใจก็ได้ ฟังคนอื่นๆ พูดถึงตัวเองทีละคน ว่าเขามีความรู้สึกอย่างไรกับเรา อยากแนะนำเรื่องข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง จากนั้นเมื่อทุกคนได้พูดแล้ว ก็จะให้คนที่ถูกพูดถึงหรือคนที่ถูกอภิปรายได้แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นตอบคำถาม ทำแบบนี้จนครบทุกคน จากผลการดำเนินการพบว่าสิ่งที่พูดจะไม่ค่อยพูดลงลึกถึงความรู้สึกลึกๆ จริงๆ เช่น พูดถึงข้อดีทั่วไป และหลีกเลี่ยงการพูดถึงข้อเสียที่จะไปกระทบจิตใจอย่างรุนแรง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเป็นห่วงสุขภาพ หรือบุคลิภาพที่เด่นชัด เช่น กินเหล้ามากเกินไป กินเหล้าขับรถ อ้วนไปควรลดความอ้วน กลัวผี บางครั้งอาจเป็นการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน เช่น พูดเสียงดัง ห้วน แต่ก็ได้รับการชี้แจงด้วยความเข้าใจเพราะในเนื้องานที่ต้องติดต่อประสานงานต้องให้กระชับฉับไว งานนี้เราพยายามจะให้แต่ละคนได้ส่องกระจกดูตัวตนของแต่ละคน เพื่อให้รู้ว่าคนอื่นเขามอง เขาคิดถึงเราอย่างไร อย่างไรก็ตามกิจกรรมครั้งนี้เป็นการเปิดใจครั้งแรกจึงทำให้อาจจะยังเข้าไม่ถึงบ้าง ดั้งนั้นผมจึงได้แนะนำต้นสังกัดว่าเราควรทำกันบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้นำกิจกรรมอาจจะเป็นหัวหน้างานของทีมนั้นๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนของส่วนฝึกอบรมเท่านั้น ระยะเวลาของการทำกิจกรรมลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับเรื่องและจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม และวันนั้นเราก็ใช้เวลากันนานถึง 4 ชั่วโมงเลยทีเดีย ดังนั้นจำนวนคนที่เหมาะสมในแต่ละครั้งจึงน่าอยู่ที่ประมาณ 5-7 คน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่จำนวนคนเราไม่สามารถลดลงได้ เราจึงเปลี่ยนวิธีสื่อสารโดยแทนที่เราจะใช้การพูด เราก็ใช้วิธีการเขียนแทน แต่การชี้แจงของผู้ถูกอภิปรายก็ยังให้พูดเหมือนเดิม ข้อดีของวิธีนี้คือประหยัดเวลาลงได้มาก แต่ข้อเสียคือการสือสารยังเข้าไม่ถึงจิตถึงใจอย่างไหลลื่น งานนี้ผมคิดว่าถ้าทุกคนได้มีโอกาสทำบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นการคุยกันในแนวสุนทรียสนทนาได้ (dialogue) และคิดว่าอาจไปถึงขื้นคุยกันได้ในระดับ l in You จนถึง I in Now ก็ได้แต่เท่าที่เล่ามายังไม่ถึงขั้นนั้นครับ

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันสรุป เราได้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนเขียนเนื้อหาบทสรุปทั้งหมดที่จากกิจกรรมทุกอย่างที่ผ่านมาลงใน  Flip Chart  จากนั้นก็ให้ตัวแทนมานำเสนอ และสิ่งสุดท้ายก็ขอให้ทุกคนร่วมเขียนปฏิญญาร่วมกันว่าต่อจากนี้ไปจะทำอะไรที่เป็นรูปธรรมร่วมกัน ตามแนวคิดของวินัย 5 ประการ ที่ผมได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ในการทำ  AAR ของกิจกรรมผจญภัย และนำเสนอโดยตัวแทนกลุ่ม แล้วก็ให้แต่ละคนพูดคุยแสดงความรู้สึกถึงภาพรวมของกิจกรรมทั้งหมด ภารกิจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังไม่หมดแค่นั้น ผมได้มอบหมายให้ตัวแทนรวบรวมเนื้อหาและข้อมูลทั้งหมด สรุปส่งให้กับทุกคนที่ร่วมกิจกรรม รวมทั้งผมและผู้บังคับบัญชาด้วย เพื่อนำไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมต่อไป สิ่งเหล่านี้จะได้นำไปชี้แจงกับต้นสังกัดและผู้บริหารได้ว่า Output ของการทำกิจกรรม Team Building ครั้งนี้คืออะไร ส่วน Outcome นั้น เป็นหน้าที่ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมและผู้บังคับบัญชาของต้นสังกัดดำเนินต่อไป ซึ่งผมคิดว่าจะต้องทำอย่างต่อเนื่องต่อไป ผมยอมรับกิจกรรมนี้เป็นเพียงการจุดประกายเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าไม่มีการสานต่อก็จะเป็นเหมือนกับไฟไหม้ฟางที่หายไปกับสายลมเท่านั้นเอง