ผู้เขียนชอบออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคทุกวัน แต่เมื่อสัก 2 สัปดาห์ให้หลัง รู้สึกปวดหัวเข่า จึงรีบตรวจสอบสภาพรองเท้าจึงพบว่า ดอกยางรองเท้าตอนนี้กลายเป็นพื้นเรียบซะแล้ว(ยังไม่ถึงกลับพื้นทะลุน่ะค่ะ อย่าเข้าใจผิด) รองเท้าคู่นี้ซื้อมาเมื่อเดือนมิถุนายน 52 รวมแล้วใช้งานได้ 11 เดือน ปกติจะใช้รองเท้าเฉลี่ยคู่นึงนานแค่ 6 เดือน เพราะพื้นสนามที่ใช้เต้นเป็นพื้นตัวหนอนที่เขาใช้รองเป็นทางเดินเท้า เวลาสไลด์เท้า พื้นตัวหนอนจะขูดเอาพื้นของรองเท้าสึกเร็วมาก

          เต้นแอโรบิกบนพื้นที่ไม่ได้มาตรฐานนี่นับว่าเปลืองรองเท้ามาก ๆ และยังอันตรายต่อหัวเข่าเราอีกด้วย รองเท้าคู่หนึ่งราคาค่อนข้างแพงประมาณ 4000-7000 บาท แถมไม่ค่อยมีรองเท้าแอโรบิกโดยเฉพาะ ต้องหันไปใช้รองเท้าวิ่งแทน ไม่ใช่นิยมของแพงหรอกน่ะค่ะ ปกติผู้เขียนนิยมของราคาถูก ๆ แต่ที่ต้องซื้อรองเท้าแพง ๆ เพราะเคยลองใส่รองเท้าราคาถูกที่พื้นทำด้วยโฟมแล้ว เวลากระโดดจั้มพ์ลงมา โฟมบางประเภทไม่มีความยืดหยุ่นทำให้ปวดหลังมาก ไม่คุ้มกับสุขภาพเราหรอกค่ะ

         วันนี้เปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่แล้ว เวลาเลือกรองเท้าสำหรับใส่เต้นแอโรบิก ผู้เขียนจะดูที่พื้นรองเท้าก่อนเป็นอันดับแรกว่า 


       1. พื้นบริเวณส้นรองเท้า (Formotion, Adiwear,Adiprene) มีระบบกันกระแทกที่คอย Support เวลาเรากระโดดจั้มพ์ลงมาหรือไม่ เพราะส่วนนี้มีความสำคัญมาก ๆ หากไม่มีระบบกันกระแทกจะทำให้ปวดหลัง เป็นอาการบาดเจ็บจากการออกกำลั้งกาย เวลาเลือกรองเท้าผู้เขียนมักจะกดส้นรองเท้าใส่ฝ่ามือ หรือกดบนพื้นดูว่ายุบตัวไหม แล้วค่อยจิกเล็บบนพื้นรองเท้าดูว่ามีความยืดหยุ่นแค่ไหน วิธีนี้จะทำให้เราเช็คได้ด้วยตาเปล่าว่า พื้นรองเท้ามีความยืดหยุ่นแค่ไหน

      2. ส่วนที่สองที่ผู้เขียนต้องดูคือ พื้นบริเวณอุ้มเท้า (Torsion System) มีระบบล๊อคกันเท้าพลิกหรือไม่ ยิ่งถ้าบางรุ่นมีระบบล๊อคลามขึ้นมาถึงอุ้มเท้าบนยิ่งดีมาก ๆ เพราะการเต้นแอโรบิคจะมีการหมุนเท้าตลอดเวลา โอกาสเท้าพลิกและทำให้ล้มเป็นไปได้สูง ถ้ามีระบบกันพลิกและล๊อคอุ้มเท้าจะช่วยเชฟเราได้เยอะ

     3. จุดที่สามที่ดูคือ บริเวณหัวรองเท้าเมื่อวางบนพื้นเรียบ ควรแอ่นเล็กน้อย (ระวังอย่าไปเลือกที่แอ่นมากน่ะค่ะ ถ้าแอ่นมากเหมาะสำหรับใช้วิ่งมากกว่า) เพราะหัวรองเท้าที่แอ่นขึ้นมาจะช่วยให้การจิกเท้าและหมุนตัวคล่องขึ้นเยอะเลยค่ะ

     4. ดูส่วนที่สูงของขอบรองเท้าที่ขี้นมารองรับใต้ตาตุ่มค่ะ เพราะจะไปช่วยพยุงเท้าไม่ให้พลิก ประมาณว่าช่วยกันทำงานร่วมกับ จุดที่สอง (ถ้าไปเลือกรุ่นที่คว้านเว้าลงไปลึก จะไม่ช่วยผยุงเท้า)

     5. ผู้เขียนมักเลือกรองเท้าใหญ่กว่าเท้าจริง 1 เบอร์ คือปกติใส่รองเท้าทำงานเบอร์ 37 แต่จะซื้อรองเท้าออกกำลังเบอร์ 38 เพราะมีความคิดส่วนตัวว่า เวลาเต้นเท้าจะบวมมากกว่าปกติจากการเคลื่อนไหวที่เร็วและต่อเนื่อง และอีกอย่างต้องใช้ถุงเท้าอย่างหนาเพื่อกันแรงเสียดระหว่างรองเท้ากับเท้าด้วยค่ะ บางครั้งถึงกับต้องสวมถุงเท้าทีเดียว 2 คู่

    6. สุดท้ายคือตรวจสอบฉลากที่ห้อยมากับรองเท้าเพื่อดูวัน เดือน ปี ที่ผลิต วัสดุที่ใช้ทำรองเท้าจะมีอายุใช้งานแค่ 3 ปีค่ะ เวลาซื้อระวังน่ะค่ะ ไม่ควรเลือกที่ผลิตเกิน 6-12 เดือน เมื่อนับรวมกับการใช้งานของเราประมาณ 6-12 เดือน จะรวมกันประมาณ 2 ปี เป็นเวลาที่เหมาะจะโละทิ้งแล้วค่ะ

      ตอนนี้รองเท้าที่ซื้อมาใหม่ใช้มาได้สักอาทิตย์ รู้สึกว่าอาการปวดหัวเข่าหายไปแล้ว ไม่ใช่ว่ายี่ห้อแพง ๆ จะรักษาหัวเข่าผู้เขียนได้น่ะค่ะ อย่าพึ่งเข้าใจผิด

         แต่ผู้เขียนกำลังจะบอกว่า ใครที่ชอบออกกำลังกายเป็นประจำ รองเท้าเป็นอุปกรณ์อันดับแรกที่สำคัญมาก ๆ สำหรับการออกกำลังประเภทที่ใช้เท้าในการเคลื่อนไหวตลอดเวลา

         เอ้า กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ รักษาได้ทุกโรค ไม่จำเป็นต้องอาศัยหมอเฉพาะทาง อิอิ

          ลืมบอกไปอีกอย่างหนึ่งว่า ทำไมผู้เขียนถึงกล้าซื้อรองเท้ากีฬาราคาแพง ๆ ใส่ แถมต้องเปลี่ยนทุก 6 เดือนเพราะ เมื่อก่อนผู้เขียนไม่เคยออกกำลังกาย แต่ต้องไปหาหมอทุกเดือน ค่ายาประมาณ 4000-6000 บาท ถ้า x ด้วย 6 เดือน ตกประมาณ 24,000 บาทขึ้นไป ถึงจะเบิกหลวงได้คืนก็ตามเถอะ ผู้เขียนยังคิดว่าทำให้งบประมาณแผ่นดินสิ้นเปลือง นี่ยังไม่นับรวมค่าเสียเวลาไปนั่งรอคิวที่โรงพยาบาลครี่งวัน ไหนจะเสียการเสียงานอีก

        แต่พอมาออกกำลังกายแล้ว เสียเงินแค่รองเท้า ไม่ต้องเสียเวลาไปรอหมอแถมไม่ต้องทิ้งงานไปโรงพยาบาลอีก ที่สำคัญน่ะค่ะ ผิวสวย หน้าใส มากค่ะ ส่วนรองเท้าคู่เก่าที่โละแล้วผู้เขียนจะชอบโน้มน้าวให้คนรู้จ้กไปออกกำลังกาย และเมื่อเขาเอาชนะใจตัวเองเริ่มมีวินัยในการออกกำลัง ผู้เขียนจะแจกรองเท้าคู่เก่าให้เขาค่ะ วิธีนี้นับว่าสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนที่ขี้เกียจออกกำลังกายได้เป็นอย่างดีค่ะ (ของฟรี ใคร ๆ ก็ชอบ เน๊าะ)