เช้าวันนี้แม้ตอนตื่นขึ้นมา รู้สึกไม่สดใส ทั้ง ๆ ที่เป็นการนอนหลับสนิทอย่างยาวนาน ตีสามแล้ว เห็นใจวิ่งไปเกาะกับอารมณ์แล้วจมดิ่ง คร่ำครวญ เป็นความคุ้นเคยของจิตที่จะจมในอารมณ์แห่งความเศร้าหมอง เมื่อไม่ประกอบด้วยปัญญาก็ทำได้เพียงหยิบอะไรมาอ่าน แล้วก็หลับไป ตื่นมาอีกทีก็อ่านต่อ ประมาณตีห้าครึ่งได้ยินเสียงเคาะประตูเรียก พี่อ้อนั่นเอง เดินมาถามว่า “วันนี้ไปวัดไหม” หนูหยุดพิจารณา เห็นความเศร้าหมองและจมในอารมณ์ จึงตัดสินใจว่า “ไปค่ะ”
“ถ้าไปพี่จะได้ไปทำกับข้าว”
แล้วหนูก็จัดแจง หุงข้าว ทำอาหารง่าย ๆ เท่าที่มีในตู้เย็น ได้ผักลวก ผักสดจิ้มน้ำพริก และมะม่วงเขียวเสย
วันนี้ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพ จึงไม่ต้องเข้าไปที่ทำงาน สาย ๆ หน่อยคงจะออกเดินทาง ก่อนเจ็ดโมงเช้าทุกอย่างพร้อมสำหรับการไปวัด พี่อ้อหิ้วย่ามกับข้าวมาฝาก ขับรถไปตามเส้นทาง พอถึงวัด จัดแจงอาหารขึ้นโต๊ะ แล้วก็มารอที่ศาลา วันนี้ญาติโยมมาพอสมควร
ออกจากวัดประมาณแปดโมงกว่าจัดการเรื่องตั๋ว ได้รอบบ่ายโมงสิบห้า โทรแจ้งพี่ที่จะร่วมทางไปด้วย แล้วก็เข้าบ้าน หยิบหนังสือ “เราจะเดินไปไหน” ขึ้นมาอ่าน
ประโยคที่เล่าถึงอาจารย์ที่ป่วยต้องเข้ารับเคมีบำบัด จนร่างกายสู้ไม่ไหว แล้ววันหนึ่งท่านก็พยายามพยุงร่างกายตนเอง จนสามารถลุกขึ้นเองได้ อาจารย์บอกอีกว่า
“ชีวิตเพียงแค่ลุกขึ้นได้ มันก็มีค่ามากเพียงพอแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ นั่นเป็นสิ่งที่เตือนในผมอย่างมาก”
สะเทือนเข้าไปในใจ เพราะเมื่อเช้าไม่อยากลุกจากที่นอน ละอายแก่ใจที่ไม่เห็นคุณค่าที่มี
“พวกเราทุกคนตื่นนอน ลุกขึ้นได้ ทำอะไรได้สารพัด เคลื่อนไหวอะไรได้ แต่เราเคยคิดหรือไม่ว่า เราจะใช้ความสามารถนี้เลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไรในปัจจุบันขณะนี้ ผมเข้าใจว่านี่แหละคือประเด็นที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต”
หนูเกิดคำถามในตนเอง หนูเคยคิดถึงวันที่ลุกขึ้นไม่ได้ไหม?
คำตอบคือ ไม่เคย
เป็นความประมาทที่ไม่เห็นคุณค่าของการมีชีวิต มีคนมากมายที่ขาดโอกาส แต่หนูเป็นผู้ได้รับโอกาสเสมอ ๆ ไม่ว่าในด้านใด แต่หลายครั้งการกระทำที่เต็มไปด้วย ความหวาดกลัวทำให้โอกาสที่ได้รับ เกิดสภาวะทำลายล้างผู้คนรอบข้าง แล้วศีลข้อ ๑ ที่พร่ำบอกครูเสมอ ไม่เคยลงไปในใจว่า เพียงแค่ทำงานด้วยความหวาดกลัว ผลของงานก็สามารถเบียดเบียนผู้คนมากมาย
ด้วยความนอบน้อมแห่งโลกใบนี้ แม้ดวงจิตนี้กระทำการไม่ควรสิ่งใด โปรดให้อภัยด้วย เมื่อยังเป็นผู้โง่ ที่ต้องเดินทาง ที่ไม่สามารถปฏิเสธความหวาดกลัวที่เกาะกินในใจได้ ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำ ๆ อีก แต่ก็ต้องก้าวไป.................อย่างอดทน
ก่อนการเดินทางสู่กรุงเทพมหานคร ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓
เมื่อสี่ปีก่อนเรามีก้อนโตเท่าลูกปิงปองเกิดขึ้นตามต่อมน้ำเหลือง ความทุกข์ ความหวาดกลัวเกาะกินในใจอย่างมาก บอกตัวเองได้อย่างเดียวว่า ยังตายไม่ได้ มีหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การทำใจให้ปราศจากความเศร้า และความโกรธแค้นผู้คน" เรามีความหวังว่า เราจะเป็นที่มีจิตใจเบิกบานได้
แล้วต่อมาอีกสองปี ก้อนได้ลุกลามมาที่เต้านม แต่ชีวิตก็ไม่ได้ท้อ เพราะอะไรล่ะ
ก้อนก็เป็นเพียงก้อน แต่หัวใจยังทำงานอยู่นี่นา ลมหายใจก็ยังมีอยู่ ความสามารถในการหายใจเข้าและหายใจออกก็ยังมีอยู่ เรื่องเพียงแค่นี้จะทำให้ต้องท้อเลยเชียวเหรอ และที่สำคัญ จะละทิ้งแม่ไปได้อย่างไร เพราะยังปรารถนาให้ช่วงเวลาที่เหลือยู่ของแม่มีใจที่เบิกบาน
ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้อีกหลายปี เจอมรสุมชีวิตอย่างหนักประมาณว่า ไม่คาดคิดที่คนคนนี้จะเจอได้ แต่ก็ได้เจอ ได้สัมผัสประสบการณ์อันเลวร้ายในความรู้สึก แต่ทุกวันนี้เมื่อนึกถึงประสบการณ์ครั้งนี้รู้สึกขอบคุณ เพราะทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต คือ การให้อภัย ไม่คาดคิดว่าชีวิตนี้เราจะมีความสามารถในการให้อภัยใครได้ซาบซึ้งใจ
แต่รู้ไหมว่า...สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยทำเลย คือ การคร่ำครวญ
เพราะความคร่ำครวญ มันช่างลดทอนศักยภาพแห่งความมนุษย์
เสียดาย การได้เกิดมานี่มันยิ่งใหญ่และมีค่า จะมามัวทำตัวไร้ค่าอยู่ได้เช่นไรกัน
หาตัวเองให้เจอ...
ละการเลียนแบบ เมื่อไรที่เราหาตัวเราเจอ เราจะมีชีวิตที่เบิกบาน
การก้าวย่างเข้าไปหาตัวเองด้วยการเรียนรู้ในทุกห้วงเวลา ... พี่ว่าถ้าติ๋วตั้งใจฝึกฝนตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน คงได้อะไรที่ดีดีไปเยอะนะ เพราะโอกาสที่เข้ามาตัวเองนี่เป็นโอกาสที่งามมาก ลองทบทวนตัวเองและแก้ไข เพื่อนำไปสู่การก้าวย่างในก้าวต่อไปนะ
ขอบพระคุณค่ะ
ธรรมะสวัสดี คุณใบไม้ร้องเพลง
"ไม่จำเป็นว่าคุณจะเคยล้มมาสักกี่ครั้ง สิ่งสำคัญอยู่ที่คุณจะลุกขึ้นสู้หรือเปล่าต่างหาก"
อาจมีประโยชน์ในยามท้อ
ความสุขเกิดขึ้นได้....ภาวนาอย่างที่ว่า
นั้นแหละ..สายตรงของความสุข
ด้วยกรุณาแห่งจิต
เจ้าค่ะ ทุกย่างก้าวแห่งการเรียนรู้ อุปสรรคทำให้เติบโต ณ บางห้วงเวลาที่ขาด พลังของใจ
ผู้ที่คอยประคับประคอง ให้อยู่ในครรลองของหนทางแห่ง มรรค
คือ ครูผู้นำทาง
คุณความดีที่เกิดขึ้นขอเทิดขึ้นบูชาครู