“ ปู้นนนนนนนนนนนนนนน” เสียงหวูดรถไฟยาวมากดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้ผู้โดยสารทราบว่าอีกไม่กี่อึดใจจะถึงสถานีข้างหน้าละนะ ท่านผู้ใดต้องการลงสถานีนี้โปรดเตรียมตัวจัดสัมภาระให้เรียบร้อย ผมจึงขยับตัวเล็กน้อยมองออกไปนอกหน้าต่างโบกี้รถไฟ ก่อนหันไปยิ้มกับคุณป้าที่นั่งตรงกันข้ามและเป็นเพื่อนร่วมเดินทางตลอดคืนที่ผ่านมา ผมนั่งคุยกับคุณป้าถามท่านว่าไปลงสถานีไหน ท่านก็บอกว่าไปลงสถานียะลา ผมก็บอกว่าผมไปลงที่สถานีปัตตานี ท่านก็บอกว่าถึงก่อนสถานียะลา คุยสอบถามถึงความเป็นอยู่ท่านก็บอกว่าอยู่ในตัวเมือง เดิมประกอบอาชีพเป็นครูโรงเรียนอนุบาล เกษียณมาห้าปีแล้ว ผมจึงถึงบางอ้อเพราะดูหน้าตาท่านอิ่มเอิบมากอายุดูประมาณห้าสิบต้น ๆ ท่านคงเป็นคนใจดีสอนเด็กเล็ก ๆ หน้าตาจึงไม่บ่งบอกถึงริ้วรอยสูงอายุ รถไฟค่อย ๆ จอดจนสนิทเทียบชานชาลาสถานีรถไฟปัตตานี ผมกล่าวลาและสวัสดีคุณป้า ก่อนเดินตามผู้คนที่ต่างพากันรีบเร่งลงจากรถหิ้วสัมภาระ ดูโกลาหลสำเนียงใต้ที่ส่งเสียงสอบถามดังขรมไปหมด ผมฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเพราะมีสำเนียงมลายูปนอยู่ในบางประโยค สถานีรถไฟปัตตานีเดิมชื่อสถานีรถไฟโคกโพธิ์ หากใครเดินทางมาปัตตานีโดยรถไฟจะต้องมาลงที่สถานีนี้ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนเป็นสถานีรถไฟปัตตานี เพื่อไม่ให้สับสนในการเดินทาง แต่ผู้คนที่เคยเดินทางมาโคกโพธิ์ก็สับสนกันไปช่วงหนึ่งเพราะถึงสถานีแล้วไม่ยอมลงจากรถ เพราะดูชื่อแล้วไม่ใช่สถานีรถไฟโคกโพธิ์ ผมลงมาโคกโพธิ์เที่ยวนี้เพราะนัดกับพี่ทองไว้ว่าจะมาเจอกันเพื่อเที่ยวงานเดือนสิบเอ็ด ซึ่งพี่ทองลาพักร้อนลงมาเยี่ยมบ้านพอดี เมื่อผมขนสัมภาระลงมายืนบนพื้นชานชาลา ก็เห็นพี่ทองเดินยิ้มมาแต่ไกล หลังจากได้ทักทายกันพี่ทองก็ให้รีบเดินทางไปบ้านก่อนฝนจะตกเพราะเห็นตั้งเค้ามาแต่ไกล พี่ทองพาผมเดินเลียบริมทางรถไฟ มองไปทางขวามือจะมีทิวเขาสันกาลาคีรี ทอดตัวเป็นแนวยาวสุดสายตา ระยะทางประมาณสองร้อยเมตรก็ถึงบ้าน บ้านหลังนี้พ่อและแม่ได้สร้างไว้ก่อนที่จะเสียชีวิตไปเมื่อประมาณสิบปีก่อน จึงเหลือเฉพาะน้องสาวพี่ทองอาศัยอยู่ บ้านหลังนี้รื้อถอนบ้านเดิมซึ่งเป็นบ้านไม้ออก แล้วสร้างใหม่เป็นบ้านอิฐถือปูน พี่ทองเล่าให้ฟังว่าชีวิตของคนที่นี่ เช้าขึ้นมาสัญญาณชีวิตจะเริ่มต้นด้วยเสียงไก่ขันที่คอยบอกเวลาในแต่ละโมงยาม หากไม่เจอไก่เพี้ยนที่นอนละเมอ โก่งคอขันทั้งตายังหลับจนตกต้นไม้ รับรองไม่ตื่นสายแน่ ๆ ทุกวันแม่และชาวบ้านในย่านนี้จะตื่นเช้า เข้าครัวเตรียมเตา เพื่อหุงข้าวใส่บาตรหลวงตาวัดศรีมหาโพธิ์หรือวัดใหม่ ซึ่งอยู่ไม่ห่างบ้านนัก หลวงพ่อแดงหรือตาหลวงแดง ท่านนำลูกวัดออกเดินบิณฑบาตโปรดสัตว์ตั้งแต่เริ่มสว่างทุกวันนับได้หลายกิโลเมตร คงเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ท่านจึงดูแข็งแรง ตาหลวงแดงท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของพี่ทอง และท่านได้ถึงแก่มรณภาพไปหลายปีแล้ว ท่านละสังขารเมื่ออายุ ๙๖ ปี แต่พี่ทองบอกว่ามีพระจากวัดบุราณประดิษฐ์หรือวัดบู ซึ่งอยู่ห่างตลาดไปประมาณเกือบสองกิโล ก็มาบิณฑบาตรด้วยทุกวัน ส่วนในตลาดโคกโพธิ์ ร้านค้าจะเป็นห้องแถวเรือนไม้ทั้งสองฝั่งถนน ร้านค้าที่ขายขนมเช้าต่างก็เปิดร้านของตัวเองดัง ”กุงกัง กุงกัง” เพราะที่นี่ประตู จะเป็นแบบสองบาน เรียกว่า "กว้านแบบห้องแถว" โดยแต่ละบานหรือชาวบ้านเรียกว่า"ดานตูหน้าถัง" จะสูงประมาณสองเมตรครึ่ง ประกอบด้วยแผ่นไม้จำปาหนาประมาณหนึ่งนิ้ว กว้างประมาณหนึ่งฟุต แต่ละแผ่นผ่านการไสกบจากช่างไม้จนเรียบและมีความหนาเท่ากันทุกแผ่นทั้งสองบาน เรียบจนภาษาชาวบ้านถิ่นนี้เรียกว่า "เรียดแผ็กแผ็ก" ซึ่งหมายถึงเรียบสนิทจริง ๆ จากนั้นนำมาเรียงทำเป็นบานทั้งสองบาน แล้วจึงติดบานพับขนาดสามนิ้วประมาณสามจุด เพื่อบังคับให้ติดกันทุกแผ่นและพับซ้อนกันได้ แล้วติดตั้งกับข้างประตูทั้งสองข้างในตำแหน่งเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเปิดประตูก็ทำการพับเก็บดานตูแต่ละแผ่นซ้อนกัน ทั้งหมดก็จะไปซ้อนรวมกันที่ข้างประตูทั้งสองด้าน เหมือนเราเก็บผ้าม่าน ส่วนด้านภายในบ้านเมื่อเวลาปิดจะมีไม้สลักสองอันเรียกว่า "ไม้หลักตู" ติดตั้งโดยแบ่งประตูออกเป็นสามส่วน ไม้หลักตูจะยาวจากส่วนบนของบานประตูยาวลงมาถึงด้านล่าง โดยที่ปลายของไม้หลักตูจะเลื่อยออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้สามารถสอดปลายลงในช่องสำหรับสอดปลายไม้สลักประตู ที่ติดตั้งไว้ด้านบนเหนือบานประตู และสกัดพื้นบ้านซึ่งเป็นปูนซีเมนต์เป็นช่อง เพื่อให้สามารถสอดปลายไม้หลักตูลงไปได้ ส่วนกลางของไม้สลักหรือไม้หลักตู จะใช้สิ่วเจาะเป็นรูปตัวแอล ( L ) เพื่อให้ปลายของไม้ขัดหรือเรียกว่า "ไม้ขัดดาน" ลงได้ และล๊อคได้แน่นหนาแม้เขย่าให้แรงขาดไหนก็ไม่หลุด โดยไม้ขัดดานจะมีสามอัน แต่ละอันอิสระต่อกัน ดังนั้นเมื่อต้องการเปิดประตูเพียงช่องเดียว ก็ถอดไม้หลักตูเพียงอันเดียว ก็สามารถเข้าออกบ้านได้ ผมได้ดูของจริงที่บ้านพี่ทองแล้วก็ทึ่งในภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นอย่างมาก เดิมทีชีวิตที่นี่มีทั้งผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ และนับถือศาสนาอิสลาม ที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขถ้อยทีถ้อยอาศัย แม้ว่าจะมีหลักและความเชื่อในการดำรงชีวิตที่ต่างกัน แต่เราก็อาศัยร่วมกันพึ่งพาอาศัยกัน อย่างเช่นคนไทยพุทธเกิดล้มลงกระดูกหักก็จะไปหาหมอกระดูกพื้นบ้านซึ่งเก่งในวิชานี้ ทำการนวดน้ำมันและต่อกระดูกให้เรียบสนิทรักษาจนหายเป็นปกติ แต่เมื่อชาวไทยมุสลิมเกิดลูกร้องไห้กระจองอแงทำอย่างไรก็ไม่หายทั้งที่ร่างกายปกติ ชาวบ้านว่าแม่สื้อมาคอยแกล้ง ก็ไปหาหลวงพ่อที่วัดให้ผูกข้อมือเป่าขม่อมให้ กลับบ้านนอนหลับสบายมาตั้งแต่วันนั้น ในเรื่องของการค้าขายต่างก็ซื้อสินค้าซึ่งกันและกันเปรียบเสมือนแลกเปลี่ยนกัน พี่ทองบอกว่าในตลาดโคกโพธิ์นี้มีอาหารของชาวไทยมุสลิมอร่อยตั้งหลายอย่าง เช่น นาซีดาแฮ(ข้าวราดแกง) โรตี เนื้อสะเต๊ะ นาสิกาปู(ข้าวยำ) รอเยาะ(เต้าคั่ว) ยำสายหน้ากุ้ง(ยำสาหร่าย) ราแฟ(คล้าย ๆ ขนมจีน) นาสิติเน๊ะ(ข้าวอัดราดด้วยน้ำเนื้อสะเต๊ะ) ขนมไข่ไก่ หอยแครงเสียบไม้ย่าง ไก่กอและ(ไก่ย่างราดน้ำแกง) ข้าวเหนียวก้อนคลุกมะพร้าวกินกับปลาหลังเขียว แป้งข้าวหมากหัวมัน ข้าวเหนียวสังขยา ข้าวเหนียวแดงหน้ากุ้ง แต่ในทุกวันนี้พี่ทองบอกว่าการดำรงแตกต่างกว่าเดิมมาก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แทบจะไม่มี เมื่อเลยยามบ่ายถึงช่วงเย็นต่างก็ต้องรีบปิดประตูบ้าน ตะวันสายถึงจะเปิดประตู มีงานบุญก็ต้องเลิกห้าโมงเย็นก่อนค่ำ เพราะเกรงจะเกิดอันตรายจากเหตุที่มิอาจคาดคิดขึ้นได้ ใครหนอช่างทำกับบ้านเราได้ ทุกคนก็ได้แต่ตั้งตารอว่าวันหนึ่งจะมีสัญญาณดังไปทั้งโลกว่า "บ้านเราสงบสุขเหมือนเดิมแล้วพี่น้อง" ขอให้ทุกท่านโชคดี สวัสดีครับ ภัทรพล คำสุวรรณ์
หวัดดีค่ะพี่บ่าวช่างใหญ่
รอ รอ และรอ ให้ทางชายแดนใต้กลับมาคืนดังเดิมค่ะ
จนจะรอไม่ไหวแล้วค่ะ สงสัยต้องหาเรื่องไปทำงานฝั่งโน้นบ้าง ;)
ภาวนาให้สงบ ๆ เร็วๆเถิดเจ้าประคุณ จะย่างสิบขวบปี แล้ว สาธุ
สวัสดีค่ะพี่บ่าว
ปล. พี่บ่าวโร้หม้าย มีครูคณะหนึ่งโดนให้ไปอบรมที่ โรงแรมวีว่า สงขลา เค้ามาคุยแบบโวยวาย ว่าไม่อยากไปเลย กลัวระเบิด และก็แซวกันว่า จะไปแล้วไปลับหรือเปล่าเนี่ยจนครูอิงต้องอธิบายให้เขาฟังว่าเรื่องราวมันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก
สวัสดีน้องปูเหอ
นั่นแหล้น้องปูตั้งแต่ปีสี่ห้านู๋ นี่แค่สิบปีแล้วแหละ ไม่โร้ต่อไดอีหงบที ช้าวบ้านอิได้นอนตาหลับ....ก็ไปลองแลตะบูดูของแท้หรอยนิ
โชคดีนะน้อง
หวัดดีน้องสาวอิงจันทร์
เรื่องเรือพระก็เคยเขียนแต่ไม่ละเอียดมากนักครับ ว่าอิเขียนใหม่ ถ้าไม่เขียนไว้มั้งก็ลืม ๆ กันเหม็ดนะครับ ค่ายทหารครับ ชื่อค่ายอิงคยุทธ ครับ พี่บ่าวเคยอยู่ที่นี่ประมาณปี๒๕๐๔-๒๕๐๕เพราะพ่อเป็นตำรวจ ตอนหลังเขาเปลียนกลับเป็นค่ายทหารเหมือนเดิม วัดช้างให้ก็อยู่ในอำเภอโคกโพธิ์ครับ
โชคดีน้องสาว
สวัสดีครับครูแป๋ม
ขอบคุณที่มาเยี่ยมบันทึก ก็พยายามเขียนให้สอดแทรกภูมิปัญญาลงไปเล็กน้อยครับ ลองลงไปเที่ยวทางใต้ก็จะดีนะครับมีอะไรที่แตกต่างจากโคราชเยอะครับ
โชคดีครับ
สวัสดีท่าน นายช่างใหญ่ครับ
แวะมาเยี่ยมครับ...
สวัสดีครับคุณพรพล
ยินดีครับผม
โชคดีครับ
ผมชอบดูหัวรถจักรไอน้ำ
ชอบฟังเสียงหวูดรถไฟ ชอบเสียงเครื่องจักรล้อเวลามันวิ่ง
คุณพ่อผมและชาวบ้านเอาปี๊บเปล่าไปรองน้ำร้อนจากหัวรถจักร เวลารถเข้าสถานีครับ
สวัสดีครับคุณสันติ
ผมก็ทันหัวรถจักไอน้ำครับ ยังนึกภาพออกว่าหัวรถจักรมีกองไม้ฟืนอยู่ที่ตอนท้ายของหัวรถ มีเตาไฟที่ร้อนจัด ควันดำ เสียงแตรดังลั่นยามออกจากสถานีหรือก่อนเข้าสถานี หากวิ่งในยามกลางคืนจะมองเห็นดอกไฟสีแดงพ่นออกปนมากับกลุ่มควันจากเตาเผา และที่สถานีเทพามีที่เติมน้ำเป็นหอคอยเหล็กสูงใหญ่ทาสีดำ ยังจำติดตาครับ
โชคดีครับ
ไปถึงหาดใหญ่ตอน 2 ทุ่ม
พากันเข้าโรงแรมทันที ข้างนอกก็ดูเงียบจัง
ไม่รู้ว่าคิดมากเกินไปรึเปล่าคะ
สวัสดีครับครูนงเยาว์
ก็ประมาณนั้นครับ ทุกคนก็ระวังตัว นอกจากที่เป็นย่านการค้าจะพลุกพล่านครับ
โชคดีครับ
เขียนเก่งจังเลยค่ะ ..อ่านสนุก น่าติดตาม
ชอบภาพเรือนแถวเก่ามาก ได้บรรยากาศริมรถไฟดีค่ะ :-)
สวัสดีครับคุณเบบี้
ก็ลองเขียนดูครับ บันทึกเป็นสารคดีสั้น ๆ
บรรยากาศบ้านเราหน้าสถานีรถไฟโคกโพธิ์หากโดยสารรถไฟครับ ถ้าจำไม่ผิดแม่บอกว่าผมเกิดที่ร้านหมอที่ห้องแถวนี้ เมื่อห้าสิบห้าปีที่แล้วครับ...อิอิ...ชราภาพแล้วจึงมีแต่เรื่องเก่า ๆ จะมีอีกปีกขนาดเดียวกันแต่โดนไฟไหม้ไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้เอง
โชคดีครับน้อง
สวัสดีครับคุณพรเพ็ญ
ปากพนังก็มีอะไรดี ๆ เยอะมากครับ...เจริญมาก่อน ผมมีเพื่อนเรียนเทคนิคภาคใต้หลายคนอยู่ปากพนัง แต่ยังไม่เคยไป
เราคนใต้ก็ต้องช่วยกันรักษาสืบทอดสิ่งดี ๆ ไว้ให้คู่บ้านเรานะ
โชคดีนะน้อง
สัญญาณชีวิตแต่ดึกดำบรรพ์ นึกย้อนหลัง ช่างเรียบง่ายเหลือเกินนะคะที่พี่ทอง ใช้เสียงไก่ขันเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นชีวิตของวันใหม่ เช้ามาใส่บาตร และเชื่อถือศรัทธาหลวงพ่อ เวลาเด็กเป็นไข้ หลวงพ่อเป่ากระหม่อมให้
-อยากเห็นของจริงจังเลยนะคะ ประตู2บาน คงดึงขึ้นดึงลงเหมือนม่านหรือมู่ลี่ แต่มีไม้มาขัดแตะ กันไว้ อย่างแข็งแรง อ่านมาก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญา อยู่หลายอย่าง
-แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ เลยทำให้สัญญาณชีวิตเปลี่ยนไปใช่ไหมคะ
-ขอให้พบสัญญาณที่บ่งบอกแห่งความสงบสุขซักครั้งเถอะนะคะ
-นายช่างใหญ่ เขียนบันทึก เล่าเรื่องได้ดีมากมาก มองเห็นภาพได้คะ
-ขอบคุณสิ่งดีดี ที่นำมาเขียนเรื่องราวสัญญาณชีวิตที่ทุกคนยังรอคอยที่จะพบสิ่งใหม่ดีดีอีก
แวะมาทักทายครับ จะมานราธิวาส ปลายเดือนนี้ครับ
สวัสดีค่ะ
กุงกัง กุงกัง” เพราะที่นี่ประตูจะเป็นแบบสองบาน แต่ละบานจะจะสูงประมาณสองเมตรครึ่ง ประกอบด้วยแผ่นไม้ติดบานพับประมาณสามจุดเมื่อพับแล้วก็ดึงไปเก็บเหมือนเราเก็บผ้าม่าน
สวัสดีครับนายช่างใหญ่ หน้าถังตูไม้ เกือบหมดไปจากบ้านท้องถิ่นไทย
บ้านที่ปลูกแบบนี้เขาเรียก กว้านแบบห้องแถว ใช้ดานตูหน้าถัง ส่วนมากใช้ไม้จำปาทำดานตู การเข้าไม้ทำได้เรียดแผ็กๆ หวางนี้เห็นแตหน้าถังตูเหล็ก
บางบ้านยอมแลกหน้าถังจำปา มาทำตูเหล็ก.........เสียดายครับ