การไปจันทบุรีคราวนี้ ได้บทเรียนดีๆมามากมายครับ ที่มากที่สุดเห็นจะเป็นจิตตัวเองที่ต้องฝืนจากอาการเหนื่อยที่โหมมากับงานที่หาเวลาหยุดพักได้ยากยิ่งนัก บวกกับเวทีที่เขาว่ากันว่า ปราบเซียน 19-30 เมษายน 2553 10กว่าวัน กับเรื่องราวชีวิตที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว วูปหนึ่งข้าพเจ้าคิดว่า มาทำงานอะไรเช่นนี้ โดยเฉพาะสี่วันให้หลังกับหลักสูตร "กระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความสุขในโรงเรียนและครอบครัว" ที่ร่วมทำกับสกว. ภาคตะวันออกและมหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี ค้นพบตอใหญ่ๆอยู่ประมาณ 2 เรื่องคือ หนึ่ง ครูส่วนหนึ่งคิดว่า ไม่ใช่งานหลักในหน้าที่ตัวเอง เพราะงานสุขภาวะครอบครัว จะเกี่ยวกับงานสอนคณิตศาสตร์ได้อย่างไร มันควรจะเป็นงานของครูแนะเเนวมิใช่หรือ
สอง คือ มีครูบางคนคิดว่าการเรียนการสอนต้องมีความสุขด้วยหรือ มันคงไม่ใช่เรื่องที่ผมคิดไปเองฝ่ายเดียวนะครับ หากแต่พบได้จากใบประเมินแผ่นหนึ่งที่บอกในคำถาม ถึงความรู้สึกก่อนมาว่า ทำไมต้องมีความสุข คือผมคิดว่า การเรียนการสอน ก็ต้องมีความสุขนะครับ เราจะกบฎตัวเองได้อย่างไร คนที่จะเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง ต้องเกิดจาก แรงบันดาลใจ เกิดจากฉันทะ ความพอใจ หรือฝันเล็กๆเป็นเบื้องต้น ทุกสาระวิชา แรงบันดาลใจนี้ ก็ย่อมมาจาก พื้นฐานกรรมเดิม กรรมพันธ์ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะครอบครัว และคุณครู เมื่อใครสักคนหนึ่งมีแรงบันดาลใจ มีความสุขในการเรียนรู้ ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะ ขยันหมั่นเพียร ขวนขวาย และไตร่ตรองในสิ่งที่ตัวเองหมายมั่นปั้นมืออยากเรียนรู้ หรือตั้งความหวังเอาไว้ คนที่จะประสบความสำเร็จทั้งในแง่ทางโลกและทางธรรมที่สมดุลกัน เกือบร้อยทั้งร้อยเริ่มต้นที่แรงบันดาลใจ และความสุขที่เรียบง่ายที่เกิดจากการค้นพบตัวเองอย่างชัดเจน
โลกกำลังวิกฤติ ในทุกด้าน ทางข้างหน้านั้นตีบตันนัก หากไม่ลองแสวงหาหนทางใหม่ๆทางปัญญาที่เฉียบคมกว่าเดิม เราจะไปรอดได้อย่างไร
ถ้าเราเข้าสู่ความเป็นจริงในจิต ในใจตัวเอง และนิ่งฟังเสียงหัวใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง อีกครั้ง โดยเฉพาะคุณครูผู้มีเมล็ดพันธุ์ที่รักศิษย์ตัวเองอยู่แล้ว เราจะพบคำตอบว่า
หนทางสว่างนั้นมีอยู่ หากเราเปิดใจ ข้ามพ้นความกลัวต่างๆ และเห็นหนทางที่จะทำให้ตัวเองและศิษย์ค้นพบความสุขแท้ด้วยปัญญาก่อน เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้เด็กคนหนึ่ง เก่ง ดี มีความสุขได้ และในที่สุด เราจะเหนื่อยน้อยลง ครูจะเหนื่อยน้อยลง แต่การงานที่เกิดกับศิษย์นั้นยิ่งใหญ่
มันยากอยู่อย่างเดียวก็คือว่า กระบวนการดังกล่าวที่ว่ามาทั้งหมด คือการเผชิญหน้ากับตัวเอง การรับฟังกันอย่างลึกซึ้ง การลดอัตตา และการสร้างสรรค์ที่อยู่เหนือการตัดสินถูกผิด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่หาทางเข้าลำบากสำหรับคนที่เป็นครู(และจริงๆก็เป็นกับปุถุชนคนทั่วไปด้วย) อย่างไรก็ดีคงต้องสู้กันต่อไป เพราะยังมีครูพันธุ์ใหม่มากมายที่พร้อมจะเปิดตัวเองเติบโตทางจิตวิญญาณไปด้วยกัน ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนี้นะครับ คือมาช่วยครูกันเถอะ
ป.ล. บันทึกนี้ออกแนวฐานคิดเชิงลบนิดหนึ่ง ทั้งหมดเพื่อความเติบโตทางจิตวิญญาณด้วยกัน
สวัสดีค่ะ
สวัสดีคุณ หลานปู่ครับ
การเติบโตทางจิตวิญญาณนั้นจำเป็นเพื่ออิงอาศัยกับการเรียนแบบโลกๆนะครับ
ครูที่ดีที่สุดอีกคนหนึ่ง ก็ คือ การเรียนรู้รอบตัวของเราเอง
แวะมาเยี่ยมครับ ขอบคุณสำหรับบันทึกนะครับ...
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดได้จากแรงบันดาลใจ มาช่วยกันสร้าง ความรัก ความดี และความงามให้ักับลูกศิษย์ของเรา กันเถอะ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ถือเป็นโอกาศดีจริงๆค่ะที่ได้แวะมาอ่านบันทึกนี้ ทำให้ได้เรียนรู้ร่วมไปด้วยค่ะ ในฐานะคนบันทึกเวทีสี่วันหลัง อยากบอกว่าลึกๆในใจก็แอบคิดว่า 4 วันนี้จะผ่านไปด้วยดีไหมนะ เห็นบรรยากาศ อาการเซ็งๆของครูผู้เข้าร่วมเวทีแล้วก็อดหวั่นๆไม่ได้ ว่าทีมกระบวนกรจะเอาผู้เข้าร่วมอยู่รึป่าวน้า ทั้งเรียนรู้เวทีจากการทำหน้าที่บันทึกและก็ลุ้นให้กำลังใจทีมกระบวนกรไปด้วยค่ะ แต่ก็ขอชื่นชมจากใจจริงนะคะกับความพยายามของทีมกระบวนกรที่พยายามสร้างบรรยากาศและปรับเปลี่ยนกระบวนการอย่างไร้กระบวนท่าเพื่อให้เกิดการกระตุ้นการเรียนรู้ให้กับผู้เข้าร่วมมากที่สุด ในใจตอนนี้คิดว่า ครูเมล็ดพันธุ์ดีใน จ.จันทบุรี ได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว แม้จะยังเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ยังมีครูที่เข้าใจเพียงไม่กี่ท่าน แต่เชื่อว่าต่อไปเมล็ดพันธุ์ดี เมล็ดเล็กๆนั้นจะเจริญเติบโตและงอกงามและสร้างสรรค์อยู่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อีกในไม่ช้า ยังไงก็ขอเป็นกำลังให้ทีมกระบวนกรทุกท่านนะคะ และก็ขอเอาใจช่วยครูให้มาเติบโตทางจิตวิญญาณด้วยกันเพื่อการเรียนการสอนที่สร้างสรรค์และมีความสุขให้กับต้นกล้าน้อยๆของประเทศชาติต่อไปค่ะ สู้ๆจะเป็นกำลังใจให้ค่ะ
สวัสดีครับหลานปู่ นักกระบวนกร หายไปนานไม่ได้คุยกัน ที่แท้ไปอยู่จันทร์นี้เอง
"โลกกำลังวิกฤติ ในทุกด้าน ทางข้างหน้านั้นตีบตันนัก หากไม่ลองแสวงหาหนทางใหม่ๆทางปัญญาที่เฉียบคมกว่าเดิม เราจะไปรอดได้อย่างไร"
ใช่เลยครับ สนับสนุน หนึ่งเสียง