ครูสั่งการบ้านหนูเมื่อวาน ว่าหลังจากอ่านหนังสือ
“เราจะเดินไปไหนกัน ของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ แล้วได้อะไร"
หนูตอบครูทางโทรศัพท์ ล้วนเป็นการวิพากย์ วิจารณ์ วิเคราะห์ เรื่องราวที่ได้อ่าน แต่ไม่ได้มองย้อนในตนเอง
หนูรู้สึกกลัว ครูให้ข้อคิดว่า หนูชอบวิพากย์ ตัดสินคนเขียน ตัดสินผู้คนและเรื่องราวที่อ่านจนเป็นนิสัย แต่ไม่เคยย้อนคิดในตนเอง
“ทำเรื่องนี้ไม่เคยผ่านซะที”
ใจหนูสั่นสะเทือนกับคำนี้ แล้วหวั่นเกรงหวาดหวั่นว่าจะทำไม่ผ่าน จึงเอากิจกรรมมากมายเข้ามาแทรกเพื่อหลบเลี่ยงและมีอาการผิดปกติในร่างกาย แล้วก็ไม่กล้าเขียน จนเช้านี้ครูโทรมาเตือนสติแล้วบอกว่า
“ไม่ต้องเขียนแล้ว เรื่องของเมื่อวานก็จบไปแล้ว”
เช้านี้หนูตั้งใจกับตนเองตั้งแต่ตื่นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะทำให้ใจผ่องใสดังที่ได้อ่านในหนังสือนี้
ครูถามอีกว่าการปฏิบัติคืออะไร
หนูหยุดคิดแล้ว ก็ตอบครูว่า “เพื่อฝึกฝนตนเอง”
“ฝึกฝนตนเองคืออะไร”
หนูหยุดอีก คำที่ปรากฏคือ “ฝึกสติ”
“ฝึกไปทำไม”
แล้วคำนี้ก็ปรากฏขึ้น “ฝึกเพื่อให้รู้ทุกข์”
“ทุกข์มันคืออะไร”
“มันคือความบีบคั้น” เพราะสิ่งที่ปรากฏในใจ ณ ขณะนั้นคือ ความรู้สึกบีบคั้น
“แล้วบรรลุธรรมแล้วเหรอ”
“ยังค่ะ”
หนูเห็นตนเองร้องไห้ สลับกับเสียงบอกตนเองในใจว่า
“อดทน อย่าร้องไห้ อดทน อดทนให้ถึงที่สุด”
พอในใจบอกให้อดทน ร่างกายก็แสดงออกอย่างอดกลั้น พยามไม่ให้น้ำมูกน้ำตาไหล แต่น้ำตาก็ยังไหล พร้อมลมหายใจที่พยายามสูดเข้าลึก ๆ มันไหลก็พยายามไม่ให้ลอดเข้าสู่โทรศัพท์ แปลกที่รู้สึกว่าใจสว่าง หนูอธิบายไม่ถูก รู้สึกเสียใจ ที่กลัวไม่กล้าเขียนออกมา พอครูเตือนก็รู้สึกสำนึกผิด เสียใจ น้ำตาก็ไหล แต่ในหัวก็ยังเป็นโล่ง ๆ ไม่ได้คิดแค้นเคืองในครูเหมือนทุกครั้งที่ท่านเตือนสติมา ยิ่งรู้สึก รักในคำสอนของท่าน และน้อมรับคำสอนที่ท่านชี้แนะ เพราะพฤติกรรมที่ทำเมื่อวานนี้สมควรแล้วที่ต้องโดน ซึ่ง
การที่ครูเตือนนั่นหมายถึงว่า “ครูรักและเห็นว่ายังพัฒนาได้อีก”
หนูสัญญากับตนเองว่า
“ยังไงก็จะเขียน เขียนไปจนกว่าจะเข้าใจ ยังไงก็จะฝึก ฝึกไปจนกว่าจะตาย ถ้ามันตายแล้วยังไม่เข้าใจ ก็จะมาฝึกต่อจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งสิ่งที่ต้องเรียนรู้”