การประชุมเชิงปฏิบัติการ "ระบบจัดการความรู้ชุมชนท้องถิ่น เพื่อการขับเคลื่อนสู่นโยบายสาธารณะ" วันที่ 7 - 8 พ.ค. 53 ที่เชียงใหม่ จากการพูดคุยถึง โรดแม็ป” แผนการปรองดอง 5 ข้อนั้น  ดูเวทีจะให้ความสำคัญกับกระบวนการการปรองดองข้อที่ 2 เป็นพิเศษครับ คือหัวข้อ “การปฏิรูปประเทศไทยครั้งใหญ่”  เพื่อสร้างความเป็นธรรม  ความเสมอภาคในสังคม  สวัสดิการสังคม การศึกษา สาธารณสุข อาชีพ  การมีรายได้ ที่ทำกิน หนี้สินอย่างเป็นรูปธรรม ตามคำแถลงของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย  ถึงการแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นปัญหาอยู่กับบ้านเมืองของเราในปัจจุบัน เมื่อวันที่3 พ.ค. เวลา 21.15 น. ณ ศาลากิตติสุข กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ดังความละเอียดของเรื่องนี้ว่า

องค์ประกอบที่ 2 ของกระบวนการของการปรองดอง คือ การปฏิรูปประเทศ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนั้น อาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่ข้อเท็จจริงมีรากฐานมาจากความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ในสังคม ที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายคนที่มาร่วมชุมนุมมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม มีความรู้สึกถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับโอกาส ถูกรังแกจากผู้ที่มีอำนาจ  ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราปล่อยให้เกิดความรู้สึกอย่างนี้ เงื่อนไขเหล่านี้จะถูกดึงเข้ามา และสามารถสร้างความขัดแย้ง ไม่ใช่เฉพาะในทางการเมือง ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนจะได้รับการดูแลด้วยระบบสวัสดิการที่ดี และมีโอกาสเท่าเทียมกัน ทั้งเรื่องการศึกษา สาธารณสุข มีอาชีพ มีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิต รวมไปถึงการที่พี่น้องประชาชนที่มีความทุกข์ร้อนเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไม่มีที่ทำกิน มีหนี้สินท่วมตัว หรือคนที่มีความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสในทางใดทางหนึ่งนั้น จะต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ

ครับ หากคนอย่างนายกได้มีการแถลงเช่นนี้ด้วยความจริงใจแล้ว  นายกของประเทศไทยคนนั้น จะชื่ออะไร จะสังกัดพรรคไหน ชื่นชอบสีอะไร  จะมีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไร จะมือเปื้อนเลือดหรือขาวสะอาด  ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่คนไทยเราทุกคนควรให้ความร่วมมือครับ มิใช่เพื่อนายกหากแต่เพื่อคนไทยทุกคนครับ

ทั้งนี้สำหรับการปฎิรูปภาคสังคม ตามกระบวนการการปรองดองข้อที่ 2 นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ เป็นวาระพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 12-13 พ.ค. 53  เพื่อรวบรวมปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างความไม่เป็นธรรมทั้งหมด โดยคณะกรรมการชุดนี้มีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเป็นประธานครับ ในวันนั้นจะมีตัวแทนจากภาคชุมชน ภาคประชาสังคม และภาคีการพัฒนาด้านสังคมเข้าร่วมประชุมกันอย่างกว้างขวางครับ

ซึ่งการประชุมในวันนั้นคาดว่าแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง จะเป็นหัวข้อสำคัญของข้อเสนอการปฎิรูปภาคสังคม ตามกระบวนการการปรองดองข้อที่ 2  ทั้งนี้จังหวัดบูรณาการ และ จังหวัดจัดการตนเองนี้ ที่ประชุมเห็นว่า เป็นคำสองคำที่ไม่เหมือนซะทีเดียว /เชียงใหม่เคยมีความพยายามศึกษาการทำเป็นจังหวัดบูรณาการโดยความร่วมมือกับภาคีวิชาการ. แต่ยังไม่เกิดผลเพราะกระบวนการทำงานพยายามเชื่อมประสานแผนของจังหวัดและแผนของชุมชน  ประชาสังคมร่วมกันแต่การบูรณาการขึ้นอยู่กับตัวผู้ว่าฯ ผู้ว่ายังมีอำนาจสูงสุดถ้าเปลี่ยนผู้ว่ากระบวนการก็ไม่ต่อเนื่อง  ต้องเริ่มต้นใหม่ ขึ้นอยู่กับผู้ว่าจะเอาอย่างไร ดังนั้น ตามแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง อำนาจต้องอยู่กับท้องถิ่น มิใช่ผู้ว่าคนเดียว  เป็นทั้งอำนาจที่เป็นความรู้ และอำนาจเชิงอำนาจ(การบริหารจัดการ) จังหวัดจัดการตนเองต้องมีสองเรื่องนี้ โดยเฉพาะอำนาจเชิงอำนาจ(การบริหารจัดการ) เข้ามาโดยที่อำนาจเชิงความรู้ยังคงมีอยู่ชุมชนท้องถิ่น

การประชุมในช่วงบ่าย...เป็นการประชุมกลุ่มย่อยแบบสุนทรียสนทนาครับ  ผมเป็นผู้ดำเนินการประชุมกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่ง   ผลการประชุมกลุ่มย่อยว่าด้วย โรดแม็ป “จังหวัดจัดการตัวเอง”และ "ชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเอง" มีกระบวนการ/เครื่องมือนำทางอะไรบ้าง        

ความหมายการจัดการตนเอง?

  • การจัดการตนเอง คือ การบริหารจัดการร่วมกันทุกเรื่อง  การจัดการร่วมกับท้องถิ่นเพื่อการพึ่งตนเอง  การปกครองและการบริหารจัดการตนเอง (แผนชีวิตชุมชน) เศรษฐกิจชุมชน : การอยู่การกิน  การศึกษา : ที่เกิดจากวิถีชุมชนแล้วผสมผสานกับภายนอก วัฒนธรรม
  • การจัดการร่วมกันทุกภาคส่วน คือ ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ และภาคีการพัฒนา
  • การจัดการตนเองคือ บริหารจัดการภายใต้การเชื่อมปัจจัยที่อยู่รอบตัวเองเข้ามาสนับสนุน หรือการพึ่งตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ
  • การจัดการตนเอง คือ ชุมชนจัดการตนเองที่ไม่ถูกกระทำจากภายนอก (เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา) แม่ทาเด่นเรื่องเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ฯลฯ การทำให้ชุมชนไม่ตกภายใต้เงื่อนไขภายนอก
  • การจัดการตนเอง คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของตนเองจากทุนสังคมที่มีอยู่ในพื้นที่  รวมถึงการสร้างสำนึกร่วม เพื่อสามารถปรับตัวได้ในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง

 เป้าหมาย/วิธีการจัดการพลังการขับเคลื่อนการจัดการตัวเองของขบวนชุมชนท้องถิ่น

  •  การเปลี่ยนวิธีคิด  “การเชื่อมั่นในพลังชุมชนท้องถิ่น”
  • ความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง
  • โครงสร้างการทำงานแบบ “รวมหมู่” / ความร่วมมือ เครือข่าย
  • ความมั่นใจ ความภาคภูมิใจในพลังแห่งตน พลังของท้องถิ่น
  • มีกระบวนการทางความรู้การเรียนรู้ของตนเอง พร้อมที่แลกเปลี่ยนกับองค์กรภายนอก
  • มีอำนาจในการตัดสินใจ “รวมหมู่” ร่วมกัน
  • คุณค่าความหมายของชุมชนท้องถิ่น
  • โครงสร้างการจัดสรรงบประมาณแนวใหม่
  • ประชาธิปไตยแบบชุมชนท้องถิ่นบนฐานวิถีและวัฒนธรรม
  • การติดตามตรวจสอบร่วมถ่วงดุล/การสร้างเงื่อนไข

กระบวนการ/เครื่องมือ/เงื่อนไขการขับเคลื่อนการจัดการตนเอง

  1. ตั้งมั่น เชื่อมั่นและศรัทธา การสร้างคน-สำนึกร่วมบนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น
  2. กระบวนชุมชนเข้มแข็ง
  3. การจัดการความรู้ชุมชนสู่การพัฒนา บนฐานพื้นที่รูปธรรม(พื้นที่เชิงปฏิบัติการ) การโยงการเรียนรู้เป็นเครือข่ายการเรียนรู้(ความรู้จริง-ทฤษฎี) สู่การเคลื่อนไหวทางสังคม
  4. การสื่อสารสังคม เคลื่อนไหวทางสังคม
  5. การสื่อสารสาธารณะเชื่อมพลังทุกภาคส่วน “สามัคคีประชาชาติ”
  6. การบริหารโครงสร้าง – การจัดการโครงสร้างแบบรวมหมู่เชิงสถาบัน(มีกติการ่วมที่ได้รับการยอมรับ)กลไกการขับเคลื่อน/โยงคน “คิดร่วม” กระบวนการการสร้างความสัมพันธ์เชิงสถาบันที่มีความสมดุล/ปรับเปลี่ยน/ปรับตัว
  7. ภาคีที่สนับสนุนมีบทบาทในการสนับสนุน เรียนรู้และเชื่อมโยงร่วมชุมชน การสร้างพื้นที่รูปธรรม /เชื่อม สร้าง ขยายความรู้ /การผลักดันสู่นโยบายสาธารณะ/มีส่วนร่วมสนับสนุนในโครงสร้างการบริหารอย่างมีส่วนร่วม/ต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งอย่างมีส่วนร่วม