ในหนังสือบทเรียนชีวิต ที่จิตแพทย์อยากบอกให้โลกรู้ ได้กล่าวถึงเรื่อง "ความเจริญงอกงามและศาสนา" ผมคิดว่ามีความสำคัญมากสำหรับการพัฒนาชีวิต โดยเฉพาะการพัฒนาความเจริญงอกงามของเด็กๆ ทั้ง ลูก และ ลูกศิษย์ ด้วยศาสนา เพราะศาสนา เป็นดาบสองคม เป็นได้ทั้งการพัฒนาความเจริญงอกงาม และ เป็นได้ทั้งสิ่งหยุดยั้งการพัฒนา ในหนังสือได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญระหว่างศาสนาและความเจริญงอกงามว่า เด็กๆได้รับความเชื่อศาสนามาอย่างไร ๑. ความเข้าใจครั้งแรกเกี่ยวกับศาสนา เป็นความเข้าใจที่ได้มาจากธรรมชาติของอุปนิสัยของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ๒. ผู้ใหญ่จำนวนมากที่ "ศาสนา" เป็นผลมาจากปัญหาการถ่ายโอนความเชื่อในวัยเด็กมาใช้อย่างไม่เหมาะสม เด็กๆ จะพัฒนาไปสู่ความเจริญงอกงามด้วยศาสนาได้อย่างไร ๑. ถนนสายไปสู่ความเจริญงอกงามทางจิตใจต้องเริ่มจากการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เราเคยเชื่อถือ แสวงหาสิ่งใหม่ๆที่ไม่คุ้นเคยและท้าทาย ๒. เด็กต้องกล้าท้าทายความถูกต้องชอบธรรมของสิ่งที่เคยถูกสอนและยึดถือว่าเป็นหนทางแห่งปัญญา ต้องกล้าตั้งคำถามทุกสิ่ง ๓. เด็กต้องเริ่มต้นแทนที่ศาสนา(ความเชื่อ) ของพ่อแม่ด้วยศาสนาของวิทยาศาสตร์(การหาหลักฐานมาพิสูจน์อย่างมีเหตุผลสมจริง) ๔. ถนนสายไปสู่ความเจริญงอกงามทางจิตใจ ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เราเคยเชื่อถือ ครับ ทั้งหมดนั้นก็คือประเด็นของความเจริญงอกงามและศาสนา ที่ผู้เขียนกล่าวไว้ โดยผู้เขียนมีความเห็นว่าบางทีศาสนา ก็ทำให้หลาย ๆ คนมีปัญหาชีวิต เพราะการถ่ายทอดปลูกฝังศาสนาที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมจากพ่อแม่ มามองในสังคมไทยกับ "ศาสนา" ดูบ้างนะครับ เรานับถือศาสนาพุทธเวลากรอกประวัติ แต่วิเคราะห์กันให้ลึกๆแล้ว ที่ว่าเราเป็นชาวพุทธ นั้น เราเป็นชาวพุทธกันแบบไหน และ ปลูกฝัง ความเป็นพุทธแบบใด ให้กับเด็กๆ ศาสนาแบบไทย จะมีความเชื่ออยู่ 3 อย่าง ครับ คือ ความเชื่อแบบ 1. ผี (กลัว) 2. พราหมณ์ (อำนาจ) 3. พุทธ(ปัญญา) และล่าสุดมีศาสนาแบบใหม่เกิดขึ้นอีก 1 ศาสนา คือ ศาสนา 4. บริโภคนิยม(การเสพ) ศาสนาทั้ง 4 แบบ ผมว่าได้แทรกเข้าไปอยู่ในจิตใจและความเชื่อของเด็ก อันมาจากการถ่ายทอดความเชื่อมาจากพ่อแม่ครับ ศาสนาที่จะนำไปสู่ความเจริญงอกงามทางจิตใจของเด็กๆได้อย่างแท้จริง คือ ศาสนาพุทธ เพราะเป็นศาสนาแห่งปัญญา ศาสนาแห่งวิทยาศาสตร์และเป็นศาสนาที่กล้าท้าพิสูจน์ แต่ในสภาพความเป็นจริงของเด็กไทย ความเชื่อทางศาสนาส่วนใหญ่ที่เด็กได้รับ คือ ความเชื่อแบบผี และความเชื่อแบบพราหมณ์ เนื่องมาจากวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เป็นความเชื่อที่ต้องเชื่อในอำนาจ ประมาณว่า ห้ามถาม ห้ามเถียง เป็นความเชื่อที่สกัดความเจริญงอกงามในจิตใจและสติปัญญา และยิ่งปัจจุบัน มีศาสนาบริโภคนิยมที่หลั่งไหลมากับสื่อประเภทต่างๆ ที่มอมเมาจิตใจให้อ่อนแออย่างไม่รู้ตัว ทั้ง ผี พรามหมณ์ และ บริโภค จึงเป็นศาสนาที่ทำร้ายและสกัดกั้นความเจริญงอกงามของเด็กทั้งร่างกาย จิตใจ และ สติปัญญา เป็นภาวะเร่งด่วนของทั้ง พ่อแม่ และ คุณครู ที่จะต้องช่วยกันกอบกู้สภาวะดังกล่าว เนื่องจากถ้าลองวิเคราะห์กันจริงๆไปในจิตใจของเด็กแล้ว ให้นึกถึงวงกลมวงหนี่ง มีแก่นแกนวงกลมอยู่ข้างใน และ มีวงกลมล้อมรอบแก่นแก่น อยู่อีก 3 วง ข้างนอก แก่นวงกลมที่อยู่ข้างใน คือ จิตใจที่เป็นพุทธะ(ปัญญา) ถูกโอบล้อมด้วยความเชื่อ แบบ ผี พราหมณ์ และ บริโภค ดังนั้น ความรู้ ความคิด การตัดสินใจ และ พฤติกรรมต่างๆ จึงมาจากความเชื่อในสามวงนอกเสียเป็นส่วนใหญ่ เข้าไม่ถึงปัญญา ที่เป็นตัวนำพาความเจริญงอกงามทางจิตใจ ดังนั้น ภาวะเร่งด่วนของพ่อแม่และคุณครู คือ ทำอย่างไร จะเจาะทะลวงผ่านด่าน ผี พราหมณ์ บริโภค ในวงนอก ให้ พุทธ ในวงในได้ฉายแสงแห่งความคิดและจิตใจออกมา เป็นความเจริญงอกงาม
สวัสดีค่ะ
เรื่องผี เด็กไทย ถูกครอบในหัวมาตลอดค่ะ หากแต่พอโตขึ้นจะค่อยๆเปลี่ยนเอง ปูมองว่าคงไม่ยากมากสำหรับความเชื่อ ๒ เรื่องนี้
ที่หากเสพแล้วติดแก้ได้ยากมากบริโภคนิยมนี่ล่ะคะ ยิ่งหากพ่อแม่สอนเด็กๆมาแต่เล็กแล้ว ปรับกันยากมากค่ะ ดูจากหลานตาปั๋งปู ชัดเจน
ไม่แน่ใจว่าความดิบๆ แห่งธรรมชาติของชนบทใสๆ จะช่วยเยียวยาหัวใจดวงน้อยได้ไหม ก็คงต้องใช้เวลา ต้องให้เค้าได้เรียนรู้ ลำบากด้วยค่ะ ;)
* การเข้าไม่ถึงปัญญาของตนเอง ก็จะไม่สามารถถ่ายทอดส่งผ่านหรือสื่อสารไปยังผู้รับได้อย่างลึกซึ้งนะคะ
( ครับ ไม่ได้สื่อสารด้วยปัญญา ก็จะมีปัญหาตามมาครับ)
* ความรู้ ความคิด ของเด็กมาจากพฤติกรรมรับรู้ครั้งแรกในครอบครัวและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าจะรับมาไม่ถูกต้องแต่ก็ยากมากที่จะแก้ไข
(เรื่องนี้ แก้ไขยากมากจริงๆครับ ประมาณว่าซึมเข้าไปในสายเลือดแล้วละครับ)
* เด็กเล็กอายุ ๒ ขวบพูดได้...บอกว่ากลัวผี ๆ ๆ หมอดูเดินดูหมอกันขวักไขว่า ทำอะไรไม่ดีต้องไปแก้กรรม สแกนกรรม ถ่ายกรรม แทนที่จะไปทำความดีในปัจจุบัน
(นี่แหละครับ เป็นศาสนาที่ซึมเข้าไปในจิตใจเด็ก)
* ส่วนการบริโภค มาจากวินัยในครอบครัวค่ะ โรงเรียนเป็นเพียงสถานที่กล่อมเกลา และส่งเสริมความดีงามของเด้กที่ดีอยู่แล้วให้งอกงามขึ้น ส่วนเด็กที่ยังขาด ก็ต้องใช้เวลา
(บางที บางโรงเรียนแทนที่จะรณรวค์กลับไปส่งเสริมการบริโภคอีกครับ)
...เจ็บปวดค่ะหากคุยเรื่องนี้
(ครับ เป็นเรื่องที่เจ็บปวดครับ แต่ก็ต้องช่วยกันในส่วนที่พอทำได้)
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาเสริมเติมเต็มและมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
* เรื่องผี เด็กไทย ถูกครอบในหัวมาตลอดค่ะ หากแต่พอโตขึ้นจะค่อยๆเปลี่ยนเอง ปูมองว่าคงไม่ยากมากสำหรับความเชื่อ ๒ เรื่องนี้
(ครับ เรื่องผี ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ถ้าเด็กได้เรียนรู้ ได้เผชิญความเป็นจริงในประสบการณ์ที่ถูกต้อง ก็คงจะเชื่อที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้นครับ)
* ที่หากเสพแล้วติดแก้ได้ยากมากบริโภคนิยมนี่ล่ะคะ ยิ่งหากพ่อแม่สอนเด็กๆมาแต่เล็กแล้ว ปรับกันยากมากค่ะ ดูจากหลานตาปั๋งปู ชัดเจน
(บริโภคนิยมนี่ แก้ยากจริงๆครับ เพราะมันเป็นกระแส)
ขอบคุณคุณPooมากครับ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ
ไม่แน่ใจว่าความดิบๆ แห่งธรรมชาติของชนบทใสๆ จะช่วยเยียวยาหัวใจดวงน้อยได้ไหม ก็คงต้องใช้เวลา ต้องให้เค้าได้เรียนรู้ ลำบากด้วยค่ะ ;)