ข้อสังเกตจากเพศและอายุที่ต่างกันของอาจารย์และนักศึกษา

ประสบการณ์อาจารย์ที่ปรึกษาภาคนิพนธ์ (ตอนที่ 2)เพศและอายุ

          เพศและอายุจะไม่เป็นปัญหาสำหรับนักศึกษาหลักสูตรปกติที่จบม. 6 แล้วเรียนต่อชั้นอุดมศึกษาเลย แต่จะเป็นปัญหาสำหรับนักศึกษาโครงการพิเศษที่มาเรียนต่อ เพราะกลุ่มนี้ทำงานมาก่อน เมื่อเปิดโครงการพิเศษ คือ ไม่ได้เรียนเต็มเวลา แต่หน่วยกิตและเนื้อหาเท่ากับนักศึกษาปกติ (แต่จ่ายแพงกว่า) จึงได้มีโอกาสมาเรียนต่อเมื่ออายุมาก  ในขณะที่ครอบครัวบางคนมีลูกวัยรุ่นแล้วหรือกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยก็มี  บางทีลูกสอบ entrance แม่สอบ final พร้อมกัน เครียดกันทั้งบ้าน อีกคู่หนึ่งพบโดยบังเอิญแม่เรียนโครงการพิเศษ ลูกสาวเรียนโครงการปกติเป็นนักศึกษาของเราเอง  ข้อสอบเราจะรั่วไหมนี่  อีกคู่โครงการพิเศษเป็นคู่สามีภรรยา  ผู้ชายพูดมากพูดเก่งทำงานดีมาเรียนก่อนหน้าภรรยาปีหนึ่ง ส่วนภรรยาพูดน้อย ตรงข้ามกัน ที่ผลัดกันมาเรียนสงสัยเปลี่ยนเวรอยู่กับลูกที่กรุงเทพ  อีกแล้วข้อสอบเราจะรั่วไหม

          ความที่โครงการพิเศษเป็นนักศึกษาที่มีอายุ เวลาคุยกับนักศึกษาปกติเราจะแทนตัวเองว่าพี่ ซึ่งก็เป็นไปได้เพราะถือว่าให้ความสนิทสนมกับนักศึกษา (แต่ช่วงหลังๆ นี่ช่องว่างห่างออกไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะใช้ได้อีกนานแค่ไหน เพราะบางทีแม่นักศึกษาเกิด พ.ศ. เดียวกับเราเลย) แต่กับโครงการพิเศษนี่ไม่สามารถใช้ได้เพราะบางคนแก่กว่าเราอีก แต่จะให้ถามว่านักศึกษาเกิดพ.ศ. อะไรก็ใช่ที่  เราก็แทนตัวเองว่าอาจารย์ไป อาจารย์ไม่ถามอายุไม่แปลก แต่มีนักศึกษาโครงการพิเศษบางคนก็ช่างกล้า จากการคุยกันของนักศึกษาและอาจารย์

 

นักศึกษา:  “อาจารย์เกิด พ.ศ. อะไรคะ”

อาจารย์ :  “ปี..........คะ”  - กลั้นใจตอบไป ไม่พอใจหน่อยๆ แล้วนะ

นักศึกษา:  “อ้าว งั้นอาจารย์เป็นน้องพี่นะคะ งั้นขอแทนตัวเองว่าพี่แล้วกันนะคะ”

อาจารย์ :  “เฮ้อ คะ”  ตัดสินใจตอบไป ถ้าฟังน้ำเสียงให้ดีจะรู้ว่าเริ่มโกรธแล้วนะ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจที่เกิดมาอายุน้อยกว่านักศึกษา

 

อันนี้คือรายที่กล้าถามตรงๆ เราก็ตอบจริงๆ แต่ก็มีหลายรายที่สงสัยเหมือนกันว่านักศึกษาเป็นพี่เราหรือเปล่า เราจะเก็บความสงสัยไว้ในใจตลอดว่ามันเป็นพี่เราจริงหรือเปล่า วิธีการเดียวที่จะรู้ก็คือตอนส่งงานรูปเล่มภาคนิพนธ์ – รอเป็นปีเชียว

ตามรูปแบบการเขียนรูปเล่มต้องมีประวัติผู้ทำวิจัย ซึ่งก็คือ นักศึกษานั่นเอง  เมื่อนักศึกษาเอางานมาส่งเพื่อให้อาจารย์แก้ไขงาน ก็เสร็จเรา หน้าแรกที่อาจารย์จะดูคือ หน้าอัตถชีวประวัตินี่หละคะ เกิดพ.ศ. อะไร เป็นคนที่ไหน จบมาแล้วกี่ปริญญา รู้กันตอนนี้เอง แต่บางคนก็กลัวอาจารย์รู้เหมือนกัน ชักหน้านี้ออกไปเฉยๆ ขอส่งหลังส่วนอื่นๆ เสร็จ  ก็ไม่ว่ากันเพราะสุดท้ายก็รู้อยู่ดี

ต่อมาเป็นเรื่องเพศ โดยปกติเวลาคุยกับนักศึกษาผู้หญิง อาจารย์ซึ่งเป็นผู้หญิงเหมือนกันจะคุยตามสบายไม่ค่อยเกร็งเพราะเรารู้ว่าผู้หญิงเค้าคุยอะไรกัน แต่พอเป็นนักศึกษาโครงการพิเศษผู้ชาย กลุ่มนี้จะเรียบร้อยมาก  ไหว้ตลอด จนทำให้เรากลายเป็นคนสำคัญไปซะงั้น – คิดเอง  

อยากบอกว่าไม่ต้องไหว้ขนาดนั้นก็ได้ แต่ว่าเฉยไว้น่าจะดีกว่า เพราะอาจารย์บางท่านก็ต่างคนต่างจิตต่างใจ เมื่อนักศึกษาให้ความเคารพ อาจารย์เลยต้องเกร็งไปโดยปริยาย แต่ก็ได้สักสองสามครั้งแรกที่คุยกันนั่นเอง หลังจากนั้นต่างฝ่ายก็เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา อาจารย์คุยเล่น ยิงมุขเหมือนเดิม ฝ่ายนักศึกษาก็เริ่มพูดคุยมากขึ้นทั้งเรื่องเพื่อน ที่บ้านที่ทำงาน

บางทีนักศึกษาเป็นผู้หญิงซึ่งช่างคุยกว่าผู้ชาย อาจารย์จะได้รับรู้เรื่องลูกเต้านักศึกษาไปด้วย สอบได้บ้างไม่ได้บ้าง ซึ่งไม่เป็นไรเราเป็นแค่ผู้ฟัง ก็ให้กำลังใจกันไปแล้วก็ดึงนักศึกษากลับมาทำงานให้เสร็จจะได้รีบจบ

อันนี้เป็นเรื่องของเพศและอายุจากการสัมผัสกับนักศึกษามาประมาณหนึ่ง ส่วนเรื่องเนื้อหาวิชาการนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงไปอยู่แล้ว จึงไม่ได้เขียนไว้ ณ ที่นี้