การไหว้ครู
คำว่าการไหว้ เป็นวัฒนธรรมประจำชาติ เป็นการแสดงความเคารพผู้ใหญ่ที่วัยวุฒิหรือคุณวุฒิ สูงกว่าตน เด็กๆมักจะได้รับการอบรมสั่งสอนให้มีความกตัญญูรู้คุณคน ซึ่งมักจะแสดงการสำนึกบุญคุณโดยการไหว้ การทักทายต้อนรับ การขอบคุณ และลาจาก จะใช้การไหว้เพื่อแสดงวัฒนธรรม นอกจากนั้นการไหว้อาจเกิดจากวามกลัว ความสำนึกผิด การขอขมาลาโทษ และผลของการไหว้ ทำให้ได้รับความเมตตา และการยอมรับจากผู้ที่ตนไหว้ การไหว้จึงมีแต่ประโยชน์ปราศจากโทษ การไหว้คือ การทำความเคารพโดยยกมือขึ้นประนม ถ้าเป็นผู้น้อยไหว้ผู้ใหญ่ หรือผู้ทรงศิลต้องก้มศรีษะลงแต่พองาม ส่วนการไหว้ครูคือการทำพิธีแสดงความเคารพสักการบูชาครูบาอาจารย์ด้วยความสำนึกในพระคุณของท่าน นอกจากนั้นมีผู้ให้ความหมายของการไหว้ครูของนักเรียนคือการที่นักเรียนนำดอกไม้ธูป เทียน ไปสักการบูชาครูเพื่อแสดงตนขอเป็นศิษย์
การไหว้ครูมิได้ทำเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศจีนสมัยโบราณ ก่อนการรับผู้ใดเป็นศิษย์ต้องมีการคัดเลือกและต้องให้ผู้นั้นทำการคารวะผู้ที่เป็นครูหรืออาจารย์เสียก่อน สำหรับการไหว้ครูในประเทศไทย ได้มีการการปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ มีการทำพิธีเพื่อแสดงความศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้คนเกิดความกลัว ความศรัทธาและปฏิบัติตามไม่อาจฝืนประเพณีได้ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ปฏิบัติตามจะมีความสุข มีกำลังใจและรู้สึกเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง สิ่งสำคัญที่ทำให้ประเพณีการไหว้ครูคงอยู่คู่กับวัฒนธรรมไทยเพราะสอดคล้องกับความเชื่อและค่านิยมของคนไทย ในเรื่องการแสดงความกตัญญูรู้คุณครูผู้ที่เสียสละอดทน สั่งสอน อบรม จนศิษย์เติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีความรู้ ความสามารถในการดำรงตนอยู่ได้ในสังคม
ประวัติการไหว้ครู มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่องเกี่ยวกับพระประวัติก่อนการเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ต้องเริ่มเรียนวันแรกในวันพฤหัสบดี และต้องทำพิธีไหว้ครูด้วยหนังสือและเครื่องบูชา สำหรับหนังสือในสมัยนั้นไม่มีสิ่งพิมพ์ ต้องจ้างอาลักษณ์เขียนด้วยเส้นหรดาลลงในสมุดดำ ส่วนเครื่องบูชานั้นประกอบด้วย ธูป เทียนและดอกไม้ คือดอกเข็ม ดอกมะเขือ และหญ้าแพรก เพื่ออธิษฐานให้ปัญญาแหลมคมเหมือนชื่อดอกเข็ม มีความรู้มากเหมือนเมล็ดมะเขือ และมีสติปัญญาแตกฉานเหมือนหญ้าแพรกซึ่งหญ้าแพรกถือได้ว่า มีคุณสมบัติที่ดีสามารถเจริญงอกงามในทุกพื้นที่ ขึ้นง่าย ตายยาก มีความอดทน และหญ้าแพรกในศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า เป็นหญ้าอันสิทธิ์ของพระคเณศ จากความเชื่อและการปฏิบัติดังกล่าวได้สืบทอดต่อๆกันมา จนถึงปัจจุบัน จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างขึ้นอยู่กับความสะดวกของเวลา และโอกาส
ในปีพ.ศ. 2475 เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราบดี ( ม.ร.ว.เปีย มาลากุล ) ได้เป็นผู้แต่งคำไหว้ครู ต่อมา หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล ได้กำหนดแบบพิธีไหว้ครูให้โรงเรียนปฏิบัติเป็นแบบเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ภาคต้นปีการศึกษา 2486 และกำหนดวันพฤหัสบดีแรกของเดือนมิถุนายน เป็นวันไหว้ครู และท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ได้ประพันธ์บทไหว้ครูใหม่เป็นบทไหว้ครูในปัจจุบันนี้นั่นเอง
## ##### ##### ##