ตาก็อบบาลัลลอฮูมินนาวามินกุม อานาอูฮิบบูกาฟิลลาห์
(ขออัลลอฮ์ทรงรับการขอพรจากฉันและจากท่าน ฉันรักท่านด้วยอิสลาม)
น้ำตาแห่งความตื้นตันหลั่งออกจากดวงตา เสียงร้้องสะอื้น เสียงอวยพรระหว่างกัน การสวมกอด การสัมผัสแก้มระหว่างบุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกคน คำว่าทุกคนที่นี่หมายถึงทุกระดับครับ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นพนักงานทำความสะอาด เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหาร เป็นอธิการบดี ออ. มีข้อยกเว้นหนึ่งครับ คือ เฉพาะบุคลากรชายเท่านั้น
ทุกคนได้สวมกอดได้สัมผัสแก้มกันครับ ผมเองก็ไม่นึกครับว่า น้ำตาของผมมันจะไหลออกมาได้ แต่มันกลั้นไม่ได้ครับ ผมเชื่อว่าคำพูดที่ทุกคนพูดด้วยภาษาอาหรับที่มีความหมายว่า ฉันรักคุณนะด้วยอิสลาม เป็นคำที่ออกมาจากส่วนลึกของหัวใจจริงๆ ครับ (ขอสารภาพครับว่า ขณะเขียนบันทึกนี้ นึกภาพนั้นน้ำตาของผมมันก็ยังหลั่งออกมาอีกครับ จนภรรยาถามว่า เกิดอะไรขึ้น ฮือ)
นี้คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างพลังให้กับทุกๆ ดวงใจของมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปยังเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนได้มานั้งทบทวนเรียนรู้และสร้างความรู้สึกร่วมกันว่า อะไรคือเป้าหมายของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
ค่ายพัฒนาศักยภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน 2 คืนครับ มันมีความหมายมากๆ ว่าทำไมใช้เวลาเท่านี้ ซึ่งผมก็ไม่คิดมาก่อน แต่เมื่อทราบว่า มันคือจำนวนเวลาที่ท่านศาสนทูต (ซ.ล) หลบภัยอยู่ในถ้ำระหว่างการอพยพจากเมืองมักกะห์ไปเมืองมาดีนะฮํครับ แค่คำอธิบายนี้จากท่านอธิการบดีในการเปิดค่าย มันก็ทำผมขนลุกแล้วครับ
รูปแบบค่ายนี้ผมพอทราบคร่าวๆ มาแล้วครับว่ามีรูปแบบอย่างไร เพราะคนจัดเคยเล่าให้ผมฟังว่า ค่ายนี้เพิ่งได้จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาเมื่อไม่นานมานี้เอง และประสบความสำเร็จอย่างเกินความคาดหมายเลยครับ

ตาก็อบบาลัลลอฮูมินนาวามินกุม อานาอูฮิบบูกาฟิลลาห์
(ขออัลลอฮ์ทรงรับการขอพรจากฉันและจากท่าน ฉันรักท่านด้วยอิสลาม)

น้ำตาแห่งความตื้นตันหลั่งออกจากดวงตาพร้อมกับเสียงอวยพรระหว่างกัน การสวมกอด การสัมผัสแก้มระหว่างบุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกคน คำว่าทุกคนที่นี่หมายถึงทุกระดับครับ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นพนักงานทำความสะอาด เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหาร เป็นอธิการบดี ออ. มีข้อยกเว้นหนึ่งครับ คือ เฉพาะบุคลากรชายเท่านั้น

ทุกคนได้สวมกอดได้สัมผัสแก้มกันครับ ผมเองก็ไม่นึกครับว่า น้ำตาของผมมันจะไหลออกมาได้ แต่มันกลั้นไม่ได้ครับ ผมเชื่อว่าคำพูดที่ทุกคนพูดด้วยภาษาอาหรับที่มีความหมายว่า ฉันรักคุณด้วยอิสลาม เป็นคำที่ออกมาจากส่วนลึกของหัวใจจริงๆ ครับ (ขอสารภาพครับว่า ขณะเขียนบันทึกนี้ นึกภาพนั้นน้ำตาของผมมันก็ยังหลั่งออกมาอีกครับ จนภรรยาถามว่า เกิดอะไรขึ้น ฮือ)

นี้คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างพลังให้กับทุกๆ ดวงใจของมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปยังเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนได้มานั้งทบทวนเรียนรู้และสร้างความรู้สึกร่วมกันว่า อะไรคือเป้าหมายของมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ค่ายพัฒนาศักยภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน 2 คืนครับ มันมีนัยยะแม้กระทั่งการกำหนดจำนวนวันในการอบรมครับ ซึ่งผมก็ไม่คิดมาก่อน แต่เมื่อทราบว่า มันคือจำนวนเวลาที่ท่านศาสนทูต (ซ.ล) หลบภัยอยู่ในถ้ำระหว่างการอพยพจากเมืองมักกะห์ไปเมืองมาดีนะฮํครับ แค่คำอธิบายนี้จากท่านอธิการบดีในการเปิดค่าย มันก็ทำผมขนลุกแล้วครับ

รูปแบบค่ายนี้ผมพอทราบคร่าวๆ มาแล้วครับ แต่ก็ยังไม่ชัดเจน เลยเตรียมอุปกรณ์เพื่อการอยู่ค่ายเสียเต็มพิกัดเลยครับ ผ้านวม ผ้าห่ม ฮิฮิ แต่แค่ผ่านด่านแรกก็ได้คำตอบจากผู้คุมกฎว่า ของทั้งหมดนี้ผิดกฎค่าย อ้าว ที่สำคัญชุดที่ใส่มาก็ผิดด้วย ต้องเป็นกางเกงวอร์ม เสื้อยืด ใส่ถุงเท้าและรองเท้ากีฬา เท่านั้น สรุปว่า ผมมาผิดงานเสียแล้ว (รองเท้ากีฬาอันนี้ ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยซื้อใช้เลย ฮาฮา) แต่ที่นึกเสียดายสุดๆ ก็กล้องถ่ายรูปครับ แน่นอนครับ ผมลืมพกมาด้วยอันเนื่องจากไม่ได้หิ้วเป้โน้ตบุ๊คมา งานนี้ใครกล้าเอาโน้ตบุ๊คมาก็ถือว่าสุดยอด แต่ที่แน่ๆ วันที่สอง ผมโดนแซวว่า ไม่ได้เล่นเน็ตหนึ่งวัน อาจารย์จะลงแดงแล้วเหรอ (ความจริงไม่ถึงกับไม่ได้ใช้หรอกครับ เพราะผมถ่ายรูปกับมือถือแล้วก็ส่งเข้า fb ได้อยู่ เพียงแต่กล้องมันมีความละเอียดแค่ประมาณ 1 นิ้วเอง มองอะไรไม่ค่อยจะชัด แต่ถ่ายไว้เพื่อช่วยจำเหตุการณ์สำคัญๆ เท่านั้นเองครับ)

หลังจากเรียกรวมพลแล้ว ก็เริ่มการแจ้งกติกาค่ายครับ แล้วก็อรรถาธิบายอัลกุรอานอายัตชีอาร์ (ซูเราะห์อัลอันฟาล อายะห์ที่ 24) โดยท่านอธิการบดี เป็นการจุดประเด็นเพื่อการเสริมพลังการเปลี่ยนแปลงให้กับบุคลากรได้อย่างสุดยอดเลยครับ อายัตนี้ถือเป็นสโลแกนของค่ายนี้ครับ

ฟังท่านอธิการบดีอธิบายแล้ว หัวใจผมมันร้องขึ้นว่า เมื่อสัจธรรมมาถึงเราแล้ว ทำไมเราไม่รับมันไว้ ทั้งๆ ที่สัจธรรมนี้จะนำเราไปสู่หลักชัยที่มั่นคง หรือเรายังอยู่ในความมืดมิด? (คำถามนี้ได้รับคำถามจากรอบการเสวนาในช่วงบ่ายครับ ด้วยหัวข้อที่ว่า เราเป็นมุสลิมหรือ?)

เสร็จจากการบรรยายของอธิการบดี ก็แยกย้ายเข้าเต้นท์ของกลุ่มครับ ทำอาหารเที่ยง งานนี้แต่ละกลุ่มต้องทำกันเองครับ โดยทางผู้จัดเตรียมวัตถุดิมให้เท่านั้น มื้อแรกได้รับแจกมาก็คือ ไข่กับปลากระป๋อง ด้วยเวลาที่จำกัด ไข่ก็เอาไปเจียวครับ ส่วนปลากระป๋องก็ทำเป็นต้มยำปลากระป๋อง งานนี้กลุ่มผมมีอาจารย์ก้อหรี บุตรหลำ เป็นพ่อครัวใหญ่ครับ เริ่มต้นได้สวยตรงที่ข้าวสุกกำลังดี ฮิฮิ แอบมองกลุ่มข้างๆ ข้าวดิบครับ

เวลาจะได้ยืดเส้นยืดสายน้อยมากครับ ทุกอย่างต้องรวดเร็ว มื้อเที่ยงนี้กลุ่มผมล้างถาดอาหารไม่ทันครับ ตั้งไว้ก่อน เพราะเสียงประกาศรวมพลเร็วมาก ใครช้าโดนทำโทษครับ เสร็จจากละหมาด ก็มีการอภิปรายในประเด็นที่บอกไปแล้วข้างต้นครับ งานนี้ผมเห็นภาพของการยอมรับจากบุคคลภายนอกต่อมหาวิทยาลัย ทั้งบุคลากรและบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยครับ แต่ที่ชัดมากๆ คือ ภายนอกเรียกร้องให้อาจารย์ของ มอย.เพิ่มบทบาทการทำงานร่วมกับชุมชนให้มากขึ้น อันนี้มีข้อแม้นิดหน่อยครับว่า บางคนก็ทำดีแล้ว แต่อีกเยอะที่ยังไม่กระเตื้องในเรื่องนี้ครับ ออ. อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนในวงอภิปรายนี้ คือ คำว่า "ผู้นำ" ใครคือผู้นำสำหรับองค์กรมุสลิม คำถามจากคนรอบข้าง มอย. กลับมายังบุคลากรภายในว่า คุณมีผู้นำที่สุดยอดแล้ว อะไรคืออุปสรรค์ของการทำงานสำหรับคุณอีก 

สำหรับประเด็นที่ทำให้ผมตัดสินใจตั้งชื่อบันทึกนี้ว่า "นกน้อยหาบ้านอยู่" ก็เป็นผลมาจากหัวข้อที่ผู้จัดให้อภิปรายกันในกลุ่มย่อย โดยเขากำหนดให้อภิปรายเปรียบเทียบ 2 วัจนะแห่งศาสนทูต (ซ.ล) ที่ว่า "(จำเป็น) สำหรับพวกท่านในการรวมเป็นกลุ่ม" กับ "(จำเป็น) สำหรับพวกท่าน ด้วยกับแนวทาง(ซุนนะห์)ของฉัน" ประเด็นคือสองวัจนะนี้ขัดกันหรือไม่ หรืออะไรสำคัญกว่ากัน

ในกลุ่มเราตั้งประเด็นคุยกันว่า คำว่า การรวมกลุ่มคืออะไร? ข้อสรุปของเราได้จากอีกวัจนะหนึ่งของศาสนทูต (ซ.ล) ครับ เอาเป็นว่าในขั้นต้นสรุปว่า การรวมกลุ่ม (ญามาอะห์) หมายถึง องค์กร มุสลิมจำเป็นต้องมีองค์กร ต้องมีการทำงานในลักษณะของกลุ่มเพื่อผลสำเร็จของการทำงานครับ ความจริงมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้วครับที่จะต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม แล้วกลุ่มหรือองค์กรแบบไหนที่มุสลิมต้องอยู่ร่วมในการทำงาน

จากประเด็นนี้เองครับที่ผมรู้สึกว่า ตัวผมเองเปรียบเหมือนนกบางประเภทที่สร้างรังเองไม่เป็นครับ ที่สำคัญอยู่ตัวเดียวๆ ก็ไม่ได้ด้วย ความสุขของชีวิตจะเกิดขึ้นได้ด้วยการมีบ้านที่เหมาะ (ในสภาพที่สร้างเองไม่ได้) ถ้าบ้านหลังนั้นมันไม่ใช่สำหรับชีวิตนกตัวนั้นแล้ว จะอยู่ไปทำไมให้เวลาของชีวิตหมดไปอย่างไร้ค่า แต่หากบ้านหลังนั้้นไม่ใช่แล้ว และมันจำเพาะเจาะจงไว้แล้ว การเปลี่ยนใจไปหาบ้านหลังใหม่ นั่นคือความผิดพลาดที่สุดของชีวิตที่อาจจะไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้อีกแล้ว

เมื่อชีวิตมุสลิมคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้ก็ด้วยการอยู่ในองค์กรที่ตอบสนองต่อภารกิจเดียวกัน มีซอฮาบะห์ท่านหนึ่งถามท่านศาสนทูต (ซ.ล) ว่าอะไรคือญามาอะห์? ท่านศาสนทูต (ซ.ล) ก็ทรงอธิบายถึงลักษณะสำคัญของกลุ่ม ซึ่งมันจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของคน และมุสลิมจะอยู่คนเดียว ทำงานคนเดียวได้ก็ต่อเมื่อ ไม่มีใครที่ทำงานมีเป้าหมายเดียวกับคุณ ซึ่งท่านศาสนทูต (ซ.ล) ก็ทรงย้ำว่า เฉพาะกรณีนั้นเท่านั้นที่มุสลิมไม่ต้องมีองค์กร แต่ถือว่าเขายังอยู่ในญามาอะห์ หรือองค์กรอยู่

ผมหมดคำถามแล้วครับว่า ทำไมผมต้องมีรัง แต่รังแบบไหนจึงจะเหมาะกับนกอย่างผม (เปรียบเทียบซะเลี้ยนเลย ฮิฮิ) รังที่จะอยู่ต้องเป็นรังที่เอื้อต่อการปฏิบัติตนตามแบบอย่างของท่านศาสนทูต (ซ.ล) (ดังที่วัจนะที่สองระบุไว้) ซึ่งแนวทางของการปฏิบัติตนดังกล่าวก็อยู่บนพื้นฐานของการทำงานอย่างเป็นกลุ่มเป็นองค์กร ท่านอธิการบดีสรุปประเด็นไว้อย่างน่าสนใจครับว่า สุนนะห์ (แบบอย่างของท่านศาสนทูต) คือรากฐานของการรวมตัวเป็นองค์กร และองค์กรเพื่อสนองตอบต่อภารกิจตามแบบอย่างของท่านศาสนทูต (ซ.ล)

จะพูดอะไรต่ออีกละครับ แค่ประเด็นในคืนแรก หัวใจผมมันก็สงบนิ่งแล้วครับ นกน้อยไร้รังประกาศขับร้องออกมาว่า รังที่ฉันมาอาศัยอยู่นี้แหละ มันดูภายนอกเหมือนจะคับแคบ ไม่พร้อมสรรพด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก แต่มันเป็นรังที่จะนำพาฉันสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้

แต่ก่อนผมมักจะตอบคำถามของหลายคนว่า อยู่ที่ไหนไม่สำคัญ ขอให้ทำงานได้อย่างใจหวังเป็นเพียงพอครับ แต่ตอนนี้ผมคิดว่า ผมจำเป็นต้องเปลี่ยนหลักคิดแล้วครับ เพราะเงื่อนไขของคำว่า "ที่ไหน" กลับเป็นเงื่อนไขหลักของการทำงานเสียแล้ว หากเราต้องการดำเนินตามแนวทางของท่านศาสนทูต (ซ.ล)

ประเด็นเนื้อหาต่อๆ มาตลอดสามวันคือ คนในองค์กรควรเป็นแบบไหน องค์กรควรมีบทบาทแบบไหนสำหรับการขับเคลื่อนคนและงานตามเป้าหมาย ขออภัยที่ไม่เล่าต่อในบันทึกนี้แล้วครับ (เกรงใจ มันยาวมากแล้ว) แต่อยากจะบอกว่า กิจกรรมในค่ายน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนอะไรให้กับองค์กรได้เยอะครับ ซึ่งทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมอาจารย์หลายท่านที่เคยผ่านกิจกรรมในลักษณะนี้มาแล้ว จึงไม่พลาดที่จะกลับมาเข้าค่ายนี้ ถึงแม้จะอยู่ระหว่างการลาศึกษาต่ออยู่ต่างแดนก็ตาม แถมเจอฝากข้อความสำหรับอาจารย์บางท่านทาง fb ว่า อยากเหาะมาเข้าค่ายแล้ว ฮิฮิ อินชาอัลลอฮ์ ปีหน้ายังมีครับ 

คำถามปิดท้ายที่ิคิดว่าหลายคนตอบได้ไม่ยากครับคือ คุณคิดว่าใครที่บุคลากร มอย.อยากกอดไว้ให้ได้นานที่สุด?