ประวัตินางเลือดขาวและตำนานเมืองพัทลุง

(เนิ้อหาที่เป็นร้อยแก้วอ่านเพิ่มเติมได้ที่)

ก่อนถึงบทอรัมภบท

     วันนี้ตอนเช้าโทรศัพท์คุยกับพ่อ พ่อถามหาหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่พิมพ์เพื่อเป็นอนุสารณ์ในงานฌาปนกิจศพ พระอธิการเนื่อง  สุภชาโต วัดโพธิยาราม ต.ควนขนุน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2516 (หนังสือนี้พิมพ์หลังผมเกิดแล้ว 2 ปี 3 เดือน 9 วัน) ซึ่งผมเก็บไว้และหวงแหนมาก พ่อนึกว่าหายเสียแล้ว และอยากให้ประวัติและตำนานเรื่องนี้ได้ตีแผ่ออกไป พ่อบอกว่ามีแต่คนจำชื่อเรื่องและตำนานได้ แต่หาคนที่มีรายละเอียดเป็นเอกสารได้ยาก พ่อขอให้ผมเก็บรักษาต้นฉบับนี้ไว้ให้ดี ผมจึงได้ถ่ายเอกสารและเก็บต้นฉบับไว้ (ในที่ที่คิดว่าปลดภัย) จากนั้นจึงบอกพ่อว่าจะนำมาบันทึกไว้ใน internet "พูดว่าบล็อก พ่องงไปทีนึงแล้ว"

     ประสบการณ์เรื่อง บล็อกกับพ่อเนี๊ย จะเล่าให้ฟัง (อ่าน) นิดนึง หลายวันที่แล้วไปที่บ้าน เปิดโน๊ตบุค ขอพ่อใช้โทรศัพท์ต่อ Internet เปิดเอาข้อมูลจากระบบ WAN ของ สสจ.พัทลุง แล้วก็นั่งวิเคราะห์ข้อมูลต่อด้วย SPSS เสร็จแล้วส่งเมล์ให้เพื่อนที่ขอให้เขียน code การสร้างตัวแปรหุ่น (dummy variable) ให้ ส่วนพ่อก็เดินไป-มา อยู่ด้านหลัง (แอบมองด้วย) ผมทำงานเสร็จจึงถามว่าทำอะไร หลังจากเล่าให้พ่อฟังแล้ว ก็เลยโม้พ่อหน่อยเปิดให้ดูบล็อกที่ผมเขียนไว้ (ตอนนั้นมี 2-3เรื่องเอง) พ่อเห็นรูปหมอวิจารณ์ พ่อถามทันทีว่า ผมไปยุ่งอะไรกับเรื่องผู้สูงอายุ ที่จังหวัดเขาให้ทำเรื่องนี้ด้วยเหรอ (หมายถึงที่ทำงานที่ผมย้ายไปใหม่) แสดงว่าในภาพความทรงจำของพ่อ "หมอวิจารณ์ฯ ต้องเชื่อมต่ออยู่กับผู้สูงอายุ" ก็ได้เล่าให้พ่อรับรู้เพิ่มขึ้นแล้ว และที่ทำให้พ่อรู้สึกฉงนกโลก cyber นี้ก็คือ เรื่องราวต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกลงไป แนะวิธีให้พ่อเปิด (คลิ้ก...เดินหน้า) อย่างทุลักทะเล (คนวัย 62 ปี นะจริง ๆ พ่อยังแข็งแรงมาก แต่พ่อใส่แว่นหน้าเตอะ อันนี้แหละที่ทำให้ทุลักทุเล) พ่ออ่าน ๆ ๆ แล้วก็อ่าน จนผมไปคุยกะน้องสาวกลับมาพ่อก็ยังอ่านอยู่ (แต่ 2 เรื่องเดิมที่เปิดไว้ให้ ฮา... พ่อคลิ้กแล้วมันหายไป ซึ่งจริง ๆ ซ่อนอยู่ด้านหลัง) พ่อบอกว่าทึ่งและดีจริง ๆ ค่ำแล้วเลยกิน (ทาน) ข้าวด้วยกันก่อนผมจะกลับบ้านที่ควน (บ้านทางเกวียน) (เลยเถิดไปเสียนานมัวแต่เล่าเรื่องพ่อ...) กลับมาเข้าเรื่องนี้ต่อ

     และ ณ ที่นี้ผมขออนุญาตที่จะคัดลอกมาเพื่อนำเสนอไว้ โดยบริสุทธิใจ ไม่หวังผลทางการค้า ไม่หวังผลใด ๆ ทั้งสิ้นนอกจากเพื่อแสดงออกไปให้เห็นถึงคุณูปการที่ท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องในการประพันธ์ก็ดี ในการตรวจสอบตรวจทานก็ดี ในการช่วยบริจาคเพื่อจัดพิมพ์ขึ้นก็ดี หากท่านเหล่านั้นล่วงลับไปแล้วก็ขอผลบุญได้ส่งให้ท่านตกอยู่ในที่สุข และหากท่านเหล่านั้นยังอยู่ในภพโลกนี้ก็ขอให้เจริญด้วยวรรณะ อายุ สุขัง พลัง ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ครับ ด้วยผมเชื่อว่าการตีพิมพ์หนังสือสักเล่มหนึ่งในสมัย 30 กว่าปีมาแล้วที่จังหวัดพัทลุงคงไม่ใช่วิสัยที่จะทำได้ง่าย ๆ นัก หากไม่มีเจตนาอันสูงส่งและแรงกล้าพอ

ภาพปกหลังสือ

ภาพถ่ายพระอธิการเนื่อง  สุภชาโต

หมายเหตุ : หากเอกสารนี้ต้นฉบับเป็นอย่างไร ก็จะนำมาพิมพ์ไว้อย่างนั้นเหมือนต้นฉบับทุกอย่างการตรวจทานก็ทำเพื่อให้เหมือนต้นฉบับเท่านั้น ผมไม่อาจหาญแก้ไขได้ (แม้สงสัย) เพราะไม่มีปัญญาเพียงพอที่จะดำเนินการอย่างนั้น และกลัวว่า หากอาจหาญไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยิ่งจะนำความเสียหายกับสิ่งที่มีคุณค่าเช่นประวัติและตำนานฉบับนี้

อนุชา  หนูนุ่น

7 กันยายน 2548

ต่อจากนี้จะเป็นสำเนาทั้งหมด

     อารัมภพจน์
     ประวัตินางเลือดขาว และตำนานเมืองพัทลุงนี้ ท่านหมื่นจบเจริการ (แมว มูสิกเจริญ) อดีตผู้ใหญ่บ้านจงเก ต.จองถนน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ซึ่งได้เคยอ่านตำราพระเพลงของวัดตะเขียนบางแก้ว ก่อนที่จะถูกเก็บไปไว้ในหอพระสมุดแห่งชาติ ของเดิมนั้นตามว่าเขียนเป็นคำร้อยแก้ว ทำนองบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ แต่ท่านหมื่นแต่งเป็นกลอนยานีไว้เพื่อความไพเราชวนอ่าน แต่ก็รักษาเค้าความเดิมไว้ เมื่อเขียนคำกลอนตอนแรกนั้นไม่ได้เขียนลงในเล่มสมุดโดยตรง สุดแต่จะได้กระดาษอะไรก็เขียนลงเรื่อย ชั้นที่สุดแต่กระดาษประกาศงานหรือบัตรบอกบุญก็เขียนลง เมื่อจบลงแต่ละตอนหรือแต่ละวันก็ให้เด็กช่วยคัดลอกลงในเล่มสมุด บางทีเมื่อว่างๆ ก็คัดลงไปเอง รวมแล้วได้ 6 เล่มสมุดชนิดบาง แต่ที่เด็กเขียนนั้นเขียนตัวอักษรผิดบ้างคัดตกหล่นเสียบ้างเป็นวรรคๆ เมื่อข้าพเจ้านำมาคัดลอกต้องสันนิษฐานตัวอักษรจนปวดหัวจริง ๆ

     เมื่อคัดลอกออกจากสมุดเดิมลงเล่มสมุดใหม่ และแต่งซ่อมความที่เห็นว่าเด็กคัดตกหล่นไว้ทั้งพยายามแก้คำให้สัมผัสเข้ากันแล้ว จึงนำไปอ่านให้ท่านหมื่นฟังที่บ้านเพราะท่านกำลังอาพาธไม่สบายอยู่ เพราะเดี๋ยวนี้อายุ 98 ปีแล้ว ตรงไหนชื่อผิดและตรงไหนตกหล่นท่านทักท้วงแล้วบอกให้จึงได้สมบูรณ์ดีขึ้น หนังสือนี้ท่านแต่งไว้เมื่อยังหนุ่มๆ ครั้งยังเป็นผู้ใหญ่แมว มูสิกเจริญ อยู่ ข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านหมื่นนำไปท่องให้ท่านพระครูกาเดิมฟังครั้งยังเป็นท่านปานอยู่ครั้งหนึ่งกับอีกครั้งหนึ่งเมื่อท่องให้ครูถัด พรหมมานพ ฟัง แต่ครั้งนั้นไม่ค่อยสนใจนักเพราะยังหนุ่มอยู่

     แต่เมื่อปีกลายนี้ ทราบว่าในหลวงจะเสด็จมาวัดตะเขียนบางแก้ว นายอำเภอเขาชัยสนคนปัจจุบัน ได้ให้ศึกษาธิการอำเภอไปถามประวัติวัดตะเขียนบางแก้วกับข้าพเจ้าๆ จึงแนะนำให้ไปถามท่านหมื่นจบเจริญการเพราะท่านรู้ดี แต่เป็นเวลาที่ท่านหมื่นอาพาธไม่มีโอกาสจะถามได้

     จึงทำให้ข้าพเจ้าสนใจเรื่องที่ท่านหมื่นแต่งขึ้นมาทันที ภายหลังทราบว่าพระมหาประพันธ์พาไปอ่านดูอยู่ที่วัดตะเขียนบางแก้ว จึงได้ติดต่อขอจากพระเพิ่มๆ ก็เอาไปให้เมื่อคราวสอบธรรมสนามหลวงที่วัดรัตนวรารามเมื่อปีที่แล้ว จึงได้เอามาลอกคัดไว้ การลอกคัดครั้งนี้มีผู้ออกความเห็นว่าให้แก้แต่ตัวอักษรตามสมัยนิยม ส่วนถ้อยคำสำนวนนั้นให้คงไว้ตามเดิม เพื่อรักษาภาษาปักษ์ใต้ที่พัทลุงเราใช้อยู่ ข้าพเจ้าก็อนุวรรติตามความเห็นนั้น

     การแต่งคำกลอนประวัติตาสามโม ยายเพชร นางเลือดขาว และตำนานเมืองพัทลุงนี้ท่านแต่งเป็นทำนองหนังตะลุง มีการตั้งเรื่องยกเรื่องสลับกันไป การเดินทางไปไหนก็ได้บรรจุใส่นิทานเก่าที่คนเฒ่าคนแก่เล่าไว้ประกอบเรื่องไปด้วย จึงมีหลายเรื่องหลายรสทำให้น่าอ่านยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าจึงขอสดุดีในสติปัญญาที่คนชาวนาเมืองเรายังมีหัวนักประพันธ์ ไม่แพ้เมืองอื่นเขา

     ส่วนเหตุการณ์ที่กล่าวอ้างถึงในสมัยสุโขทัยหรืออยุธยาในกาลนั้นๆ ที่ปรากฏในเรื่องนี้ก็ได้อาศัยอาจารย์ปาน รัตนวงศ์ อดีตศึกษานิเทศก์ เอาหนังสือประวัติศาสตร์มาช่วยสอบทานจนถูกต้องเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ จึงขอขอบใจท่านผู้นี้ด้วยผู้หนึ่ง

     หนังสือนี้ใครอ่านเพื่อความเพลิดเพลินเป็นนิยายสนุกๆ ก็ได้ จะอ่านเพื่อรู้ทางประวัติศาสตร์ก็ได้ จะอ่านเพื่อฟังนิทานเก่าๆ ที่คนเฒ่าคนแก่แต่ก่อนเล่าให้หลานๆ ฟังก็ได้ หวังว่าคงจะมีประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย

พระศาลธรรมรังสี
วัดคูหาสวรรค์
7 กุมภาพันธ์ 2516

  ประวัตินางเลือดขาว  และ  ตำนานเมืองพัทลุง


หน้าที่ ๑
 นโมนบ      เคารพคุณ  ยกเอาบุญ  ใส่เกศา
ไหว้คุณ บิดุมารดา  อีกครูบา  คุณอาจารย์  ฯ
 เคารพ  คุณท่านแล้ว ยกคุณแก้ว สามประการ
อนึ่ง คุณศีลทาน คุณพระโสตร๑  พระวินัย  ฯ
 อีกคุณ  พระโพสบ  รักษาจบ  ทั่วภพไตร
คุณดิน น้ำลมไฟ  พระอาทิตย์ พระจันทรา  ฯ
 น้อมเอา  คุณทั้งเหม็ด๒ พร้อมกันเสร็จ ใส่เกศา
ขอเชิญ ท้าวเทวา  สถิตย์เนา  ภูเขาเขิน  ฯ
 ห้วยหนอง  คลองบึงบาง ถ้ำลำทาง  แนวคลองเติ้น๓
ภูชงค์ ที่ใต้เพิ้น๔  ธรณี  เมขลา  ฯ
 ชั้นบน  ขอเคารพ  ตลอดจบ  ถึงพรหมา
ชั้นกลาง ภูมิสุธา  หลักเมืองเพิ้น๕ ปฐพี  ฯ
 ขอเชิญ  ท่านทั้งหมด ช่วยมาจด  ข้อวาที
เรื่องราว นานนักมี-  ตำนานเก่า  เพลาสลาย  ฯ
 ช่วยมา  จดบทกลอน มีข้อขอน  เกินจำหมาย
ถ้าผิด จากนิยาย  จะมีโทษ  ติดตัวตน  ฯ
 ขอช่วย  มาจดแก้  ชี้แนวแนะ  ข้อนิพนธ์
ทำไว้ ในสากล  หวังเอาผล  กุศลทาน  ฯ
 ถ้าทำ  เช่นตัวเดิม  ชนทั้งหลาย อ่านเกียจคร้าน
ไม่ชอบ ท่านผู้อ่าน  ความเป็นจริง ตั้งหิ้งเปล่า  ฯ
 ทำไว้  ให้เป็นกลอน คำสุนทร  ตามสำเนา
อ่านง่าย จำหมายเอา ตามประวัติ ต่อต่อมา  ฯ
=============================================================
๑  พระสูตร ๒  คุณทั้งหมด ๓  คลองตื้น ๔  ใต้พื้น  ๕  พื้น

=============================================================
หน้าที่ ๒
 เมืองตะลุง  วัดบางแก้ว นานมาแล้ว จำพลั้งพล่า๑
ผู้เฒ่า เล่าต่อมา  ในนิทาน  เดิมยังมี  ฯ
 ขาดสูญ  แหกผงพ่าน เนื้อนิทาน  ไม่เต็มที่
ถึงเก็บ ร้อยกรองดี ที่สูญหาย  ไม่ไหรใส่๒  ฯ
 ยังอยู่  เป็นร่องรอย ขอพูดไว้  ให้เข้าใจ
สร้างไว้ นานเกินไป ก่อนแต่พัน สี่ร้อยปี๓  ฯ
 สมัยนั้น  สิ้นพระอรหันต์ นางจัดสรร  สร้างวัดนี้
เขาเล่า จำไว้มี  นิทานเก่า  เก็บเอาใส่  ฯ
[email protected]ยายเพชร คนแต่ไหร๔
รูปร่าง บ่รุ่นใคร  สมัยนี้  ไม่มีเทียม  ฯ
 สูงได้  ถึงหกศอก  ผมไม่หงอก ยังดำเปี่ยม
รูปทรง คล้ายสี่เหลี่ยม จะวัดได้  สามศอกกว่า  ฯ
 เป็นคน  เฉลียวฉลาด ท่านเป็นปราชญ์ ชาวประชา
ชาวเมือง เขาเรียกว่า ตาสามโม  หมอสะดำ  ฯ
 เดิมอยู่  บ้านล้อมช้าง ยกข้ออ้าง  แถลงคำ
ตาเป็น หมอสะดำ  เลี้ยงช้างไว้ หลายสิบตัว  ฯ
 ตาจับ  ช้างมาได้  เลี้ยงเอาไว้ คล้ายควายวัว
เห็นตา ช้างสากลัว๕ หางหูหลู่  บ่ชูงวง  ฯ
 ขับขี่  มีหลายเชือก เพาะพันธุ์ไว้ คล้ายช้างหลวง
บังเหวียน๖บ่ได้ล่วง  หาหญ้าอ่อน บ่อซ่อนกาย  ฯ
 มาวันหนึ่ง  เทพไท  เข้าดลใจ  ช้างพังพลาย
เก็บผัก หักหน่อไม้  ที่กินได้  ก็เอากิน  ฯ
 กุศล  ผลสองรา  คือเทวา  ในปฐพิน
เทพเจ้า ในแดนดิน  ดลใจช้าง  อย่างสำคัญ  ฯ
=============================================================
๑  พลั้งเผลอ ๒  ไม่อะไรใส่ ๓  สร้างครั้งแรฉก่อน ๑๔๐๐ ปี ๔  แต่ไร ๕  เกรงกลัว 
๖ ผูกไว้ด้วยมนต์
=============================================================
หน้าที่ ๓
 มีความ  รักข้องใจ  เพราะเทพไท แกล้งเสกสรร
แก่เจ้า ทั้งสองนั้น  ปาติกาเกิด๑  ในหน่อไผ่  ฯ
 ขณะนั้น  ช้างทั้งสอง น้ำจิตข้อง  น้องห่วงใย
เข้าได้ หักหน่อไผ่  หาหญ้าอ่อน บ่ซ่อนกาย  ฯ
 วันนั้น  ตาสามโม  อยู่เคหา  สองตายาย
ยามดี พอตะวันบ่าย ช้างพังตลับ ก็กลับมา  ฯ
 มาถึง  หัวบันได  ยื่นหน่อไม้  ให้ยายตา
ยายรับ หน่อไม้มา  มีดกรีดผ่า  โลหิตขาว  ฯ
 แบะออก๒  เห็นนางใน  โลหิตไหล  ใจยายพราว
ใช้ตา หยิบผ้าขาว มาห่อหุ้ม  คลุมกายนาง  ฯ
 ต่อมา  ช้างคชวิชัย ช้างว่องไว  งามสะคราญ
เที่ยวป่า ละชลธาร  สาวผักหญ้า ชะมากิน๓  ฯ
 พบไผ่  เอางวงชะ๔ หน่อเล็กน้อย กินหมดสิ้น
หน่อใหญ่ บ่ได้กิน  หักเหน็บงา พามาเรือน  ฯ
 ตารับ  หน่อไม้ได้  ตั้งเอาไว้  บ่ได้เปื้อน
วางไว้ ชายซองเรือน ตื่นแต่เช้า  แลเข้าไป  ฯ
 เห็นเด็ก  นอนริมฝา  หัวฮาฮา  ว่าเด็กไหร๕
เข้าฉวย หน่อไม้ไผ่  บ่เห็นเหยื่อ เปลือกเหลืออยู่  ฯ
 ร้องเรียก  ว่ายายจ๋า  ขึ้นมาต้า  แลไอ้หนู
นอนอยู่ ริมซองตู  พอกูต้อง  ร้องดังแอ  ฯ
 ยายเพชร  ลุกขึ้นมา  บนเคหา  หอบฮอแฮ
เข้ามา มองดูแค่  เห็นว่าชาย  ยายดีใจ  ฯ
 เข้าไป  ยืนแอบฝา  ยายถามว่า เด็กอะไหร๖
ตาว่า เด็กหน่อไผ่ ช้างคชวิไชย พามาวา๗  ฯ
=============================================================
๑  อุปปาติกาเกิด ๒  ฉีกออก ๓  ดึงมากิน ๔  ดึงมา ๕  ว่าเด็กอะไร 
๖  เด็กอะไร ๗  เมื่อวาน ๘  ขึ้นมาซี
=============================================================
หน้าที่ ๔
 ยายว่า  นั้นดอกหรือ มือสองมือ  สอดยกมา
ประคอง หน่อหลานยาย ตักน้ำมา  อาบแป้งยี  ฯ
 ฝนจันทน์  ลูบไล้ทา  ถึงเวลา  โลหิตรี่
ยายเรียกตา  เร่งมานี่  ไอ้หน่อนี้  โลหิตไหล  ฯ
 ยายเพชร  ตาโมฉงน  ทั้งสองคน  นั่งจนใจ
แลรอย โลหิตไหล  แผลปลายมีด กรีดเมื่อวา๑  ฯ 
 มองดู  แลโลหิต  เห็นว่าผิด  เลือดธรรมดา
ทั้งสอง คนยายตา  จึงพิศนา๒  รู้แน่ดี  ฯ
 มีเลือด  สามอย่างเทียว แดงเหลืองเขียว เป็นสามสี
เลือดดำ หาไม่มี  เห็นแต่สี  ขาวเมื่อวา๓  ฯ
 ทั้งสอง  นั่งตรอกตรึก ยายนั่งนึก  ตาปรึกษา
เด็กนี่ มีปัญญา  เลี้ยงรักษา ไว้ให้ดี  ฯ
 เพราะว่า  ปาติกาเกิด เอากำเนิด  พันธุ์พฤกษี
อินทร์พรหม  ก็น่ามี  เราไม่ที่  จะถามใคร  ฯ
 ถ้ายัง  พระศาสดา ไปถามพระ ท่านเข้าใจ
เพราะท่าน รู้ฌานใน  เป็นวิสัย ของพระองค์  ฯ
 ยายเพชร  เลี้ยงรักษา เหมือนเทวา มาบำหรง๔
ตั้งจิต น้ำใจปลง  หวังเป็นลูก รักผูกใจ  ฯ
 ทั้งสอง  เลี้ยงรักษา ทุกเวลา  จนโตใหญ่ 
บดข้าว ป้อนสองไท อาบน้ำร้อน นอนเวเปล๕  ฯ
 ทุกวัน  บ่จากได้  สองตายาย นั่งกล่อมเว
ตาโม ว่าพุทเธ  ว่าโอ้เฮ  แหล่โอ้ฮอ  ฯ
 นั่งร้อง  เพลงชาลูก หัวใจผูก  รักเจ้าหน่อ
โอ้เฮ แหล่โอ้ฮอ  ไปเกาะยอ  สักเดี๋ยวก่อน  ฯ
=============================================================
๑  เมื่อวาน ๒  จึงพิจารณา ๓  เมื่อวาน ๔  บำรง-บำรุง ๕  ไกวเปล

=============================================================
หน้าที่ ๕
 ซื้อพลู  สองสามก้อน คอนมาให้  ยายแลกปลา
ยายเพชร ว่าโอ้ฮัง  โม ลักชั่ง  จีนสงขลา  ฯ
 ลักด้าย  ของยายมา ลักปลอกพร้า ของตาบุญ
จงนอน เถิดเจ้านอน หว่างเมืองคร๑ เราไม่วุ่น  ฯ
 ปีจอ  ล่อปีกุน  ผู้มีบุญ  จะออกมา
ปีนี่ ชาวเราหนุก๒ ปีหน้าทุกข์  มากยิ่งหวา๓ ฯ
 ชาวเมือง  ทั้งพารา  นั่งใต้ร่ม  โพธิ์เดียวเหน่
ชาวบ้าน ทุกถ้วนหน้า พากันมา  โฉ่ฉาวเม่๔  ฯ
 ยากจน  คนเสเพล  พาข้าวของ ต้องการพอ
เงินทอง ก็มีมาก  ทั้งพลูหมาก น้ำผึ้งห่อ  ฯ
 บางคน  ญาติเหล่ากอ หาของพอ  ทำมิ่งขวัญ
ผูกมือ บุตรสองรา ใส่เปลผ้า  เวเคียงกัน๕  ฯ
 พอหงบ๖คน ตาแกฝัน  ได้ดวงจันทร์ บนเวหา
ยายฝัน ว่าได้แก้ว  ตกลงแล้ว  ยายหยิบมา  ฯ
 ตั้งไว้  ในเคหา  ส่องสว่าง  เหมือนกลางวัน
ต่างคน ต่างว่าดี  ตักนัทที๗  เจิมมิ่งขวัญ  ฯ
 ตบศีรษะ  ล้างหน้ากัน เป็นสุขสันต์ ทุกวันมา
เลี้ยงบุตร สองสุดสาย อายุได้  สิบปีกว่า  ฯ
 ช้างพัง  ตลับตา  นับสิบห้า  วันที่ไป
บ่ได้ กลับเคหา  ไม่รู้ว่า  ไปอยู่ไหน  ฯ
 ตาดับ-ตัว๘ ตามไป  ลมในคล่อง ต้องยามดี
ลงจากเรือน  ตาครุ่นคิด เดินไปทิศ  อิสาณนี้  ฯ
 พบรอย  จำได้ดี  ตามรอยมา ป่าแบกขอ
รอยข้าม คลองบางแก้ว พบรอยแล้ว อีพังพ่อ  ฯ
=============================================================
๑  นครศรี ฯ ๒  สนุก ๓  ยิ่งกว่า ๔  มี ๕  ไกวเคียงกัน ๖  สงบคน        
๗  ตักนที  ๘  แต่งตัว
=============================================================
หน้าที่ ๖
 น้ำคลอง  ลึกท่วมถ่อ  บ่แบกขอ  ยืนรอรา
คอยถ้า พวกนาวี  ไม่เห็นมี  ใครไปมา  ฯ
 ประเดี๋ยว  หนึ่งนาวา  แล่นเข้ามา ค้าขายของ
ร้องเรียก ว่าหลานอา ส่งให้ตา  ได้ข้ามคลอง  ฯ
 นายเรือ  บ่ายหน้าซ่อง ตาข้ามคลอง พันฝั่งชล
พอถึง ท่าฝั่งคลอง ลูกตามอง  หาต้นหน  ฯ
 เห็นรอย  ข้ามฝั่งชล  เที่ยวตามค้น มองหาต่อ
รอยข้าม คลองบางแก้ว พบรอยแล้ว อีพังพ่อ  ฯ
 เดินไป  ดูก็พอ-  พบรอยช้าง อยู่กลางป่า
รอยกิน หญ้าเวียนอยู่ มองแลดู  เวียนไปขวา  ฯ
 บังเหวียน  เวียนไปมา  ตาโมจ้อง  มองดูไป
เดินไป ทิศเหนือคลอง ลูกตามอง  เห็นช้างใหญ่  ฯ
 เข้าใกล้  ตาสงสัย  งวงช้างไซร้ วางบนดิน
บ่ยก งวงขึ้นได้  ตาเข้าใกล้ ม องดูสิ้น  ฯ
 เห็นงวง  จี้แตะดิน  น้ำตาริน  ไหลโทรมงวง
ตาสามโม เอาขอปัก  เอามือควัก ดินขึ้นล้วง  ฯ
 แข็งแข็ง  เอามือหน่วง เอาขอจ้วง  ซ้ำลงไป
เอามือคว้า ตุ่มแน่ชัด  ขอช้างงัด  ปากตุ่มใหญ่  ฯ
 หยิบเงินทอง ของข้างใน ใส่พายไป  พอบ่าตึง
ปิดปาก ปังหรังลง๑ เถาวัลย์วง  ไว้แข็งขึง  ฯ
 ตะวันบ่าย  ได้โมงครึ่ง  จึงมาถึง  ทางกลางป่า
ขี่ช้าง ข้ามชลสาย ข้ามน้ำได้  ผ่านทุ่งนา  ฯ

    นิทานแทรก

 ไปถึง  ทุ่งบ้านปะ  ชนเรียกว่า  นาปักขอ
ตอนนี้ มีนิทาน  เป็นตำนาน พูดย่อย่อ  ฯ
=============================================================
๑  ตรึงด้วยคาถา

=============================================================