107 ปีแห่งรัก หมะเมียะ – เจ้าศุขเกษม

                                  พ.ศ. 2446 – 2553

                          ตำนานแห่งรักอันอมตะของล้านนา

                                         ......................

                                             

            ตำนานรักเมื่อ 107 ปีที่ผ่านมา ยังอยู่ในความทรงจำของชาวเหนือมิรู้ลืม เป็นความรักที่อมตะ ระคนขมขื่นโศกเศร้าอาดูร ขับขานก้องกังวานผ่านบทเพลง “หมะเมียะ” ของศิลปินล้านนา จรัล มโนเพชร "....หมะเมียะเป๋นสาวแม่ก๊า..จาวพม่าเมืองเมาะละ  แหม่ง...งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง..คนมาแย่งหลงฮักสาว....หมะเมียะบ่เกยฮักไผ มอบใจ๋ฮื่อหนุ่มเจื้อเจ้า เป๋นลูกอุปราชท้าว...เจียงใหม่......

            เจ้าศุขเกษมเป็นบุตรชายคนโตของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าราชวงศ์ของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในสายที่จะได้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ต่อไปภายหน้า

            ในเวลานั้น เชียงใหม่และเมืองอื่นๆในล้านนา มีระบบการปกครองของเจ้าผู้ครองนคร แต่เมืองต่างๆในล้านนามิใช่รัฐอิสระหากเป็นประเทศราชของสยาม สยามส่งขุนนางขึ้นไปควบคุมโดยตรงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2416 และค่อยๆทำลายอำนาจของเจ้านายท้องถิ่นเป็นขั้นๆ จนเมื่อมั่นใจว่า ล้านนาสิ้นแรงต่อต้านแล้วจึงยกเลิกฐานะประเทศราชของล้านนาและได้ผนวกดินแดนล้านนาเป็นส่วนหนึ่งของสยามในปีพ.ศ. 2442

            ส่วนหญิงสาววัย 16 ปีชื่อหมะเมียะ (คนท้องถิ่นออกเสียง “เมียะ” พยางค์เดียว) เป็นคนเมืองเมาะละแหม่ง (เมืองท่าสำคัญของพม่า) เธอเป็นแม่ค้าขายบุหรี่ในตลาดกลางเมือง ทั้งสองพบกันและรักกันที่เมืองเมาะละแหม่ง ฝ่ายชายถูกส่งไปเรียนหนังสือที่นั่นเมื่ออายุ 15 ปี ซึ่งตรงกับพ.ศ. 2441 จากนั้นราวเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ทั้งสองก็หอบหิ้วกันมายังบ้านเกิดของฝ่ายชาย แต่เนื่องจากฝ่ายชายไม่ได้แจ้งเรื่องรักให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ และยังไม่ได้รับอนุญาตให้รักกันและครองรักกัน สาวน้อยจึงต้องปลอมตัวเป็นชายร่วมทางมาด้วย

            เมื่อความล่วงรู้ไปทั่วคุ้มว่าเจ้าน้อยศุขเกษมมีเมียเป็นชาวพม่า และพากลับมาโดยไม่ได้รับอนุญาต ความขัดแย้งทางความคิด ความไม่พอใจจึงเกิดขึ้น ทั้งในหมู่เจ้านายล้านนาและขุนนางชาวสยามที่ได้แผ่อำนาจและบารมีเหนือสองฝั่งน้ำแม่ปิง

            ปราณี ศิริธร ได้เขียนถึงโศกนาฏกรรมของหนุ่มสาวคู่นี้ในหนังสือ “เพ็ชรลานนา” เล่ม 2 หน้า 228-229 ไว้ว่า

            “แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ถูกพลัดพรากจากกันจนชั่วชีวิต มันเป็นเช้าของเดือนเมษายน พ.ศ. 2446 เจ้านายข้าราชการและประชาชนรวมทั้งชาวพม่า มอญ เงี้ยว ต่องสู้ ที่ทราบข่าวการตัดสินใจเดินทางกลับเมาะละแหม่งของหมะเมียะยอดหญิงของทายาทเจ้าอุปราชผู้ยอมหลีกทางให้เพราะแรงกดดันทางการเมืองและเพื่อความสุขสวัสดิ์สถาพรและอนาคตของสามีอย่างน่าสรรเสริญต่างก็จับกลุ่มเดินมุ่งสู่ประตูหายยา ซึ่ง ณ ที่นั่นขบวนช้างอันเป็นพาหนะและคนติดตามควบคุมขบวนและเสบียงกรังได้ไปรอคอยอยู่ เสียงสนทนาพาทีของประชาชนเซ็งแซ่ล้วนแต่สงสารเอ็นดูสาวน้อยวัย 16 ปี ผู้มีกรรมจำพราก ท้าวบุญสูงผู้มีหน้าที่ไปรับตอนเดินทางมาแต่แรกต้องรับภาระนี้อีก ควบคุมลูกหาบประมาณ 20 คน รวมทั้งช้าง 3 เชือก ทุกคนรอการมาถึงของหมะเมียะด้วยความกระสับกระส่ายกระวนกระวายใจ ต่างใคร่เห็นรูปโฉมโนมพรรณของสาวพม่าที่ร่ำลือกันว่างามแสนงาม

            สักครู่ใหญ่ รถม้าของคุ้มอุปราชก็ค่อยๆชะลอมาหยุดกึกลงหมะเมียะในชุดแต่งกายพม่า มีผ้าคลุมผมก้าวลงจากรถก่อน ตามติดด้วยเจ้าน้อยศุขเกษม ทั้งคู่มีหน้าตาหมองคล้ำ ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะปิดบังหรือละอายใจ ถึงแม้ประชาชนจะห้อมล้อมมุงดูอยู่รอบด้านมืดฟ้ามัวดิน

            เจ้าน้อยศุขเกษมเองก็พลอยสะอื้นตื้นตันใจ คร่ำครวญสุดแสนอาดูรจนท้าวบุญสูงมาเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าถึงเวลาจะเคลื่อนขบวนเดินทาง นั่นแหละทั้งสองจึงยอมแยกจากการโอบกอดกัน

            แม้จะขึ้นไปบนกูบช้างแล้วก็ตาม หมะเมียะก็ขอลงมาหาเจ้าน้อยศุขเกษมอีกจนได้ เธอคุกเข่าลงกับพื้นก้มหน้าสยายผมออกเช็ดเท้าสามีด้วยความรักอาลัย เรียกน้ำตาของเจ้าน้อยศุขเกษมให้ไหลลงนองอาบสองแก้ม แล้วก็โผเข้ากอดรัดกันอีก

            เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาประชาชนทั้งชายหญิง ทำให้ผู้ที่มีจิตใจไม่เข้มแข็งกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เหมือนกัน ท้าวบุญสูงต้องอึดอัดใจอย่างยิ่ง เพราะไหนจะต้องปลอบใจหมะเมียะกลับขึ้นไปบนหลังช้าง ไหนหมะเมียะจะดึงดันกลับลงมาอีกเป็นหนที่สองวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดเจ้าน้อยศุขเกษมอีก กว่าขบวนจะออกเดินทางได้ก็เลยกำหนดเวลาไปนานอีกโข

            เจ้าน้อยศุขเกษมยืนเหม่อมองดูจุดเล็กๆที่ขยับเขยื้อนได้ โดยมีหมะเมียะเหลียวมองด้านหลังจากบนหลังช้างนั้นตลอดเวลาจนลับจากสายตา จึงกลับสู่คุ้ม

            ประชาชนชาวเชียงใหม่ ไม่มีโอกาสได้ประสบพบเห็นความรักต่างแดนอันลงเอยด้วยความโศกสลดรันทดใจมาก่อน และไม่มีโอกาสจะพบเห็นอีกแล้วในประวัติศาสตร์ของเวียงพิงค์...”

            ชีวิตรักอันรันทดของเจ้าน้อยศุขเกษม และหมะเมียะจบลงแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2446 อันเป็นปีที่ทั้งสองเดินทางกลับถึงเชียงใหม่และถูกพรากจากกันไม่นานหลังจากนั้น ทั้งสองถูกแยกจากกันและไม่ได้พบกันอีก สำหรับหมะเมียะเป็นความทุกข์โทมนัสจนต้องเข้าหาธรรมะเพื่อดับทุกข์ ยอมรับและเข้าใจความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต และรับรู้ว่าจิตของคนเราควรจะเป็นอย่างไร ในสภาพภายนอกที่เราไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด นั่นก็คือการทำจิตใจและเข้าใจต่อชีวิต ต่อคนรัก ต่อโลกรอบๆของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่มีอายุ 16-17 ปี ขณะจะบวชเป็นชี และบวชตราบจนสิ้นลมใน 58 ปีให้หลัง

            เมื่อปี พงศ. 2446 หรือ 107 ปีที่แล้ว ทั้งสองถูกแยกจากกันและไม่ได้พบกันอีก แม้หมะเมียะจะได้บวชชี หลังจากทราบข่าวว่าเจ้าน้อยแต่งงานกับเจ้าหญิงบัวชุม และต่อมาเธอได้เดินทางไปยังเมืองเชียงใหม่เพื่อร่ำลาเจ้าน้อย เจ้าน้อยศุขเกษมน่าจะรู้สึกผิดและเจ็บปวดอย่างที่สุด จึงไม่อาจทำใจออกมาพบหญิงคนรักได้ ได้แต่ฝากของที่ระลึกให้เป็นเงิน 800 บาทและแหวนอีก 1 วง

            อีก 10 กว่าปีให้หลังเจ้าน้อยศุขเกษมก็ได้เสียชีวิตด้วยพิษสุราเมื่ออายุได้ 33 ปี หลังจากตรอมตรมอย่างหนักจากการพลัดพรากผู้เป็นที่รัก และหมะเมียะก็สิ้นชีวิตอีก 59 ปีให้หลังเมื่ออายุได้ 75 ปี สำหรับเจ้าน้อยศุขเกษมแล้วชีวิตของเขาจบสิ้นแล้วตั้งแต่ปีนั้น ปีที่เขาถูกการเมืองเข้าทำลายความรัก และเขาได้ละเมิดคำสัญญาที่เขามีไว้กับหญิงสาวที่เขารัก ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเราทั้งหลายที่เมืองเมาะละแหม่ง ผ่านแม่สะเรียง ฮอด จอมทอง สันป่าตอง หางดงและตัวเมืองเชียงใหม่

            อัฐของคนทั้งสอง ลูกหลานสกุล ณ เชียงใหม่ ได้นำมาไว้ในกู่ของราชสกุล ณ เชียงใหม่ที่วัดสวนดอก เพื่อสานฝันให้เธอได้กลับมาอยู่ใกล้คนรักและให้ทุกคนได้ตระหนักรู้ถึงความรักอันอมตะที่ยิ่งใหญ่ของคนทั้งสองตลอดไป

           ในโอกาส 107 ปี ของตำนานรักอันอมตะนี้ คนล้านนา สยาม และพม่า คงได้พิสูจน์บทเรียนแล้วว่า ความรักนั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ไม่มีกำแพงแห่งเชื้อชาติ ภาษา ประเพณี หรือการเมืองใดจะขวางกั้น และแม้วันเวลาจะผ่านไป 1 ศตวรรษแล้ว ความรักนั้นไม่เพียงแต่ยังคงทรงพลังเช่นนั้น แต่ดูเหมือนจะเปี่ยมพลังยิ่งขึ้น และสร้างความมหัศจรรย์ใจยิ่งกว่าเดิม

           อาจารย์เก            

                                              .....................

 

อ้างอิง  

             ธเนศวร์   เจริญเมือง, 100 ปีแห่งรักหมะเมียะ-เจ้าศุขเกษม (พ.ศ.2446-2546)                        สถาบันพัฒนาเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2546 เชียงใหม่: หจก.เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์