จากองก์ ๑ เป็นการรวบรวมสารพันปัญหา ต้นตอของการย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ และรวมไปถึงสภาพชีวิตของแรงงานนอกระบบที่มากมายและด้อยคุณภาพในสาขาวิชาชีพเฉพาะ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่งานในระบบของเมืองใหญ่นั้นยากที่จะรองรับได้
หากทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการแล้วละก้อ ส่วนใหญ่พบว่าให้น้ำหนักเน้นมิติเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว มีคำอธิบายถึงต้นตอของการอพยพแรงงานก็ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจของภาคท้องถิ่นนั้นมันแย่ ผู้คนเดือดร้อน มีหนี้สินเยอะมากขึ้น จึงจำต้องมาหางานในเมืองแทน ซึ่งหากมองมิตินี้ ก็เท่ากับว่ายิ่งทำให้คำตอบของการลดการอพยพแรงงานยิ่งมีน้อยตามไปด้วย ซึ่งก็คือ ต้องทำให้เศรษฐกิจในภาคท้องถิ่นนั้นดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น
การมองเช่นนี้ โดยส่วนตัวยังรู้สึกว่ามันยิ่งฉุดให้จมลงไปอีก เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลก็พยายามทำตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ แห่งชาติฉบับแรกมาจนปัจจุบัน แต่ไม่เคยมีอะไรแปลกใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้นไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงเสมอคือ ราคาปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ วัสดุการเกษตรถีบตัวสูงขึ้นเสมอ แม้เกษตรกรจะขายผลิตภัณฑ์เกษตรได้ราคาดีเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อหักต้นทุนแล้ว ส่วนเกินที่เกษตรกรได้รับไม่ได้สูงอย่างที่คิด วังวนเช่นนี้ยังคงดำรงอยู่ และมีอิทธิพลเหนือเกษตรกรเสมอ แม้ปัจจุบันจะมีระบบสหกรณ์การเกษตรเข้ามาช่วยบรรเทาไปบ้างแล้วก็ตามแต่ยากที่จะวิ่งแซงนำหน้าระบบทุนที่ฝังรากมานมนานได้
ดังนั้น การมองเพียงแค่ว่า ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องแก้ด้วยเศรษฐกิจ นั้น ผู้เขียนยังคงมีความกังขาในเรื่องนี้ เพราะปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเมืองไทย ในประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายก็เจอปัญหานี้เช่นกัน
และเมื่อได้มาทำงานด้านการจัดการความรู้ โดยเฉพาะในภาคประชาสังคม ทำให้เกิดมุมมองใหม่ต่อเรื่องนี้
คำถามที่ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีคิด "ทำไมยังมีคนอีกหลายคนที่ยังดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนของตนเองได้อย่างภาคภูมิใจ เขาและเธอผู้นั้นไม่ได้ร่ำเรียนสูงกว่าคนในชุมชนเลย และไม่ได้มีเงินทอง หรือร่ำรวยมรดกแต่อย่างใด ทำไม เพราะเหตุใดเขายังอยู่ได้?
และเมื่อลองเข้าไปสัมผัสชีวิตเขาเหล่านั้น ก็พบว่า "เขาและเธอเหล่านั้น รู้จักวิธีสร้างความรู้ที่จะอยู่ในชุมชนของตนเอง" นี่คือความแตกต่างหากเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ที่ต้องทิ้งถิ่นไป
องก์สองของบล็อก "สังคมนอกระบบ" จึงเป็นบทเสนอทางออก โดยจะรวบรวมชุดความรู้ที่จะอยู่ในชุมชนบ้านตนเองจากหลากหลายภูมิภาค ซึ่งความรู้เหล่านี้หากมองดูแล้วจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กมาก เล็กจนคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่า นี่หรือคือความรู้ที่จะทำให้เขาอยู่บ้านเขาได้อย่างภาคภูมิใจ
อย่าเข้าใจผิดนะครับว่า ผมมีความสามารถถึงขนาดเขียนชุดความรู้ที่ว่านั้นได้ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมเพียงแต่เก็บเหตุการณ์จากที่พบเอง หรือท่านอื่นๆ พบเห็นแล้วเขียนเก็บไว้ ผมไปเจอเข้าทีไหนก็จะรวบรวม หรือทำ link เอาไว้ และก็ทำไปเรื่อยๆ เท่าที่พอจะมีกำลังรวมรวมครับ
บันทึกนี้ จึงถือว่าเป็นการเกริ่นเปิดตัว องก์ที่ ๒ ของสังคมนอกระบบ ก็แล้วกันครับ
สิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว คนอีสานพลัดถิ่นเข้าเมืองใหญ่...
หรือแม้แต่ ไม่ต้องสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็มีจำนวนมากเหลือเกินที่อพยพไปทำงานในเมืองใหญ่ประทังชีวิต
แน่นอนครับ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับระบบของท้องถิ่นของตัวเองนั้น คือทางออกที่ดีที่สุด แต่หลายคนก็ยังตั้งคำถามว่า สภาพดินฟ้าอากาศอันแล้งและแห้งแล้งนั้น ก็ทรงอิทธิพลเหลือเกิน จนไม่รู้ว่าจะปรับแต่งชีวิต หรือผืนดินอย่างไร...
สิ่งเหล่านี้ ผมได้ยินและพบเห็นเป็นคำถาม หรือชะตากรรมในหลายหมู่บ้าน..
...ขอบคุณครับ...