พอเพียงไม่ได้ สำหรับคนยากจน
ครูอ้อย กลืนน้ำลายลงคอ ไม่สะดวกนัก ด้วย เธอผู้อายุเท่ากับ ครูอ้อย แต่ด้วยตรากตรำลำบาก มากกว่า ครูอ้อย จึงดูภายนอกว่า.....อายุมากเกินจริง
คราวนี้เธอสาธยาย เรื่อง....ความพอเพียง เสียจน ครูอ้อย นั่งไม่ติด
*****
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
tutchana · 28 เม.ย. 2553
ศรีตรังเบิกบาน · 28 เม.ย. 2553
ชยพร แอคะรัจน์ · 28 เม.ย. 2553
Prof. Vicharn Panich · 28 เม.ย. 2553
ราชิต สุพร · 28 เม.ย. 2553
รอทักสินกลับมา
พวกเราจะรวยกันทุกคน เยๆๆๆ
ขอบคุณมากค่ะ ที่แสดงความคิดเห็น ไม่แสดงตน [IP: 114.128.138.198]
สวัสดีค่ะ..คุณครูอ้อย..
สวัสดีค่ะ น้อง
จำเนียรวดี
สวัสดีค่ะ
krugui Chutima ผู้น่ารัก
ปกติ ข้าว 1 รวง จะมีข้าวเปลือกราวๆ 60-70 เม็ด (ปัจจุบัน)
การทำนาแบบความรู้เดิมๆ และการนำเสนอที่ผิดๆของนายทุน เป็นตัวตอกย้ำชาวนา
พ่อแม่ขายนาเพื่อให้ลูกได้ศึกษา มีความรู้ แต่เค้ากลับเลือกที่จะเป็นลูกจ้างในเมืองใหญ่ เพียงเพราะอยากสบายขึ้นนิดนึง
ส่วนคนที่ไม่มีความรู้ก็จะอยู่บ้านทำนา แล้วก็โดนนายทุนกดขี่เพราะความไม่รู้
กลายเป็นวัฐจักร คนไม่มีความรู้ก็อยู่ที่เดิม คนที่ได้เรียนก็เข้าเมืองใหญ่ ไม่ได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด
ตามปกติแล้ว พืชผลทางการเกรษตรชนิดเดียวกัน มาเลเซียมีต้นทุนต่ำกว่าเราถึง 40-50% (แค่เทียบให้ดู)
ประเทศไทยเรามีปราชญืชาวบ้านหลายคน แต่ทำไมถึงไม่ได้รับการต่อยอด และแจกจ่ายความรู้ให้คนอื่นๆ (ลองหาคำตอบดูสิ)
ผมจะชื่อไม่ได้นะครับ แต่คนๆอยู่ที่สุพรรณบุรี ส่งลูกเรียนจบ ป.เอก แล้วกลับมาทำนา
แกใช้วิธีการทำนาที่เริ่มจากลองผิดลองถุก จนได้การทำนาแบบใช้น้ำน้อย แมลงไม่รบกวน และมีต้นทุนต่อไร่แค่ 4000-6000 (ปกติ 8000-12000 )
ผมว่าคนนี้หาไม่ยากเพราะออกทีวี4-5ครั้งแล้ว
อีกคนนึงอยู่ทางอีสาน ไม่ค่อยมีรายละเอียดมากเพราะผมดูรายการนี้ไม่ทัน แต่ก็ได้เนื้อหาที่ว่า
การทำนาแบบเกรษตรอินทรีย์ ยุ่งยากแค่ปีแรก แต่จะงอกงามขึ้นเรื่อยๆ ( แน่นอนอยู่แล้ว ธรรมชาติก็ต้องเกื้อหนุนกันเอง ไม่เหมือน สารเคมี )
แกทำนาได้ข้าวเปลือกต่อรวงอยู่ราวๆ 200-250 เม็ด รายได้ปีๆ 1 แกขายข้าวได้ 8แสน - 1ล้าน 2 แสน (ไม่แน่ใจว่าหักทุนยัง)
แต่แกบอกแค่ว่า แกใช้ เศรษฐกิจพอเพียง ไม่คิดเกินตัว
ลองคิดดูนะครับ อะไรเป็นตัวแปร ให้ชาวนาโดนกดขี่ อย่าบอกนะครับคือ นายทุน
สวัสดีค่ะ น้อง
ปาปอนด์
ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชาวนาอะครับ แต่มีความเห็นใจมากกว่า
ปัญหาของหญิงคนนั้น หาได้ง่ายมากครับในสมัยนี้ เพราะเค้าคือบุคคลที่อยู่ระดับล่างๆของฐาน พีรมิด ( นึกตามออกนะครับ )
ผมไม่มีความรู้การการทำนา แต่พอจะมีความรู้เรื่องธุรกิจ เราก็เห็นกันอยู่ ส่วนต่างราคา ข้าวเปลือกคับข้าวสารสี มันไปคนละเรื่องเลย
( อยากใช้ ไวทบอรดจัง -..- )
สมมตินะครับ รับข้าวเปลือก ตันละ 9000 ตก ก.ก.ละ 9บาท หักค่าน้ำหนักแกลบออก 1/3 จะได้ต้นทุก ก.ก.ละ 12บาท
ลงถุงส่งขายตามร้าน ก.ก.ละ 35-39 บาท ส่วนต่างอยู่ที่ 23-27 บาท
ข้อสังเกตในปัจจุบัน ข้าวล้นตลาด ราคาลงถุง ลด2-3บาท แต่ถ้าข้าวขาดตลาด จะขึ้นเป็นว่าเล่นและไม่ยอมลง
นายทุนใช้ข้ออ้างของตลาดโลกเมื่อ1-2ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้การต้องการข้าวในตลาดโลกลดลงมาก ทำไมราคาข้าวถึงไม่ลด
แนวคิดอีกทาง คือ ข้าวในโกดัง ถ้า 4 ปีที่แล้ว รับข้าว ตันละ 9 พัน 100ตัน และข้าวราคาขายในตอนนั้น ขายได้ ก.ก.ละ 22 บาท
4 ปี ที่แล้ว ข้าว 100ตัน ก็จะมีมูลค่า 2.2ล้านบาท
เก็บรักษามาถึงปัจจุบัน มูลค่าข้าวที่เก็บไว้ ก็จะขึ้นมาเป็น 3.5 - 3.9 ล้านบาท
ถึงปัจจุบันจะมีค่าขนส่งเพิ่มขึ้น แต่ราคาก็ไม่น่าสูงแบบปัจจุบัน
อธิบายตามความรู้ แบบคร่าวๆนะครับ แหะๆ -..-
ว้าวววว เรียนเศรษฐศาสตร์หรือคะ
ปาปอนด์
เศรษฐศาสตร์ ได้เกรด 1 ครับ -..- แต่ผมชอบสังเกตฤติกรรมคนมากกว่าแล้วเอามาวิเคราะห์ ทำไมๆๆ หาเหตุผลหลายๆทาง จนชินแล้วอะครับ
แนวทางที่ผมคิดว่าช่วยชาวนาได้ คือ การรวมกลุ่ม เปลี่ยนจากผู้ผลิตมาเป็น ผู้ผลิต+ผู้ค้า กดดันรัฐเพื่อขอกู้เงินสร้างโรงสีขนาดใหญ่
สร้างแบนด์ของชาวนาเอง ตัวนี้อาจมองว่ามันไกลไป แต่ถ้าตั้งใจทำจริงๆ รับรองว่าต้องมีคนเข้ามาช่วย เพราะนี้คือ ผลประโยชน์
การกู้เงินอาจจะสูงถึง 50ล้านขึ้นไป แต่มันจะช่วยให้ชาวนาที่รวมกลุ่ม มีรายได้คงที่ จากราคาไม่แน่นอน 8000-12000 ต่อตัน
น่าจะจบอยู่ที่ 15000 ต่อตัน ถึงแม้นายทุนเดิมอาจจะใช้เกมส์เปิดคลังให้ข้าวล้นตลาด แต่การขายต่อ ก.ก. ไม่น่าจะต่ำกว่า 18ต่อ ก.ก.
ปัญหาต่อไปคือ พื้นที่ทำนาเยอะเกินไป ควรที่จะลดพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ กว่า50% เพื่อให้ราคาคงที่ในระยะยาว
อาจมองดูว่าเป็นการลดผลประโยชน์ของชาวนา แต่จริงๆแล้วพืชผลที่สูงกว่าข้าว และมีความต้องการก็มีออกเยอะแยะ
พัฒนาสหกรณ์สักหน่อย อดทนสัก 3-5 ปี การเรียกร้อง เรื่องปากท้อง จำนำ+ประกันราคาข้าว คงไม่มี
ทำใจไว้อย่างหนึ่ง การเริ่มต้นอาจต้องเจ็บตัวหน่อย แต่ก็ดีกว่าสู้เพื่อคนอื่น
แหะๆ วิจารณ์ได้นะครับ
ขอบคุณน้องมากนะคะ