ผมสงสัยมานาน ว่าประเทศ/สังคม/บุคคล จะมั่งคั่งขึ้นโดยไม่ต้องมีเพิ่มขึ้น ได้ไหม   มาพบคำว่า prosperity without growth ในนิตยสาร นิวสวีค ฉบับวันที่ ๒๙ มี.ค. – ๕ เม.ย. ๕๓ จึงได้คิด   ลองค้น อินเทอร์เน็ตด้วยคำนี้   ได้ผลออกมามากมาย เช่นรายงานนี้  โดยมีคนเข้าไปแสดงความเห็นพ้องและเห็นต่างที่นี่   และบทความใน นิวสวีค ก็เสนอว่าความคิดนี้เป็นความเพ้อฝัน หรือการดำเนินนโยบายประเทศแบบไม่เพิ่ม GDP จะก่อผลไปในทางตรงกันข้ามการสร้างความมั่งคั่ง   เพราะจะทำให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรที่มีจำกัด 

          ผมมองว่า เรื่องนี้มองได้หลายระดับ หรือหลายมิติ   โดยต้องมองแบบ Balanced Score Card คือมองความพอดีหรือความสมดุลของปัจจัยหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง   โดยเป็นที่ยอมรับกันว่า ความสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้น มีมากอย่างไม่คาดคิด   ดังนั้น ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคตจะช่วยให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดบางเรื่องไปได้   เช่นด้านพลังงาน

          เมื่อไรเราก้าวข้ามแหล่งพลังงานฟอสซิลไปได้ ไปสู่พลังงานสะอาด   การขยายตัวทางเศรษฐกิจก็เกิดได้   แต่ก็ต้องระมัดระวังข้อจำกัดด้านอื่นๆ ต่อมนุษย์   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านจิตใจ   ที่การขับเคลื่อนอารยธรรมด้วยความโลภที่รุนแรงเกินพอดี จะไปเปลี่ยนสมองมนุษย์ให้เต็มไปด้วยความก้าวร้าว ละโมบ และหลงตัว   หายนะของมนุษยชาติก็จะมาจากการทำลายล้างด้วยปัจจัยภายในของมนุษย์เอง   ไม่ใช่จากภาวะโลกร้อนอย่างที่กลัวกันในเวลานี้ 

          เรายังไม่ต้องสรุปในเวลานี้ ว่าแนวทางไหนเหมาะสมกว่า   แต่ควรสดับตรับฟัง ติดตามแนวคิดใหม่ๆ เพื่อหาทางปกป้องโลก จากหายนะที่มนุษย์ก่อขึ้น จากความฉลาดของมนุษย์เอง   แต่เรายังเกรงว่า ยังเป็นความฉลาดที่ครอบงำด้วยมิจฉาทิฐิ   คือความโลภ โกรธ หลง

          แต่ถ้าให้คิดเพื่อตัวเองคนเดียว   ผมยึดทางสายกลาง หรือเศรษฐกิจพอเพียง   ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ

 

วิจารณ์ พานิช
๒๕ มี.ค. ๕๓