๒๕ เมษายน ๒๕๕๓

 

ตื่นมาอีกทีประมาณตีสามครึ่ง ก้าวลงจากเตียงนั่งลงที่พื้นลงนั่งภาวนา อืมปกติหนูก็ทำไม่ค่อยสม่ำเสมอ แต่ใจที่ระลึกขอบพระคุณในความเมตตาของครูและแม่ของท่านทำให้หนูต้องเร่งเพียรตอบแทนพระคุณท่าน ประมาณตีสี่ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา มาเดินจงกรมจนประมาณตีห้าครึ่ง ครูและแม่ของครูไปออกกำลังกาย เห็นใจตนเองที่รอ ฉันรอ ฉันเฝ้ารอ แต่ก็ไม่ได้กังวล ครูเมตตาให้ยืมถุงเท้ารองเท้า รู้สึกถึงความไม่เตรียมพร้อมในตนเอง แต่ก็ไม่ได้ตำหนิ เพราะเข้าใจธรรมชาติของตนเอง ไม่เคยเปะ ขณะอยู่ในรถใจหนูเป็นตื่น ๆ ฉันคือความตื่น ฉันคือความทำอะไรไม่ถูก ฉันคือความงง ฉันคือความสงสัย......... ตามความรู้สึกไปเรื่อย ๆ แล้วก็แว๊บในตนเองว่า เออเป็นธรรมชาติของตนเองที่ มันจะตื่น ๆ เวลาอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ จนคุณแม่ของครูถามแต่หนูไม่ได้ยินเพราะมัวแต่ดูสิ่งที่ปรากฏ จนครูเมตตาถามซ้ำและเตือนสติ เราไปที่สวนพญาแถน เดินรอบสวนหนึ่งรอบ แล้วแม่ของครูท่านก็ไปยืดเส้นยืดสาย ครูจึงแนะว่าจะวิ่งต่อหรือจะอะไรก็ได้ หนูก้มดูนาฬิกามีเวลาสิบห้านาทีก่อนหกโมงเช้า จึงตัดสินใจออกวิ่ง ถ้าเหงื่อออกจะรู้สึกสดชื่น วิ่งได้ประมาณสองรอบมองเห็นครูและแม่ของท่านอยู่ข้างรถ มีเสียงข้างในบอกว่า “อย่าให้ผู้ใหญ่รอ” จึงวิ่งไปหาท่าน ครูพาคุณแม่ท่านไปส่งที่ตลาด แล้วก็แวะเอาของไปไว้บ้านในเมืองที่กำลังซ่อมแซม แล้วครูก็เมตตาถามหนูว่า “เสร็จธุระแล้วจะไปวิ่งอีกไหม” หนูรู้สึกซาบซึ้งในความเข้าใจของครู แต่หนูเลือกที่จะเข้าบ้านครูจึงพาไปบ้านหลังนอกเมืองที่เรานอนค้างกันเมื่อคืน

การได้เห็นครูปฏิบัติต่อแม่อย่างตั้งใจ ครูเล่าว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ดี และฝึกความอดทน หนูรู้สึกได้ถึงความตั้งใจของครูที่ปฏิบัติต่อแม่

 

พอมาถึงบ้าน ได้นั่งคุยกับครูที่ชิงช้าหน้าบ้าน ถึงการภาวนาและว่าถ้าหากเพียงแค่อยู่ในวัดอย่างเดียวมันจะหลง ต้องมาเจอโจทย์แล้วจะได้รู้ว่า ภาวนาดีแค่ไหน ต้องอยู่ในชีวิตประจำวัน ทำให้หนูระลึกถึงหลวงพี่ ขึ้นมาว่า “มิน่าหล่ะ หลวงปู่ที่ถึงพูดว่า หนูภาวนาดีกว่าหลวงพี่” อาจเพราะหนูเจอโจทย์เยอะ แพ้บ้าง ชนะบ้าง ล้มบ้าง หนีบ้าง เผชิญบ้าง แต่สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ผ่านไป จากเดิมที่ผ่านไปแบบเต็มไปด้วยร่องรอย และซากปะหลักหักพังในใจ แต่ ณ ขณะนี้ต่างไป มันเงียบเร็ว ผ่านแล้วก็ผ่านไปไม่ค้าง ถ้ายังเหลือค้างก็น้อย แล้วสามารถดำรงอยู่กับผู้คนได้ดีขึ้น สัมผัสได้ถึงความดีของแต่ละคนได้อย่างจริงใจ ไม่ใช่สร้างภาพเหมือนเมื่อก่อน ฟังเป็นมากยิ่งขึ้น แล้วครูก็แวะขึ้นไปบนบ้าน ท่านเมตตาให้หนูช่วยรถน้ำต้นไม้ หนูจึงลากสายยางมารถไปเรื่อย ๆ จนทั่วบ้าน รู้สึกดีที่ได้มีโอกาสแทนคุณบ้าง มองไปที่ศาลาหน้าบ้าน เห็นมีฝุ่นจับเพราะข้างนอกทำถนน หนูว่าง ๆ จึงตัดสินใจจับไม้ถูพื้น ถูไปเรื่อย ๆ แต่รู้ไหมค่ะ ฝุ่นบนกระเบื้องโดนถูทั้ง ๆ ที่ไม่ได้กวาด ดินหนาเตอะเกาะลายไปทั่ว หนูยืนมองพิจารณา ลองใหม่ พอแห้งแล้วเอาไม้กวาดมากวาด อืม ไม่ได้ผล ยังลายอยู่ จึงเดินขึ้นบ้านไปเอาแชมพูสระผมเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนจากไม้ถูเป็นผ้าผืนเล็ก ๆ ถูกไปเรื่อย ๆ สลับกับซักผ้าถูก ณ ขณะที่ถู ได้ดูใจตนเองไปเรื่อย ๆ หาวิธีที่เหมาะ สุดท้ายยืนมองผลงาน การถูพื้นช่วยหนุนการภาวนาได้ดี พอเดินมาหน้าบ้านครูบอกว่า “ให้ไปอาบน้ำจะเข้าไปบ้านอีกหลังหนึ่ง”

          หนูเข้าไปอาบน้ำเก็บของสำรวจความเรียบร้อยแล้วก็ออกมา หาครูท่านพาหนูไปทานเข้าที่บ้านอีกหลังที่กำลังซ่อมอยู่ คุณแม่ของครูเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว วันนี้ได้ทานปลานึ่งด้วยความเมตตาของครูและคุณแม่ของท่าน ใจหนูยังเป็นเขิน ๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูก ฉันคือความเขิน ฉันคือความทำอะไรไม่ถูก แต่ก็มีความรู้สึกคุ้นเคยแทรกขึ้นมาให้เห็น เหมือนเป็นอะไรที่ทำเป็นประจำ ทานเสร็จครูพาหนูไปแวะซื้อของถวายพระ อืมครูพาหนูไปช่วยหิ้วของมากกว่าเพราะหนูเพียงช่วยหิ้วเท่านั้นเอง ครูเป็นคนเลือกและจ่ายตังค์ ก่อนเข้าไปข้างในครูเล่าว่า

          “ผู้หญิงบรรลุธรรมง่ายกว่าผู้ชายเพราะว่า ผู้หญิงเผชิญทุกขเวทนาจากการเป็นประจำเดือน จากการอุ้มท้อง จากการคลอด แต่พอคลอดแล้วเธอก็จะได้เผชิญปีติอย่างใหญ่ ผู้หญิงเป็นเพศที่ธรรมชาติส่งมาให้เรียนรู้ความอดทน” ขณะฟังใจรู้สึกสั่นสะเทือนจนน้ำตาไหล หนูดูไม่ทัน รู้สึกสงสัย แอบเช็ดน้ำตา ขณะเดินเข้าไปหิ้วของให้ครูก็ครุ่นคิอตลอดอย่างสงสัย หนูจึงเป็นเอ๋อ ๆ พอซื้อของเสร็จครูถามว่าเป็นอะไรทำไมเป็นเอ๋อ ๆ หนูค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วสารภาพว่า “มันยังสงสัยในสิ่งที่ครูพูดอยู่ค่ะ” ครูสอนว่า “ก็อย่าต้านซิ เพราะเราต่อต้าน แล้วยิ่งถ้าไปเล่าเรื่องนี้ให้คนที่อยู่ในวัดฟังเขายิ่งจะรับไม่ได้ เพราะต่างจากความคิดความเชื่อเดิมของเขา” ระหว่างเส้นทางหนูนั่งดูใจตนเองไปเรื่อย ๆ ว่าตอนนี้ฉันคืออะไร การภาวนาแบบนี้ใจเบาขึ้นยิ้มได้ หัวเราะได้อย่างเบิกบาน แค่ดู ครูพาไปกราบคุณยายชี ได้รับฟังธรรมะที่เป็นธรรมชาติ แล้วครูก็พามากราบพระอาจารย์ แม่ความรู้สึกภายในหนูจะรู้สึกถึงความคุ้นเคยและเคารพท่านมาก ๆ แต่ใจหนูก็รู้สึกตื่นเป็นอาการไม่รู้จะคุยอะไร ไม่มีเรื่องราวจะเล่า ไม่มีเรื่องราวจะคุย หนูเรียนถามท่านว่า “ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าค่ะ” “ก็ดี ก็สุขบ้าง ทุกข์บ้างเป็นธรรมดา แต่ช่วงนี้อาจจะทุกข์มากหน่อย” สักพักครูก็พากลับ แต่ก่อนกลับพระอาจารย์แนะว่าให้ไปกราบพระที่โบสถ์ก่อน เราทั้งคู่จึงแวะไปสักการะแล้วค่อยขับรถออกมา

          กลับจากวัดครูขับรถไปรับ ลูกศิษย์ของครูอีกคนหนึ่ง และมีลูกสาวของพี่เขาตามมาทาน อีกสองคน เป็นครั้งแรกที่หนูได้เจอพี่เขา ท่านเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างนิ่ง ขณะที่ลูก ๆ ของท่าน แสดงความสดใสตามวัยของเด็กที่ค่อนข้างแตกต่าง คนเล็กคุยเก่งช่างจ้อ เรียกร้องความสนใจ คนพี่อีกคนพูดน้อย แต่ชอบทานหมี่หยก บรรยากาศในโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยเสียงคุยของน้องคนเล็ก แล้วหนูก็ได้โอกาสเรียนรู้การฟัง เพราะก็ไม่รู้สึกว่าจะพูดอะไร ทานเสร็จเราก็ไปร้านหนังสือ ครูซื้อหนังสือให้น้อง ๆ ตามที่แต่ละคนเลือกมา ซึ่งหนังสือที่น้องๆเลือกเป็นแนวพัฒนาตนเอง หนูรู้สึกชื่นชมวิธีการสอนลูกของพี่เขาและความน่ารักสดใสของแต่ละคน พอเราแยกกันครูแวะไปส่งพี่และเด็กที่บ้าน ครูแวะพาหนูไปกราบลาคุณแม่ของท่าน แล้วพาหนูไปเอารถแล้วก็บอกเส้นทางการขับกลับ

          ระว่างทางออกจากยโสธรแม้จะแปลกใหม่แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาหนูภาวนาไปกับการขับรถ แต่พอขับถึงร้อยเอ็ดหนูเกิดความรู้สึกไม่แน่ใจ เพราะเส้นทางที่จะไปขอนแก่นไปได้หลายทาง ความไม่แน่ใจ ทำให้เกิดความลังเล ทั้ง ๆ ที่ไปถึงขอนแก่นทั้งสองทาง แต่ใจหนูบลังเล เลี้ยวผิดเลี้ยวถูก จึงตัดสินใจจอดแวะปั้มเพื่อสอบถาม แต่ละคนที่ให้ข้อมูลก็ไม่ค่อยตรงกัน แต่สุดท้ายหนูเลือกเส้นทางที่คนอื่นบอกแล้วหนูเข้าใจตรง ใจระลึกว่าเหมือนการเดินในเส้นทางภาวนา การไปถึง ณ จุดนั้นมีหลายทาง แต่เมื่อใดที่เราไม่ยึดมั่น เราก็จะสะเปะ สะปะ งง ไป เรื่อย เสียเวลา แต่ถ้าเลือกแล้วเดินทางอย่างตรงแน่ว ก็จะถึงอย่างมั่นใจ หนูขับรถไปเรื่อย ๆ พอถึงแยกท่าบ่อ ครูโทรมาถามหนูดูนาฬิกา ถ้าหนูไม่หลงทาง สองชั่วโมงหนูควรจะถึงขอนแก่นแล้ว แต่ความลังเลทำให้ล่าช้า แต่ก็ได้เรียนรู้การให้อภัยตนเอง การเดินไปข้างหน้า ความอดทน ความตั้งใจ พอถึงขอนแก่นแล้วจึงโทรหาครู แต่ท่านไม่รับสายหนูคิดว่าท่านคงไปว่ายน้ำ จึงส่ง SMS ไปแทน พอครูโทรกลับมาท่านบอกว่าที่หนูหลงท่านเพราะว่า “ไม่มีความช่างสังเกต ต้องฝึก”  ครูแนะว่าให้ถอดบทเรียนสองวันนี้ได้อะไร หนูรับปากแล้วก็จัดของอาบน้ำทำโน่นทำนี้กว่าจะได้ลงนั่งเขียนงานก็ดึกกว่าจะเขียนเสร็จก็เกือบสี่ทุ่ม น่าระอากับตนเอง แต่ก็ผ่านไปแล้ว ต้องเรียนรู้กันไป

 

ศีล

ข้อ ๑ หนูไม่ฆ่าสัตว์พยายามเบียดเบียนผู้อื่นให้น้อยลง เหมือนตอนที่นั่งฟังคุณยายชีมดขึ้นมาไต่ เลือกที่จะหยิบมันออกมาแล้ววางลง แล้วเขาก็เดินต่อไป

ข้อ ๒ พยายามไม่ขโมยของใคร หยิบจัดอะไรพยายามระลึกว่าเจ้าของเขาอนุญาตรึยัง

ข้อ ๓ การจดจ่อกับงานหรือ สิ่งที่ทำ ทำให้มีสมาธิไม่ค่อยฟุ้งไปในกาม

ข้อ ๔ หนูพยายามมีสติกับการพูดจา รู้สึกได้ว่า ตนเองพูดน้อยลง ฟังมากขึ้น ความตั้งใจโกหกนั้นไม่มี

ข้อ ๕ ไม่ดื่มเหล้า สติยังมีหลุดบ้าง แต่ก็เรียนรู้และเห็นว่าตนเองมีสติถี่ขึ้นค่ะ