คำสอนของพ่อแม่ในวัยเยาว์ของเรา เมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่เราก็จะเข้าใจความหมายมากขึ้น

          ดิฉันมีเชื้อสายเป็นคนจีน  มีก๋งที่มาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน   พ่อเล่าว่าก๋งอพยพมาเมืองไทยพร้อมพี่น้องหลายคน  เพราะเป็นครอบครัวที่มีฐานะ  กลัวการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิตส์  ญาติพี่น้องของก๋งอพยพมาอยู่ที่กรุงเทพฯ  ตัวก๋งมาอยู่ภาคใต้  มาอยู่กับย่าซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-จีน   พ่อเป็นลูกชายคนที่ 5 ในทั้งหมด 8  คน  ของครอบครัวก๋ง  พ่อมาอยู่กินกับแม่ซึ่งเป็นคนไทยแท้  มีลูก  5  คน  แต่ด้วยความที่พ่อเป็นคนจีน  พ่อพยายามสอนให้เราพูดภาษาจีนในสมัยเด็ก ๆ เช่น คำทักทาย  ชวนกินข้าว  แม้กระทั่งคำด่าซึ่งพ่อไม่ได้สอนเรา  แต่เราทุกคนจำได้แม่นกว่าคำที่พ่อสอนเราเสียอีก  เมื่อพ่อโกรธพ่อจะด่าเราเป็นภาษาจีน   พวกเราไม่รู้ความหมาย  เราก็ใช้คำด่าที่พ่อว่าเรานั่นเเหละว่าพ่อกลับ  ว่าพ่อเสร็จแล้ว  เราก็วิ่งหายไปเป็นวันๆ  เพราะพ่อโกรธ....ในสมัยเด็กพ่อมีวิธีสอนลูกที่ไม่เหมือนใครๆ ในละแวกบ้าน   พ่อสอนเราดังนี้ค่ะ

  • ในเวลาตี 5 (หัวรุ่ง) ทุกวันพ่อจะปลุกลูกทุกคนให้ลุกขึ้น  ล้างหน้า ทาแป้ง แปรงฟัน  อุจจาระ  ใส่เสื้อหนาว (เป็นเสื้อแบบจีนที่ไม่มีกระดุม ป้ายข้าง  ผูกเชือก)  ในสมัยนั้นครอบครัวเราอยู่ในชนบทเป็นป่าหนาทึบ  อากาศหนาวมากๆ    พวกเราต้องทนหนาวนั่งรอให้ฟ้าสว่าง   พวกเราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตื่นตี 5  หลังจากนั้นพ่อก็เห็นพวกเราอ้อยอิ่งกว่าจะทำธุระเสร็จ  พ่อก็เรียกประชุมลูกๆ พ่อถามว่าตอนเช้าต้องล้างหน้า  แปรงฟันและอุจจาระ  ให้เสร็จภายใน 5  นาที  จะต้องทำอย่างไร  ให้ลูกๆ แต่ละคนเล่าวิธีการ   ดิฉันตอบอย่างนี้ค่ะ ดื่มน้ำก่อนเพราะขี้(อุจจาระ) ไม่ออก  แปรงฟัน+ล้างหน้าพร้อมกัน  1  นาที หลังจากนั้นปวดท้องขี้พอดี...(ฮา..ฮา  มีแววฉลาด)
  • เมื่อพวกเราโตขึ้นก่อนเข้าเรียนชั้นฝากแขวนหัวโต๊ะ (ก่อน ป.1) พ่อก็ให้ลูกทุกคนช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่ลูกทุกคนจะช่วยได้  เช่น  ล้างจาน  ตักน้ำ  หุงข้าว  กวาดบ้าน  และพ่อให้ลูกทุกคนรายงานผลตอนเย็นเมื่อพ่อกลับจากทำงาน  น้องๆ ก็รายงานผลปากเปล่า  ดิฉันและพี่สาวพอเขียนได้บ้างเพราะพ่อให้ญาติมาสอนหนังสือให้ก่อนไปโรงเรียน  พ่อก็ให้เขียนว่าทำอะไรบ้าง   ดิฉันเขียนดังนี้

        กวาดบ้าน  ล้างจาน  ล้างช้อน  ตักน้ำ     กวาดบ้าน  ล้างจาน  ล้างช้อน  ตักน้ำ 

       เขียนเต็มกระดานชนวนเลยค่ะ(ใช้แทนสมุดในสมัยนั้น) พ่อก็เรียกมาถามว่าทำไมเขียนเต็มหน้ากระดานละ   ดิฉันก็บอกว่าที่จริงทำมากกว่านี้  แต่เขียนไม่ได้  ที่เขียนล้างจานหลายครั้งก็เพราะจานหลายใบ  ถ้าพ่อนับดูได้กี่ครั้งก็คือจำนวนใบที่ล้าง  ช้อนก็เหมือนกัน...พ่อจะได้เข้าใจว่าลูกทำงานมากแค่ไหน(...แฮ.แฮ...เริ่มจะฉลาดแกมโกง)

  •  ตอนดิฉันเรียนวิทยาลัยครูก่อนจบ   พ่อก็ถามดิฉันว่าพ่อมาธุระในเมือง  เพื่อนบ้านฝากซื้อมีดโกน   พ่อต้องขับรถไปซื้อให้อีกแห่งหนึ่ง  พ่อควรบวกราคาค่ารถในราคาสินค้าไหม...ดิฉันไม่ตอบคำถาม (รู้อยู่แล้วว่าพ่อจะถามจริยธรรมดิฉัน)  แต่ย้อนถามพ่อว่าพ่อเปิดร้านค้าไหมละ  ถ้าพ่อมีร้านค้าพ่อก็ควรบวกราคาเพิ่มขึ้นจากราคาในเมืองเพราะเป็นกิจการของพ่อ แต่ราคาไม่ควรจะเกินราคาท้องตลาดในถิ่นบ้านพ่อ  ถ้าเขาฝากเงินสดให้พ่อซื้อให้พ่อก็ไม่ควรบวกราคาเขาเพราะพ่อไม่ต้องลงทุนอะไร   แค่น้ำมันรถนิดหน่อยถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกันไว้เป็นไมตรีในการคบหากันในวันข้างหน้า...พ่อยิ้มกว้างขวางเลย...(พ่อไม่รู้ว่าลูกพ่อถูกติดอาวุธทางปัญญาจากการศึกษาแล้ว..อิ...อิ)

      ตอนนี้พ่อเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว  ลูกๆ ทุกคนยังจำบทเรียนที่พ่อสอนได้ คิดถึงพ่อทุกวัน  เพราะสิ่งที่พ่อสอน พวกเราเข้าใจพ่อเมื่อเราเติบโตขึ้น  เป็นผู้ใหญ่ขึ้น   รู้ว่าพ่อสอนเราเรื่องอะไร  ซึ่งดิฉันเพิ่งเข้าใจอย่างซาบซึ้งเมื่อไม่กี่สิบปีมานี่เอง   ว่าพ่อสอนเราเรื่อง ......

      1. การบริหารเวลา   ตอนนี้ลูกพ่อทุกคนทำงานเร็วเหมือนลิง  คิดเร็ว  ทำงานเร็ว สั่งการเร็ว  คิดวางแผนล่วงหน้า  ขณะที่คนอื่นคิดแค่ปีนี้    ดิฉันคิดล่วงหน้าไปหลายปี

      2. ความรับผิดชอบ   ลูกพ่อทุกคนได้รับการยอมรับจากสังคมในเรื่องความรับผิดชอบ

      3. การบันทึก/ การเขียน  ลูกพ่อทุกคนจะมีทักษะในการเขียนมาก โดยเฉพาะการทำบัญชีการเงิน (..อิ..อิ. หัวเสธทุกคน)

      4. คุณธรรม   ข้อนี้พ่อสอนดิฉันส่วนตัว  ดิฉันรับมาเต็มๆ ค่ะ

      เผยแพร่บันทึกนี้เพื่อบูชาความดีของพ่อค่ะ...สวัสดีค่ะ