๒๕ เมษายน ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะครู
หลังจากกลับจากบ้านครู แล้วครูให้หนูถอดบทเรียนในตนเองว่า “สองวันนี้ได้อะไร” หนูลองย้อนทบทวน ณ ตอนที่ตัดสินใจไปหาครู ตอนนั้นหนูพึ่งจัดของเข้าที่เข้าทางบ้าง แม้จะไม่เรียบร้อยสมบูรณ์ พอครูโทรถามว่า “มาเที่ยวยโสธรไหม” ทำให้หนูรู้ว่า “อ้อ ครูอยู่ยโสธร” อย่างที่บอก หากมีโอกาสได้รับใช้ครูหนูยินดีเสมอ ท่านมีเรื่องวานให้ทำเล็กน้อย ซึ่งหนูดีใจที่มีโอกาสได้รับใช้ท่าน การเดินทางไปหนูต้องเลือกว่าจะขึ้นรถโดยสารหรือไม่ก็ ขับรถกะบะญาติไป (ซึ่งทะเบียนขาดต่อ ณ วันที่ ๑๙ เมษายน พวงมาลัยไม่เพาเวอร์) เงินในกระเป๋าหนูเองไม่มากนักแต่ก็พอให้ใช้สอยได้ แต่วันจันทร์ต้องขับรถเข้า กทม. ไปคืนญาติ ตอนแรกหนูจึงเลือกที่จะนั่งรถโดยสาร แต่พอไปดูรถป.๑ แล้วหนูไม่ทันรอบบ่ายโมง ต้องเป็นรอบบ่ายสามโมงเย็น ไม่งั้นต้องนั่ง ป.๒ หนูครุ่นคิดขณะเลือกซื้อของตามที่ครูฝากซื้อ ได้ข้อมูลว่าขับเองประมาณ ๒ ชั่วโมง จึงตัดสินใจขับเอง เพราะยังไม่ได้ทานอะไรเลยทั้งวันหนูจึงทานสังขยาและขนมใส่ไส้อีกสองสามชิ้นแล้วก็ตัดสินใจขับไปเองโดยสอบถามทางจากครูคร่าว ๆ ระหว่างขับรถหนูได้เทคนิคการภาวนาจากครูที่รู้สึกว่าได้ผลเร็วคือว่า
“อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นที่ใจให้ใส่คำว่า ฉันคือ............ เช่น ความโกรธเกิดขึ้น ฉันคือความโกรธ ความโกรธก็จะเปลี่ยนไป เป็นความงง ฉันคือความงง แล้วความสว่างก็เกิดขึ้น ฉันคือความสว่าง”
ครูบอกสั้น ๆ ว่า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่ใจ “ดั่งกันและกัน”
อันที่จริงหนูไม่ค่อยเข้าใจหรอกค่ะ ครูท่านอธิบายอยู่นาน แต่พอลงมือทำค่อยรู้สึกเข้าใจและทึ่งว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเปลี่ยนแปลงเร็ว
ครูสองหนูตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน หนูก็พยายามทำมาเรื่อย ๆ
ระหว่างขัยรถไปหาครูก็ภาวนาไปด้วยเช่นแซงได้แล้วก็รู้สึกสะใจ “ฉันคือความสะใจ” เห็นต่อกันยาว ๆ ใจรู้สึกกังวล “ฉันคือความกังวล” หนูรู้สึกว่าหนูขับรถได้อึดมากขึ้น แต่มีจังหวะหนึ่งที่พลาดแล้วรถเหมือนจะชนแต่หัวหลบได้ทัน ใจหนูสั่น ฉันคือความสั่น ฉันคือความอ่อนล้า ฉันคือความกังวล ฉันคือความกลัว ฉันคือความสงสัย ฉันคือความเบา แต่ก็ยังมีความเครียดหนัก ๆ ปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้นรถค่อนข้างเยอะความกังวลเกิดขึ้นใจหนูเป็นหนัก ๆ เครียด (ซึ่งเป็นปกติของการขับรถของหนู) แล้วครูโทรมาถามว่าถึงไหนแล้วด้วยความเมตตาและห่วงใย หนูตอบท่านด้วยเสียงเครียด ๆ ครูท่านจึงทักและเตือนสติ ทำให้หนูรู้สึกตัวขึ้นมา จึงมาภาวนาต่อตามความรู้สึกไปเรื่อย ๆ ใจค่อย ๆ คลาย พอถึงบิ๊กซียโสธรจึงโทรหาครูทราบว่าท่านอยู่ในนั้นจึงนัดหมายกันที่ปั๊ม หนูจึงได้โอกาสพักเข้าห้องน้ำล้างหน้า รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ครูพาเอารถไปจอดที่บ้านหลังใหม่ท่าน แล้วก็พามาสวัสดีแม่ของครู สักพักครูไปไหว้น้ำ แต่หนูรออยู่ริมสระและได้งีบหลับไปพักหนึ่งรู้สึกดีขึ้น เสร็จแล้วครูก็แวะส่งหนูที่ร้านอาหารเพื่อซื้อข้าว และท่านแวะไปรับแม่ท่าน หนูรออาหารอยู่นานพอดู จนกระทั่งครูแวะมารับก็ยังไม่เสร็จ แต่ก๋รู้สึกได้ว่า แม่ของครูและครูเข้าใจธรรมชาติของร้านนี้ดีจึงไม่มีความกังวล พอขึ้นรถใจหนูเป็นตื่น ๆ แข็ง ๆ ดิ้นรถหนูจึงภาวนาว่า ฉันคือความตื่น ฉันคือความดิ้นรน ฉันคือความเข้าใจ ฉันคือความผ่อนคลาย ซึ่งเป็นการตามรู้ความรู้สึกไปเรื่อย ๆ เห็นมันเปลี่ยนเร็วมาก ๆ แต่ก็วนมาที่ความตื่นและความกังวลบ่อย ๆ แล้วก็ค่อย ๆ เปลี่ยน วนซ้ำ ๆ พอถึงบ้านครู คุณแม่ของครูดูแลอย่างดี หนูนั่งทานข้าวเย็นที่สวนหน้าบ้าน มีครูและแม่ของครูนั่งเป็นเพื่อน แมงเม่าบินว่อนเป็นบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติมาก ทานเสร็จ เราทั้งสามคนขึ้นไปบนบ้าน สักพักหนูขอตัวไปอาบน้ำแล้วออกมานั่งคุยสักพักรู้สึกง่วงจึงขอตัวเข้าไปนอน ด้วยความเมตตาของครูและแม่ของครู ท่านให้หนูนอนที่ห้องของคุณแม่ของครู หนูรู้สึกซาบซึ้งใจในความเมตตา พอเข้านอนหนูก็หลับสนิท ตลอดทั้งวัน ครูดูแลแม่เป็นอย่างดีด้วยความอดทน ทำให้หนูมีเสียงบอกในตนเองว่า “เห็นไหมครูท่านทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง” เห็นใจตนเองที่เปลี่ยนแปลงทั้งวัน แต่รู้สึกแปลกในตนเองคือ อะไร ๆ มันดูผ่านไปแบบเงียบ ๆ ในคำว่าเงียบเงียบมันเป็นแบบจบแล้วจบเลย ผ่านแล้วผ่านเลยหน่ะค่ะครู ทำไมหนูถึงรู้สึกแบบนี้ เพราะเทียบได้กับใจตนเองเมื่อก่อน อะไรที่ผ่านไปก็จะคอยแต่เก็บมาคิด แต่ตอนนี้มันต่างไป ต่างมาก ๆ จนหนูตองมีคำว่า “ฉันคือความสงสัย” ไว้คู่กับใจ
ค่ำคืนแห่งความอบอุ่นและการเรียนรู้และก้าวผ่านความกลัวในใจ อ้อหนูลืมเล่าไปว่า กว่าที่จะตัดสินใจขับรถไป หนูก้าวข้ามความกลัวหลายอย่าคือ กลัวไม่มีตังค์ใช้ กลัวขับรถที่ไม่คุ้นมือ กลัวขับรถในทางที่ไม่ชิน ด้วยแรงใจที่เทิดครูไว้ในใจทำให้หนูก้าวข้าม ความคิดปรุงแต่งเหล่านี้ได้ เป็นความงดงามที่บางทีก็ยากที่จะเขียนบรรยาย เหมือนมีการเรียนรู้ในตนเองแต่หนูเขียนออกมาไม่เป็น แต่ก็จะพยายามค่ะครู
ศีล
ข้อ ๑ หนูไม่ได้ฆ่าสัตว์ อืม แต่แมงเม่าก็ตกลงมาตายในถ้วยข้าวหลายตัว แต่ก็คิดว่าเป็นธรรมชาติของมัน เพราะเราหาได้จงใจทำร้ายเขาไม่ แต่ก็ขออุทิศบุญให้เขาหล่านั้น
ข้อ ๒ หนูไม่ได้ขโมยของใคร แต่ได้รับความเมตตาจากครูและคุณแม่ของครูจนรู้สึกซาบซึ้งใจ
ข้อ ๓ หนูไม่ได้แย่งคนรักของใคร การเดินทางทำให้จิตหนูจดจ่อไม่ว่อกแว่ก
ข้อ ๔ หนูพยายามทำให้ดีที่สุด หนูคุยเรื่อยเปื่อยน้อยลงแต่ทำมากขึ้น
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า สติถี่ขึ้นตั้งแต่มีคำว่า “ฉันคือ..............” แต่ก็ยังมีแผลอบ้างคือ “ฉันคือความเผลอ”
กราบขอบพระคุณครูค่ะ
ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๓
ในวันที่ขับรถไปยโสธรเพื่อไปหาครู
ตื่นมาอีกทีประมาณตีสาม