มองเสื้อแดงอย่างแยกแยะและหาโอกาสสร้างสรรค์สังคม


          ผมพยายามฝึกตัวเองให้เห็นความงาม และความแตกต่างหลากหลายในสรรพสิ่ง    ต่อไปนี้เป็นการบ้านที่ผมทำส่งให้แก่ตัวเองโดยใช้ปรากฏการณ์เสื้อแดงเป็นโจทย์

          ผมมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม   มาด้วยเป้าหมายหลักที่แตกต่างกัน   โดยทุกกลุ่มมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้นเจือปนอยู่มากบ้างน้อยบ้าง   แต่เป้าหมายหลักน่าจะแยกแยะได้ดังนี้

    ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศจากระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข   ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ


    ต้องการรับใช้ “นายใหญ่” ผู้ว่าจ้างให้จุดชนวนสร้างความไม่สงบ   เพื่อกลับมามีอำนาจทางการเมืองอีก


    ต้องการแสดงศักยภาพของตน ในการทำงานเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง


    ต้องการให้บ้านเมืองมีความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม


    ต้องการแสดงความไม่พอใจในความอยุติธรรมที่ตนได้รับในอดีต


    ได้สนุกและได้เงินใช้ด้วย


โดยผู้มาร่วมชุมนุมแต่ละคนจะมีหลายเป้าหมายปนๆ กันไป

          ผมสนใจเป้าหมาย “ต้องการแสดงศักยภาพของตน ในการทำงานเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง”   คือสนใจเรื่องการใช้ศักยภาพของคนในการทำงานเพื่อบ้านเมือง    เพราะลูกชายเขาไปเยี่ยมผู้มาชุมนุมบ่อยๆ และเล่าว่าแววตาของผู้มาชุมนุมมีประกายแสดงความกระตือรือร้นในการมาแสดงออกด้วยการชุมนุม   ประกายตานี่แหละที่ผมสนใจ   เพราะมันสะท้อนใจ

          เมื่อประมาณปี ๒๕๒๐ ผมทำหน้าที่รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    มีความอึดอัดขัดข้องใจมาตลอด ว่ากลุ่มลูกจ้างประจำซึ่งเป็นคนท้องถิ่น ทำงานแบบคนไร้วิญญาณ   หากไม่ได้รับคำสั่งจะไม่ทำ   หรือแม้สั่งแล้วก็ยังทำแบบเสียไม่ได้   เป็นการทำงานแบบไม่มีชีวิตชีวา

          มาฉุกคิดเอาตอนไปทอดกฐินที่วัดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง   คนกลุ่มลูกจ้างประจำเหล่านี้กลายเป็น “เจ้าของงาน”   เขาจัดการกันเองอย่างมีชีวิตชีวา หน้าตาเบิกบาน แววตาเปลี่ยนไป   จากการเป็นผู้คอยรับคำสั่ง เป็นแววตาแห่งความมั่นใจภาคภูมิใจตนเอง   หากอธิบายด้วยภาษาด้านการจัดการในสมัยนี้ ก็ต้องใช้คำว่าเขามี ownership  มี engagement ต่องานทอดกฐินเต็มที่

          แววตาเหล่านั้นประทับใจผมมาตลอดจนเมื่อผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์   ผมก็ภูมิใจมากที่ได้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเหล่านี้ได้ฉายแววตาแห่งความภูมิใจผลงานที่ตนเองริเริ่มพัฒนา ด้วยเครื่องเมือที่เรียกว่า QCC

          ผมจึงเชื่อตลอดมาว่าคนเรามีศักยภาพมากกว่าที่แสดงออกมาในชีวิตจริงมากมายหลายเท่า อาจจะเป็น ๑๐ เท่า    แต่คนส่วนใหญ่ดึงศักยภาพของตนเองออกมาไม่เป็น   หรือในหลายกรณีบรรยากาศ/วัฒนธรรม/รับบ สังคมมันไม่เอื้อ มันปิดกั้น   ผมเชื่อว่าสังคมที่ลดระดับชั้นทางสังคม   ที่นับถือผู้คนเป็นเสรีชนมากขึ้น   จะเอื้อต่อการเปิดศักยภาพของคนออกมา

          ผมมีความเชื่อว่า หากคนทั้งสังคมมีชีวิตที่แววตาแสดงออกซึ่งความมั่นใจและเคารพตนเอง สังคมของเราจะน่าอยู่ขึ้นมาก   มารับรู้แววตาของผู้มาชุมนุมเสื้อแดง ทำให้ผมหวนระลึกถึงเรื่องศักยภาพคนดังกล่าวแล้ว

          แต่ก็มีเงื่อนไขของการเปิดศักยภาพคนนะครับ   หากสังคมเปิดแบบไม่มีกุศโลบาย   ไม่มีมาตรการเชิงคุณธรรม   ผู้คนอาจใช้เสรีภาพหรือความเป็นเสรีชนในการเอาเปรียบสังคม เอาเปรียบคนอื่น   ยิ่งทำให้สังคมเลวร้ายลงไปก็ได้นะครับ   และนั่นคือสาเหตุที่ผมไม่ยอมรับคุณทักษิณ   และไม่ยอมรับแกนนำคนเสื้อแดงที่หลักฐานแสดงโจ่งแจ้งว่ารับใช้ทักษิณ  โกหกอย่างหน้าด้าน และสื่อมวลชนระบุว่ารับเงินจากทักษิณมาสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง  

 

วิจารณ์ พานิช
๑๙ เม.ย. ๕๓