ก้าวแรก...รั้วมหาวิทยาลัย
เรียน เรียนๆๆ มาตั้งแต่จำความได้รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยออกไปไหน มาไหนคนเดียว ใช้ชีวิตเรียนตอนชั้นประถม จนถึงชั้นมัธยมปลาย เวลาจะออกไปไหนมาไหน ต้องมีพ่อกับแม่คอยรับส่งอยู่ตลอด โรงเรียนมีงานอะไร พ่อจะคอยมาส่งแล้วจะคอยรอรับกลับทุกครั้ง โดยเฉพาะช่วงมัธยมปลาย
โรงเรียนของข้าพเจ้าจะมีการจัดงานบ่อยมาก แต่ละครั้งที่มีการการจัดงานจะมีช่วยกันทำกับเพื่อนๆ ถ้ารู้ว่าวันไหนงานนั้นจะเสร็จช้าเลิกดึก เพื่อนๆก็จะพากันค้างบ้านเพื่อนที่อยู่ใกล้โรงเรียน แล้วเพื่อนก็บอกกับตัวข้าพเจ้าว่าให้ขอพ่อกับแม่ค้างด้วยกัน ไม่ต้องบอกให้พ่อมารับหรอก แต่พอข้าพเจ้าขอพ่อๆก็บอกว่า“ไม่ต้องนอนหรอก เดี๋ยวพ่อจะมารอรับเอง” พ่อกับตัวข้าพเจ้าจะทำแบบนี้เป็นประจำ เวลาเพื่อนๆจะนัดกันไปกินเลี้ยงอะไร หรือบางทีจะไปกินหมูกระทะ ตัวข้าพเจ้าก็ไปเป็นบางครั้งต้องดูว่างานนั้นจำเป็นมากมั๊ย ไม่อยากรบกวนพ่อ
พอพวกเราจบชั้นมัธยมปลายกันหมด ทุกคนต่างก็ต้องเลือกเรียนว่าจะไปเรียนสถาบันไหน มหาวิทยาลัยอะไร ในตอนนั้นส่วนตัวข้าพเจ้าชอบและอยากที่จะเรียนสัตวแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่คะแนนของข้าพเจ้าไม่ถึง ก็เลยได้มาสอบเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ซึ่งข้าพเจ้าเลือกเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร เพราะเป็นวิชาที่ข้าพเจ้าคิดว่าถนัดที่สุด และสนใจในการทำอาหาร อยากรู้วิธีเก็บอาหาร และวิธีทำอาหารที่แปลกๆ ซึ่งในตอนนั้นครอบครัวของข้าพเจ้าก็ยังมารับมาส่งตัวข้าพเจ้าช่วงที่สมัคร จนถึงตอนรายงานตัวด้วย พอได้มาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยข้าพเจ้าคิดว่าทางครอบครัวน่าจะให้ข้าพเจ้าได้มาลองใช้ชีวิตด้วยตัวเองเดินทางมามหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าก็ออกจากบ้านด้วยรถจักรยานยนตร์แล้วนำมาฝากไว้ตรงปากทาง แล้วขึ้นรถประจำทาง ซึ่งเรียกว่ารถแม่แตง และเส้นทางที่รถแม่แตงนี้เดินจะผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่พอดี ข้าพเจ้าก็จะลงตรงประตูพอดีจะใช้เวลาประมาณ 50 นาทีช่วงเดินทางมาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฎ ตอนเย็นพอเลิกเรียนข้าพเจ้าก็ขึ้นรถตรงหน้ามหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าทำแบบนี้เป็นประจำ ไม่ได้รบกวนให้คนในครอบครัวของข้าพเจ้าต้องมาคอยรับส่งอย่างช่วงที่เรียนมัธยมเลย เวลามีงานรับน้องจะเลิกดึกเพียงไร ข้าพเจ้าจะขอพ่อนอนพักอยู่ที่หอเพื่อน พ่อก็ให้มาพัก พ่อคงคิดว่าเราโตแล้วดูแลตัวเองได้
พอขึ้นปี 3 ข้าพเจ้าก็มาอยู่หอพักซึ่งเช่าอยู่กับเพื่อน
ข้าพเจ้าเรียนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ พอถึงเย็นวันศุกร์ข้าพเจ้าก็จะกลับบ้านแล้วจะกลับเข้ามาที่หอพักประมาณเย็นวันอาทิตย์ พอถึงปี4เป็นช่วงที่ข้าพเจ้าต้องฝึกงานข้าพเจ้ากับเพื่อนที่ข้าพเจ้าสนิทหาที่ฝึกงาน ว่าจะฝึกที่ไหนที่สามารถไปได้ ใกล้กับที่พัก ก็เลยได้โรงงานที่จังหวัดลำพูน เป็นโรงงานไม่ใหญ่มากอยู่แถวๆ แยกดอยติ ข้าพเจ้ากับเพื่อนข้าพเจ้า อีก 2 คนได้ฝึกงานที่โรงงานนั้น พวกเราก็เลยไปเช่าบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานซึ่งห่างจกโรงงานประมาณ 5 กิโลเมตร พวกเราพักกันอยู่ 5 คน เพื่อนอีก 3 คนได้ฝึกงานที่โรงงานอีกแห่งซึ่งก็อยู่ใกล้กับโรงงานของข้าพเจ้า พวกเราได้ใช้เวลาฝึกงาน 3 เดือนครึ่ง ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนๆในช่วงฝึกงาน
ข้าพเจ้าได้ประสบการณ์อะไรมากมาย ไม่ใช่แค่ประสบการณ์จากการฝึกงานเพียงอย่างเดียวข้าพเจ้าได้ประสบการณ์จากการใช้ชีวิตร่วมกันกับเพื่อนต้องดูแลกัน ช่วยเหลือกันเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก
พอฝึกงานเสร็จ เหลือเรียนอีกเทอมข้าพเจ้าได้ทำปัญหาพิเศษ ซึ่งทางคณะเกษตรจะเรียกว่าปัญหาพิเศษ ทางคณะอื่นอาจจะเรียกภาคนิพนธ์ หรือวิจัย ปัญหาพิเศษทางคณะเกษตรจะให้ทำเป็นคู่
ข้าพเจ้าก็ได้ทำกับเพื่อนของข้าพเจ้าที่ฝึกงานด้วยกัน และจะมีอาจารย์ประจำปัญหาพิเศษที่จะคอยดูแล คอยชี้แนะ ให้คำปรึกษาเวลาทำปัญหาพิเศษนี้ ข้าพเจ้าและเพื่อนก็คิดว่าจะทำเรื่องอะไร แล้วปัญหาพิเศษที่จะทำต้องไม่มีใครเคยทำ และต้องไม่ซ้ำกับรุ่นพี่ ข้าพเจ้ากับเพื่อนกว่าจะคิดออกต้องคอยปรึกษาอาจารย์ จนอาจารย์ดุตลอด ในที่สุดก็ได้หัวข้อออกมา
คือ ไส้อั่วปลาไขมันต่ำ
ข้าพเจ้ากับเพื่อนต้องลองผิดลองถูก โดยหาสูตรทำไส้อั่วปลากว่าจะได้สูตรที่อร่อย ต้องทดลองทำซ้ำอยู่เรื่อยๆ
พอทำรูปเล่ม ข้าพเจ้ากับเพื่อนๆให้อาจารย์คอยตรวจเช็คและต้องแก้อยู่ตลอด จนได้รูปเล่มออกมาที่สมบูรณ์ พอถึงวันที่ต้องสอบปัญหาพิเศษ พวกเราต้องอธิบายให้ครบทุกขั้นตอน เวลาอาจารย์ถามก็ต้องตอบคำถามที่อาจารย์ถามให้ได้ แต่ข้าพเจ้ากับเพื่อนสอบไม่ผ่านในรอบแรก อาจารย์ให้โอกาสสอบแก้ตัวใหม่ พอได้สอบใหม่พวกเราก็สอบผ่าน พวกเราดีใจมาก เพราะการทำปัญหาพิเศษนี้เป็นวิชาที่ยากมาก ถึงว่า "ปัญหาพิเศษ" จริงๆ
จากนั้นข้าพเจ้าก็ เรียนจบภายใน 4 ปี ข้าพเจ้าเรียนมา 4 ปี
-->ข้าพเจ้าไม่เคยตก
-->ไม่เคยดรอป
-->ไม่เคยซัมเมอร์
ข้าพเจ้าสามารถพยุงตัวเองให้จบภายใน 4 ปีได้ข้าพเจ้าภูมิใจและพอใจมากในการเรียนมหาวิทยาลัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามี พ่อแม่ที่คอยดูแล คอยอบรมเลี้ยงดูข้าพเจ้าเป็นอย่างดี ข้าพเจ้าก็ได้ว่าว่า
"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" จริงๆ