18-4-53

ดิฉันมาฝึกสติที่สวนสันติธรรมในช่วงเมษ.ค่ะ   ครั้งนี้หลวงพ่อสอนทั้งศีล สมาธิและปัญญาและสอนการดูสภาวะ  ดิฉันรายงานตัวเองจิตมีวิตกกังวลมากเพราะกำลังจะลดงานที่เคยทำลงทำให้จิตฟุ้งซ่านแต่พยายามรู้กายรู้ใจไป    ส่วนการบริกรรมดิฉันก็ชอบลืม    ท่านให้ทำต่อไป   ในวันอาทิตย์ดิฉันถามถึงการอ่านหนังสือธรรมะที่ดิฉันชอบอ่านมากและอ่านได้นาน   มีโอกาสเกิดสัมมาสมาธิหรือไม่  ท่านบอกว่าไม่มีเพราะเป็นการคิด ( คงเหมือนคนอ่านและรู้ทุกอย่างแต่ทำไม่ได้ )

มีคนรายงานสภาวะดีบ้างไม่ดีบ้าง  บางคนสอนคนอื่นแต่มีปัญหาชีวิตก็ไม่สามารถแก้ได้     ท่านปลอบว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าทำให้ทุกข์น้อยลงแต่ไม่ใช่แก้ปัญหาทางโลกเพราะเป็นคนละเรื่อง

   แต่การมีสติ   มีปัญญาทำให้เราคิดออกถึงทางแก้ปัญหาทางโลก     ปัญหาทางโลกบางทีก็แก้ไม่ได้     บางทีไม่ทำอะไรมันก็แก้เองได้เพราะทุกอย่างเป็นอนัตตา      แต่ธรรมะทำให้เราอยู่กับโลกได้

 (คงเหมือนดิฉันต้องอยู่กับเสื้อแดงเสื้อเหลืองและเสื้อเขียว )

ในกลางคืนวันเสาร์ พระป๋องมาถามข่าวคราวญาติๆที่บ้าน   ซึ่งบางคนก็ดี บางคนพ่อแม่ก็เป็นทุกขฺกับลูกๆที่สร้างปัญหาไม่จบสิ้น

 ดิฉันแจ้งพระป๋องว่าโยมแม่ตั้งใจจะพาญาติๆและคนรู้จักมาหัดรู้กายใจเพื่อให้เกิดปัญญามากขึ้น   ( เพิ่งปลอบใจลูกน้องที่สามีที่รักแอบมีกิ๊กจนเธอทำใจได้ค่ะ  )

 มีบางคนอยากให้ธรรมะคนในศาสนาอื่น   ท่านเตือนศาสนาเป็นเรื่องใหญ่และsensitive มากๆ    ไม่ควรไปชักชวนคนศาสนาอื่น    แต่ถ้าจะสอนให้คนอื่นๆหัดรู้จิตรู้กายโดยไม่เอ่ยถึงศาสนาก็ไม่เป็นไปค่ะ  ( ดิฉันมีประสบการณ์ที่ศาสนาทางญี่ปุ่นมาชวนให้คนในสถาบันบำราศไปญี่ปุ่นโดยเสียเงินน้อยลงแต่ต้องหัดสวดบทสวดมนต์    ดิฉันทราบข่าวด้วยความไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่กล้าห้ามค่ะ  )

 วันเสาร์ที่สวนสันติธรรมมีน้องๆมาสกิด     หนูอ่านบล็อกพี่โดยไม่รู้จักว่าใคร ทำให้ไปถามหาพระป๋องคนใหน      ดิฉันดีใจที่มีมิตรรักในบล็อก    ถึงแม้เราอายุต่างกันมากค่ะ  

                                  

   ( หลวงพ่อไม่ให้ถ่ายรูป   ขออนุญาติถ่ายตัวเองแทนค่ะ  )

 

ทราบข่าวจากพระป๋องว่าหลวงพ่อไพศาลมาเยี่ยมที่นี่และพระป๋องแนะนำโยมแม่ให้ไปสมัครเรียนเรื่องการเตรียมตัวตาย      ดิฉันคงหาจังหวะไปตามคำแนะนำของลูกค่ะ

ดิฉันอยากทราบเรื่อง จิตก่อนตาย  ก่อนเกิด  การทำอย่างไรจะตายโดยไม่ทุกข์ 

ในระยะหลังๆพอดูจิดดูกาย ทำให้นึกถีงช่วงที่เราต้องตายคนเดียว     เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้      ไม่มีคุณชัยณรงค์ที่คอยช่วยดิฉันในช่วงมีชีวิตอยู่ทำให้รู้สึกตั้งใจฝึกสติมากขึ้นและห่วงคนรอบข้างน้อยลง  

 แต่ในช่วงที่อยู่  อะไรที่ควรทำก็ต้องรีบทำเพราะชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ค่ะ

หมอภาาวิต ปุญญฤทธิ์ รองผอ.รพ.เมโย  น้องรักของดิฉัน  ( เป็นคนที่เอาหนังสือท่านพุทธทาสมาให้ดิฉันอ่านเมื่อ30ปีทีผ่านมาเพราะเธอเป็นบุตรชายอจ.สมทรง  ปุญญฤทธิ์   ศิษย์ท่านพุทธทาส  )เคยบอกดิฉันว่าคนอายุ 60-70 ปี  20%ตาย    อายุ70-80   50%ตาย  (ตัวเลขไม่ยืนยันนะคะ )   พี่อัจจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่เป็นเรา      พร้อมกับเล่าเรื่องน้าชายทีไม่สนใจธรรมะแต่พอใกล้ตายก็มาขอพี่สาวอ่านหนังสือธรรมะก่อนตาย   ดิฉันฟังแล้วก็เอามาเตือนใจค่ะ

เรื่องที่เขียนบันทึกอาจจะไม่ถูกต้องหรือไม่ถูกใจใคร   อ่านแล้วขอให้ทราบว่าผู้เขียนมีเจตนาบันทึกความจำเพื่ออ่านและแสดงความตั้งใจของตัวเองเท่านั้นนะคะ