GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

มุมมองของพัฒนาการกิ่งอำเภอนบพิตำ (พช.)

        พัฒนาการกิ่งอำเภอนบพิตำ (พช.) มองว่า การบรูณาการทุนในชุมชน น่าจะเป็นไปได้ที่ตำบลกะหรอ ส่วนเรื่อง OTOP จะทำที่กรุงชิง โดยจะต้องมีการลงพื้นที่ให้มากที่สุด ไว้ใจซึ่งกันและกัน สร้างปฏิสัมพันธ์ในชุมชน ทำให้เกิดเป็นพลังชุมชนให้ได้ ต้องร่วมมือกันตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายมี แล้วค่อย ๆ เชื่อมโยงสู่การสร้างทักษะในการปฏิบัติจริง

          งานหลัก ๆ ของพัฒนาชุมชน ได้แก่

         1. แก้ไขปัญหาความยากจน ผ่านเครื่องมือ กทบ. SML ธนาคารหมู่บ้าน

          2. ส่งเสริมอาชีพชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาชีพ โอทอป หรือ วิสาหกิจชุมชน

          3. สร้างระบบสารสนเทศชุมชน จากข้อมูลที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น จปฐ. (เป็นข้อมูลพื้นฐานของระดับครอบครัว) กชช. 2 ค. (เป็นข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน) และฐานข้อมูลงานพัฒนาชุมชน (แบ่งเป็นเรื่องต่าง ๆ 12 เรื่อง)

         ชุมชนจะเข้มแข็งได้ก็เริ่มจากมีข้อมูลพื้นฐาน (Data) เก็บรวบรวมโดยใช้ IT และจัดทำเป็นความรู้ (Knowledge) และก่อให้เกิดปัญญาที่จะนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ (Wisdom)    ตัวอย่างเช่นการนำเครื่องยิงพิกัด (GPS) ติดตั้งในครัวเรือนต่าง ๆ เพื่อจะได้ทราบข้อมูลสภาพแวดล้อมต่าง ๆ และข้อมูลของครัวเรือนเพื่อนำมาประมวลผล และสร้างทิศทางการพัฒนาเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

       ข้อชวนคิดในงานชุมชนชนบท

       1. การวัดเชิงปริมาณ ไม่อาจวัดค่าความสุขได้ ในข้อมูล จปฐ. ข้อ 27 ครัวเรือนใดที่มีรายได้น้อยกว่า 20,000 บาทต่อปี ถือว่ายากจน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 563 ครัวเรือน จะต้องมีการนำมาฝึกอบรมอาชีพ และอบรมเชิงปฏิบัติการครัวเรือนยากจน แต่บางครั้งการวัดค่าต่าง ๆ เช่นรายได้ถือว่าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือตัวเลข ไม่แน่ใจว่าเชื่อถือหรือวัดกับงานชุมชนได้หรือไม่ เนื่องจากบางเรื่องไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ เช่น ความสุข ในชุมชนชนบทบางครั้งไม่จำเป็นต้องมีเงินมากเพราะมีผัก ปลา อาหาร หาได้ตามธรรมชาติ อยู่อย่างพอเพียง มีความสุขตามอัตภาพ แต่เมื่อวัดด้วยตัวเลขรายได้ก็อาจจะยังจน แต่จนอย่างเป็นสุขและพอใจกับความเป็นอยู่ดังกล่าว

      2. ชุมชนต้องรู้จักตนเอง ไม่ใช่รอให้ราชการหยิบยื่น ดังนั้นหน่วยงานราชการที่ทำงานในชุมชนจึงควรปรับนโยบายของรัฐมาเป็นการส่งเสริมให้ชุมชน เรียนรู้ชีวิตตนเอง ยกตัวอย่างของพัฒนาชุมชน ก็จัดให้มีการจัดทำ แผนพัฒนาชีวิตพิชิตความจนด้วยเศรษฐกิจพอเพียง แต่อย่างไรก็ตามรัฐก็จะยังคงต้องดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม อาทิ คนพิการ คนชรา

        “ความรู้ที่คุณมี ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ หากใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็จะเป็นแค่ก้อนความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ก้อนหนึ่งเท่านั้น”

      “บูรณาการก็คือน้ำตาลกับน้ำที่เป็นน้ำเชื่อม ไม่ใช้เป็นพริกกับตะไคร้ในเครื่องแกง”

         แนวทางการส่งเสริมการบูรณาการกลุ่มทุนในตำบลกะหรอ

กลุ่มทุนในชุมชน มี 4 กลุ่ม

         1. กทบ. / เครือข่าย กทบ.

         2. กลุ่มออมทรัพย์

         3. ธนาคารหมู่บ้าน

         4. กขคจ.

       เริ่มต้นบรูณาการโดย

      1. แต่ละกลุ่มต้องมีการเก็บรวมรวมข้อมูลของตนเองมาก่อน

      2. เชื่อมโยงในกลุ่มประเภทเดียวกันก่อนให้ได้ก่อน เช่น เชื่อมโยงกทบ.ของ 9 หมู่บ้านให้ได้ กลุ่มออมทรัพย์ 6 กลุ่มรวมตัวกัน กขคจ. 2 กลุ่มเชื่อมกันให้ติด ธนาคารหมู่บ้านทั้ง 4 แห่งเชื่อมกันให้ติด ซึ่งเงินรวม ๆ ทั้งหมดประมาณ 50 ล้านบาทได้ หรืออย่างน้อยก็จะต้องมีแนวทางส่งเสริมในเกิดความร่วมมือต่อกัน

      3. สร้างเครือข่ายทุนชุมชนในตำบล เพื่อบูรณาการกองทุนชุมชน อาทิ

 3.2  บูรณาการกรรมการโดยส่งตัวแทนแต่ละกลุ่มมาเป็นกรรมการเครือข่ายทุนชุมชน

 3.1 สร้างกระบวนการเรียนรู้ระหว่างกลุ่มเพื่อถ่ายทอดความรู้ สำหรับสิ่งแรกที่ตำบลกะหรอน่าจะทำได้ ก็คือการบูรณาการระบบบัญชี เพื่อจะได้รู้ว่าทุนชุมชนของตนเองว่ามีเท่าใด ส่วนจะทุบไหมารวมกันเลยคงเป็นไปไม่ได้ในเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจากที่มาของเงินในไหนั้นแตกต่างกัน แม้ว่าในความหมายของกรมฯจะตีความว่า การบูรณาการเป็นการรวมทุนก็ตาม แต่ผู้ปฏิบัติงานระดับท้องถิ่น ก็ต้องคิดในสิ่งที่เป็นไปได้ และรู้จักแปลงนโยบายเป็นการปฏิบัติจริงให้ได้

       เครือข่ายการทำงานร่วมกัน

       1. กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

        2. เชื่อมโยง ส่งเสริมต่อกัน

        3. ทักษะในการทำงาน

        4. วิทยากรกระบวนการ

        5. ถ่ายทอดความรู้ได้ แปลง วิชาการ เป็นความรู้สำหรับชาวบ้านได้

        6. เข้าใจหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมประเมินผล

        7. รู้หลักประชาธิปไตย การเมืองการปกครอง

        8. แปลงนโยบาย สู่การปฏิบัติ

       9.  มีปฏิภานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รู้จักพลิกสถานการณ์ที่กำลังจะถึงตัว

          ความรู้ในการทำงาน

        1. รู้นโยบายของรัฐ/กระทรวง/กรม/จังหวัด อย่างชัดเจน

        2. จิตวิทยาชุมชน

        3. รู้มากกว่าคนฟัง รู้ทุกเรื่อง แต่บางครั้งอาจจะไม่รู้ลึกก็ได้ แต่ก็เสมือนว่ารู้ทุกเรื่อง

         ปัญหาการบูรณาการทำงานของรัฐ

        1. แต่ละหน่วยงานมีภาระงาน บนเงื่อนไขเวลาที่ไม่ตรงกัน

        2. แต่ละหน่วยงานต่างก็ต้องถูกวัดด้วย KPI ของตนเอง

        3. การนำตัวชี้วัดทางวิทยาศาสตร์หรือเชิงปริมาณ มาวัด งานทางด้านสังคม อาทิ วัดความสุข หรือ วัดความทุกข์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): มุมมองของพช.
หมายเลขบันทึก: 35199
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)