ตอนแรกกะจะเขียนบันทึกเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการฉายแสง แต่ว่าก่อนจะถึงเรื่องนั้น หนึ่งอยากให้ผู้ป่วยและผู้ดูแล มารู้จักมะเร็งคร่าวๆกันก่อนดีมั้ยคะ ^^ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งค่ะ อิอิ

ภาพจาก http://www.pharmastrategyblog.com/2008/05/index.html

 

          มะเร็ง คือกลุ่มของโรคที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อโตขึ้นผิดปกติ มีอาการปวดมากผิดปกติ มีเลือดออกง่ายและมากผิดปกติ
          สรุปว่าเราพอจะนึกออกนะคะว่าอาการโรคมะเร็งที่พบบ่อยๆที่เห็นชัดๆมีอยู่ 3 อย่าง คือ 1. มีก้อนโตขึ้น 2.มีอาการปวดมากกว่าปกติ 3.มีเลือดออกง่าย
 

ภาพจาก http://www.alternative-cancer.net/Cell_photos.htm

 

          มะเร็งเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของร่างกายที่เซลล์ยังมีการแบ่งตัวค่ะ เมื่อเกิดความผิดปกติที่อวัยวะไหน ก็จะเรียกชื่อมะเร็งตามอวัยวะที่เกิดนั้น เช่น มะเร็งโพรงหลังจมูก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม เป็นต้น
          ลองเดาดูเล่นๆดีมั้ยคะ ว่า มะเร็งจะไม่เกิดขึ้นกับส่วนใดของร่างกาย ?? ^^ (ตอบถูกรับรางวัลหลังไมค์ค่ะ อิอิ)
          สงสัยมั้ยคะว่าอ้าว..แล้วเมื่อมีก้อนโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มะเร็งจะเอาอาหารที่ไหนไปเลี้ยงตัวก้อนที่โตขึ้นนั้นล่ะคะ
          คำตอบก็คือ การที่ตัวก้อนนั้นมีขนาดโตขึ้นเร็วมาก ถ้าอาหาร(เลือด)ที่มาเลี้ยงไม่เพียงพอ ตัวก้อนนั้นก็จะตายไปเองค่ะ แต่!!ตัวมะเร็งฉลาดมาก จะมีกลไกที่เรียกว่าการสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis) เส้นเลือดใหม่ที่สร้างขึ้นมานี้จะเป็นเส้นเลือดฝอยเล็กๆ จำนวนมากพอที่จะนำอาหาร(เลือด)มาเลี้ยงตัวก้อนที่โตขึ้นได้อย่างต่อเนื่องได้

 

ภาพจาก http://www.pharmastrategyblog.com/2008/05/index.html

 

          พอจะนึกออกแล้วใช่มั้ยคะ ว่าทำไม๊ ทำไม ผู้ป่วยมะเร็งถึงผอมลงอย่างรวดเร็วนัก ก็เป็นเพราะเจ้าตัวก้อนมะเร็งและหลอดเลือดฝอยเหล่านี้นี่ล่ะค่ะ ที่แย่งอาหารจากตัวผู้ป่วยไปเลี้ยงเจ้าตัวก้อนให้โตขึ้น
          แล้วลองนึกตามดูนะคะว่า ถ้าผู้ป่วยมะเร็งเมื่อป่วยปุ๊บ ก็ห้ามกินโน่นนี่นั่นปั๊บ (หมายถึงว่า มีอาหารแสลงเพียบเลยค่ะ ที่ใครต่อใครก็บอกว่า นี่ห้ามกิน โน่นก็ห้าม นั่นก็ห้าม โอ้ว...) แล้วจะเกิดอะไรขึ้นคะ ก็ในเมื่อ ถ้าผู้ป่วยกินได้ตามปกติ (นี่ยังไม่นับอาการเบื่ออาหารนะคะ) แล้วไม่ยอมกินอะไรเลย เรื่องของเรื่องก็คือว่า ถึงแม้ผู้ป่วยจะกินอาหารเข้าไปตามปกติ หรือจะไม่กินอะไรเข้าไปเลยนั้น เจ้ามะเร็งน้อยในร่างกายก็ยังคงทำหน้าที่แย่งอาหารในร่างกายผู้ป่วยไปเรื่อยๆอยู่ดีค่ะ อาหารที่เคยสะสมไว้ในร่างกายในเซลล์ ในกล้ามเนื้อ ในทุกๆส่วนที่สะสมไว้ ก็จะถูกเซลล์มะเร็งแย่งดึงอาหารไป โดยที่ขัดขวางไม่ได้เลยซะด้วยสิคะ เมื่อร่างกายถูกแย่งอาหารไปก็จะผอมลงอย่างเห็นได้ชัด อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง
          ดังนั้น เมื่อป่วยเรายิ่งจะต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงไว้ก่อนค่ะ อะไรที่กินได้ ให้กินเยอะๆเลยนะคะ สะสมไว้ เราไม่ได้กินเพื่อเลี้ยงเจ้ามะเร็งน้อยในร่างกายเรานะคะ ให้เราคิดไว้เสมอว่า เรากินเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เพื่อสู้กับการรักษา(ผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีรักษา) และสู้กับเจ้ามะเร็งน้อยในร่างกายของเราเองด้วยค่ะ เค้าถึงได้บอกว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้องไงคะ (เอ๊..เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย อิอิ)

 

ภาพจาก http://pirun.ku.ac.th/~b4915043/health1.html

 

          ถึงตรงนี้เมื่อร่างกายเราพร้อมแล้ว เรื่องอารมณ์ก็เป็นสิ่งนึงที่จะกระตุ้นให้ร่างกายอ่อนแอหรือแข็งแรงค่ะ มีรายงานว่า ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราจะช่วยจัดการกับสิ่งผิดปกติที่เกิดในร่างกายเราได้ บางครั้งอาจไม่ต้องพึ่งยาเลยก็ได้ อิอิ
          ฟังดูง่ายมากๆเลยนะคะ แล้วภูมิคุ้มกันนี่ ต้องสร้างกันยังไงคะเนี่ย
          ไม่ยากอีกเหมือนกันค่ะ การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการยิ้มแย้ม แจ่มใส อารมณ์ดี รื่นเริง อะไรที่แสดงออกว่าอารมณ์ดี ได้หมดเลยค่ะ เพราะเมื่อเราอารมณ์ดี ร่างกายของเราก็จะหลั่งสารแห่งความสุข และสารที่ดีๆออกมา เมื่อร่างกายหลั่งสารดีๆออกมามาก ก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายเราได้อีกด้วยค่ะ (อิอิ พูดก็ไม่ยาก แต่เวลาทำจริงๆนี่ก็ยากเอาการเหมือนกันนะคะ ก้อในเมื่อรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็ง ไหนจะอาการปวด ไหนจะมีก้อนโต ไหนจะโน่น นี่ นั่น คุณหมอแค่พูด ก็พูดได้ แต่ให้ทำมันก็ยากทีเดียว)

 

ท่านี้ล่ะค่ะ ท่าต้นไม้ที่พูดถึง

          เรื่องนี้หนึ่งมีเทคนิคมาแนะนำและนำไปใช้แล้วได้ผลด้วยค่ะ ว่าทำไงให้เราอารมณ์ดี เอาเป็นว่า ที่หนึ่งทำ evidence best practice เรื่อง Yoga ลดความวิตกกังวล พบว่าการฝึกโยคะอาสนะนั้น สามารถกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสาร GABA เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งสารเคมีตัวนี้มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลค่ะ 

 

ผู้ป่วยก็สามารถฝึกโยคะท่าต้นไม้ได้ค่ะ ^^

 

          และบางรายงานพบว่า การฝึกโยคะท่าต้นไม้ สามารถช่วยให้คลื่นสมองราบเรียบขึ้นได้ (ไม่ใช่รอยหยักในสมองนะคะ อิอิ เป็นคลื่นสมองที่นิ่งขึ้น) คลื่นสมองที่นิ่งขึ้น จะทำให้เรามีความเครียด ความโกรธ ความโมโห ต่างๆน้อยลงค่ะ (คล้ายๆกับการนั่งสมาธิ) เป็นต้น แหะๆ โปรโมทโครงการเล็กน้อย นอกจากการฝึกโยคะแล้ว สำหรับผู้ป่วย(หรือผู้ที่ไม่ป่วยก็สามารถนำไปใช้ได้นะคะ)บางท่านที่ไม่ชอบโยคะ หรือทำไมไหว ก็สามารถใช้วิธีการฝึกสมาธิบำบัด การใช้เทคนิคผ่อนคลาย การสัมผัส การจับมือ การกอดคนที่รัก การพูดจาดีๆ การดูสิ่งดีๆ ได้หมดเลยนะคะ (สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ ก็อาจต้องเลี่ยงค่ะ หากเราติดตามข่าวมากไป ก่อให้เกิดความเครียด)
          สำหรับบันทึกนี้ ขอจบเพียงเท่านี้ก่อน แล้วพบกันบันทึกต่อไปค่ะ
ขอขอบคุณ
ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่าน ทุกๆกำลังใจ
ทุกๆความคิดเห็น ทุกๆคำแนะนำ
ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ ^^

สุวิญญา 15/04/53