ช่วงบ่ายวันพุธที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าไป ("บรรยาย") ชวนผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คุยกันเรื่อง KM ในวันนั้น ท่าน CKO ของธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ได้ร่วม "แชร์" เรื่องเล่าอย่างมีสีสัน เราพูดกันถึงเรื่องการ Share Tacit Knowledge ซึ่งเป็นความรู้ในลักษณะ "เคล็ดวิชา" (ไม่ใช่หลักวิชา) แชร์สิ่งที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัว (ที่ใช้แล้วได้ผล ถึงแม้จะไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ก็ตาม)

        ท่าน ดร.สมคิด ได้เล่าถึงเคล็ด (ที่ไม่) ลับของท่านในเรื่องการสร้างผลงานทางวิชาการว่า . . . "ผมไม่ได้ตั้งต้นด้วยการเขียนหนังสือ ผมทำวิจัยเป็นเรื่องๆ ตีพิมพ์บทความไปเรื่อยๆ แต่หัวข้อวิจัยและบทความเหล่านี้นำมาเชื่อมต่อกันได้ . . . แล้วจึงค่อยนำมารวบรวมเขียนเป็นหนังสือเพื่อขอตำแหน่งวิชาการ จนได้เป็นศาสตราจารย์ . . ." นี่คือตัวอย่างของเคล็ดวิชาที่ถือว่าเป็นความรู้เชิงปฏิบัติ เป็นเทคนิค เป็นกลเม็ด เป็น Knowledge ที่อาจจะดูว่าเล็กน้อย แต่ว่ามีคุณค่า และมองหาพบได้ยาก เพราะฝังรากลึกอยู่ในตัวผู้ปฏิบัติ

        อีกกรณีหนึ่งเป็นเรื่องเล่าของท่าน รศ.เกศินี วิฑูรชาติ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ท่านเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่เจ้าหน้าที่โครงการของคณะพาณิชย์ฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน ทำให้สามารถบริการและบริหารโครงการที่รับผิดชอบได้ดียิ่งขึ้น สำหรับในส่วนของการศึกษา ท่านยังเล่าให้ฟังอีกด้วยว่า มีการพัฒนาทักษะการเขียนของนักศึกษาในคณะของท่าน ผ่านการจัดทำวารสารที่ออกเป็นประจำทุกเดือน มีการจัดเวที Faculty Luncheon โดยได้เชิญศิษย์เก่าเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจอีกด้วย

        สรุปว่ากระบวนการพูดคุยกันในวันนั้น ลื่นไหลไปได้ค่อนข้างดี (ในสายตาของผม) จะมีสดุดอยู่บ้างก็ตรงที่มีท่านผู้เข้าร่วมประชุมท่านหนึ่งได้เอ่ยขึ้นว่า " . . . หลักการบริหารมากมายที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น สามารถนำไปใช้ขยายผลได้เป็นอย่างดีที่อเมริกา แต่พอมาถึงเมืองไทยก็ตายทุกที . . ." ขณะที่ผมฟังไป ในใจก็ได้แต่คิดว่า "คนเราทำไมต้องไปจำขี้ปากคนอื่นเขามาพูดด้วย ทำไมไม่จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อยู่กับการพูดจาเรื่อง KM . . . ไม่ต้องไปคิดถึงคำพูด "เก่าๆ" ของคนอื่น ที่พูดขึ้นมาแล้วเรียกเสียงฮาได้ เพราะสิ่งที่พูดมานี้ถ้าคิดดีๆ แล้วจะ "ตลกไม่ออก" ...คำพูดที่ว่าหลักการบริหารทั้งหลายมาตายที่เมืองไทยนั้น มันทำให้ได้เห็นว่า ผู้ที่เอาหลักการเหล่านั้นมาใช้ ไม่ได้เข้าใจ "แก่น"ของมันอย่างถ่องแท้ เป็นการทำไปตามกระแส ทำไปตามคำสั่ง ไม่ได้ทำไปด้วยความเข้าใจที่แท้จริง ไม่ได้เห็นความหมาย หรือคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งที่ทำนั้น เป็นการทำที่ติดรูปแบบ ไม่มีการนำมาปรับให้เข้ากับบริบทหรือวัฒนธรรมขององค์กรของตนแต่อย่างใด ...เมื่อไม่ได้ทำด้วยใจ ในที่สุดก็ไม่ยั่งยืน...."

        ในขณะที่ผมกำลังคิดติดพันอยู่นั้น ท่านผู้พูดท่านนั้นก็ตั้งคำถาม ถามผมว่า " . .ไม่ทราบว่าใครเป็นคนคิดเรื่อง KM นี้ขึ้นมา? หวังว่าท่านวิทยากรคงจะพอให้ข้อมูลได้บ้าง" ...ผมตอบกลับไปทันทีด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก สรุปสาระหลักๆ ได้ดังนี้ . . "KM ก็เหมือนกับจักรยาน มันเป็นกระบวนการ เป็นเครื่องมือ เพื่อทำให้เราบรรลุอะไรบางอย่าง (ตาม "หัวปลา" ที่ตั้งไว้) ... ผมไม่แคร์หรอกครับว่าใครเป็นผู้คิดค้นจักรยาน หรือ KM นี้ ถ้าท่านถามผมว่าใครคิดค้นเครื่องบินผมอาจตอบจากความจำว่าเป็นพี่น้องตระกูลไรท์ แต่ถ้าท่านถามผมว่าใครคิดค้นจักรยาน (หรือ KM)  ผมไม่ทราบจริงๆ ครับ การได้รู้ว่าใครประดิษฐ์จักรยาน (หรือ KM) จะทำให้ท่านขี่จักรยาน (ทำ KM) ได้ดีขึ้นหรือครับ?!!"

        ถึงจะเป็นคำตอบที่แฝงไปด้วยอารมณ์ . . แต่ก็สามารถกระตุ้นความสนใจของผู้ที่เข้าร่วมประชุมในบ่ายวันนั้นได้เป็นอย่างดี . . จริงๆ แล้วการเป็นวิทยากรนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางทีก็ต้องเล่นละครหลายบทบาทเหมือนกัน แต่ละครฉากนั้นของผม ...ช่างสมจริงสมจังเสียจริงๆ . . .พับผ่าซิ !! เกลียดจริงๆ คำถามประเภทนี้ !!