บทที่ 4
สรุป และอภิปรายแนวคิด การเรียนรู้
จากการศึกษากรณี และการสังเคราะห์แนวคิดการจัดการความขัดแย้ง
การศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการและวิธีการจัดการความขัดแย้งในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ถึงสาเหตุระหว่างคู่พิพาทที่เกิดขึ้น ขั้นตอน กระบวนการในการจัดการความขัดแย้งโดยวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยอาศัย แนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้ง และศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่เหมาะสมสำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในงานด้านการให้ความคุ้มครองผู้บริโภค
สำหรับกรณีศึกษาที่นำมาวิเคราะห์ในครั้งนี้เป็นเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคที่มีต่อ ผู้ประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หรือการเลือกซื้อรถยนต์ และการใช้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ แล้วผู้บริโภคได้รับความเสียหายการเข้ารับบริการดังกล่าว แล้วนำแนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งมาทำการวิเคราะห์ถึงสาเหตุปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปออกแบบรูปแบบที่จะนำไปใช้จัดการความขัดแย้งที่เหมาะสมสำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในงานด้านการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป
4.1 สรุป และอภิปรายแนวคิด การเรียนรู้จากการศึกษากรณี
ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ทำการวิเคราะห์ถึงสาเหตุ กระบวนการจัดการความขัดแย้งที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันของเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้
4.1.1 สาเหตุของความขัดแย้ง
จากการศึกษาจากกรณีศึกษาในครั้งนี้พบว่า สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจมีมูลเหตุสำคัญอยู่ 4 ประการ ดังนี้
4.1.1.1 อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
ผลการศึกษา และวิเคราะห์จากกรณีศึกษาทั้ง 5 กรณี พบว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจจะมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กล่าวคือ ก่อนที่ผู้บริโภคจะเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจมักจะมีการเจรจาไกล่เกลี่ยกันมาแล้ว แต่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ ตลอดจนมักจะมีปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน เช่น มีการใช้คำพูดที่ไม่สุภาพต่อกัน มีการท้าทายให้อีกฝ่ายดำเนินการไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดี หรือร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังเช่น ในกรณีศึกษาเรื่อง “ปัจจัยที่ 5” ที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไม่สนใจในข้อเรียกร้องของนายบี หรือกรณีศึกษา เรื่อง “บ้านอันเป็นที่รักของฉัน” ที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่ให้ความสนใจที่จะช่วยเหลือกับนายปัจจัย และพวก เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น การที่ไม่ส่งตัวแทนไปพูดคุยหรือเจรจาไกล่เกลี่ยกับนายปัจจัย และพวก เป็นต้น
4.1.1.2 ข้อมูลที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้รับ
ผลการศึกษา และวิเคราะห์จากกรณีศึกษาทั้ง 5 กรณี พบว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจจะมีเรื่องของข้อมูลที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้รับจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เช่น กรณีศึกษาเรื่อง “บ้านอันเป็นที่รักของฉัน” ในกรณีที่สำนักงานเขตวังทองหลางได้มีคำสั่งให้นายปัจจัย และพวกทำการรื้อถอนอาคารที่มีการทรุดตัว เนื่องจากสำนักงานเขตมีหน้าที่ในการกำกับดูแลอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จึงจำเป็นต้องออกคำสั่งดังกล่าวเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งความเป็นจริงแล้วอาคารที่มีการทรุดตัวดังกล่าวสามารถทำการซ่อมแซม และใช้เป็นที่พักอาศัยได้ หรือกรณีศึกษาเรื่อง “ไม่มีปัญหาซ่อมได้” ที่ผู้ประกอบธุรกิจโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวสุขใจ เนื่องจากได้รับข้อมูลจากบริษัทประกันภัยว่า “รถยนต์คันดังกล่าวได้มีการเกิดอุบัติเหตุจากสาเหตุการตกหลุม” แต่ความเป็นจริงเมื่อการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุไม่ปรากฏว่า “มีหลุมแต่อย่างใด” จะเห็นได้ว่า ข้อมูลที่แต่ละฝ่ายได้รับมักจะเป็นข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และถูกต้อง
4.1.1.3 การใช้สิทธิทางกฎหมาย
ผลการศึกษา และวิเคราะห์จากกรณีศึกษาทั้ง 5 กรณี พบว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจจะมีเรื่องของการใช้สิทธิทางกฎหมายของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะเป็นสาเหตุประการสำคัญที่คู่กรณีมักจะหยิบยกขึ้นมาใช้เพื่อหวังที่จะบังคับให้คู่กรณีอีกฝ่ายยอมจำนน และทำตามข้อเรียกร้องของฝ่ายตน เช่น กรณีผู้บริโภคจะใช้สิทธิในฐานะของผู้บริโภคเพื่อเรียกร้องและขอรับการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เป็นหลัก (จุดยืน) และในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจก็มักจะใช้สิทธิทางกฎหมายเช่นกัน ไม่ว่าเป็นสิทธิในการโต้แย้งข้อเท็จจริง หรือสิทธิที่จะต่อสู้ทางคดี ซึ่งสิทธิประการหลังนี้ผู้ประกอบธุรกิจมักมีจุดประสงค์ เพื่อประวิงระยะเวลาในการชดเชยความเสียหาย หรือการชำระเงินคืนให้แก่ผู้บริโภค เนื่องจากหากมีการดำเนินการฟ้องคดีกันระยะเวลาในการพิจารณาของศาลจะมีระยะเวลาที่ยาวนาน (อย่างน้อย 1 ปี หรืออาจมากกว่านั้น)
4.1.1.4 ผลประโยชน์หรือความต้องการของคู่กรณี
ผลการศึกษา และวิเคราะห์จากกรณีศึกษาทั้ง 5 กรณี พบว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจจะมีเรื่องของผลประโยชน์หรือความต้องการของคู่กรณีถือว่า เป็นสาเหตุประการสำคัญที่สุดของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของคู่กรณีที่ใช้เป็นจุดยืนของคู่กรณีแต่ละฝ่าย จึงพบว่า ในกรณีศึกษาที่นำมาวิเคราะห์ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “ปัจจัยที่ 5” “บ้านอันเป็นที่รักของฉัน” “หดได้อย่างไรเราไม่ยอม” หรือเรื่อง “ซ่อมได้ไม่มีปัญหา” โดยที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะยึดเรื่องของผลประโยชน์หรือความต้องการฝ่ายตนเป็นหลัก ซึ่งหากสามารถเชื่อมโยงผลประโยชน์หรือความต้องการของคู่กรณีเข้าด้วยกันได้ จะมีผลต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมาก
4.1.2 กระบวนการในการจัดการความขัดแย้งของเจ้าหน้าที่
จากการศึกษาจากกรณีศึกษาในครั้งนี้พบว่า กระบวนการและวิธีการที่เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ปฏิบัติ และใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจจะมีความแตกต่างจากแนวคิด ทฤษฎีในการจัดการปัญหาความขัดแย้งในหลายประการ ซึ่งสรุป ดังนี้
4.1.2.1 การขาดการวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจที่ครบถ้วน
4.1.2.2 การขาดความรู้เกี่ยวกับการดับอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เช่น เทคนิคการกล่าวทวน (Paraphrasing) หรือเทคนิคการปรับเปลี่ยนกรอบคำพูด (Reframing) เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดี และเพื่อให้เกิดการยอมรับจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
4.1.2.3 การจัดเตรียมสถานที่ในการทำการเจรจาไกล่เกลี่ยที่เหมาะสม
4.1.2.4 ไม่การชี้แจงให้คู่กรณีทราบถึงข้อดี-ข้อเสียเกี่ยวกับวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ย
4.1.2.5 ไม่มีการวางกรอบ กติกา ที่จะใช้ในการเจรจาไกล่เกลี่ยที่ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับ
จากคู่กรณี
4.1.2.6 ไม่มีการเชื่อมโยงความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
4.1.2.7 มักมีการตัดสินใจแทนคู่กรณีของเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ
4.1.2.8 การจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ซึ่งการจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือข้อเท็จจริงปัจจุบันจะให้คู่กรณีแต่ละฝ่ายต่างฝ่ายต่างทำขึ้นมาเอง
4.2 การสังเคราะห์แนวคิด การจัดการความขัดแย้ง
จากการศึกษาวิเคราะห์กรณีศึกษาทั้ง 5 กรณี พบว่า แนวทางการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ และได้มีการเข้าร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันมีความแตกต่างจากแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้ง จากความเป็นจริงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้าน เช่น สถานที่ที่จะใช้เป็นที่เจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณี ซึ่งบางครั้งมีการใช้โต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่ หรือบริเวณทางเดินเป็นที่ทำเจรจาไกล่เกลี่ย หรือการขาดทักษะในการเจรจาไกล่เกลี่ยของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้า-ออกของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านการเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค จึงมีผลทำให้กระทบต่อผลสัมฤทธิ์ในการจัดการปัญหาความขัดแย้งที่ผู้บริโภคได้ร้องเรียน
สำหรับกรณีศึกษาที่นำมาวิเคราะห์ในครั้งนี้สามารถทำการสังเคราะห์แนวคิด การจัดการความขัดแย้ง กรณีศึกษาดังกล่าวออกมาเป็นรูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่เหมาะสมสำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในงานด้านการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคได้ ดังนี้
รูปแบบขั้นตอน กระบวนการที่ได้จากการวิเคราะห์กรณีศึกษา 5 กรณีศึกษา สามารถอธิบายขั้นตอน และกระบวนการที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในงานด้านการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยแต่ละระยะของการดำเนินการจะมีขั้นตอนแยกย่อยลงไป ดังนี้
1. ระยะก่อนมีการเจรจาไกล่เกลี่ย โดยระยะนี้เป็นระยะที่ผู้บริโภคได้เข้ามาติดต่อกับสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อปรึกษาปัญหาความเดือดร้อน หรือร้องเรียน ซึ่งในระยะนี้จะมีรายละเอียด ดังนี้
1.1 การสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีกับผู้บริโภคที่เข้ามาร้องเรียน โดยเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน หรือให้คำปรึกษาต้องรับฟังปัญหาของผู้บริโภคอย่างตั้งใจ และใช้เทคนิคเกี่ยวกับการกล่าวทวน(Paraphrasing) เช่น การพยักหน้าหรือออกเสียง “อื้อ ฮึ!” หรือถามคำถาม เป็นต้น
1.2 การประสานไปยังผู้ประกอบธุรกิจในเบื้องต้นเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง อันเป็นการให้บริการเบื้องต้น ซึ่งอาจสามารถยุติเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือที่ผู้บริโภคจะมีต่อเจ้าหน้าที่ และหน่วยงาน
1.3 การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากเอกสารหลักฐานที่ผู้บริโภคนำมาประกอบคำร้องเรียน ตลอดจนตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการเจรจาไกล่เกลี่ยในอนาคต
1.4 การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทำการวางแผน ขั้นตอน กระบวนการ และเรียงลำดับความต้องการ และความสำคัญของปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ
1.5 จัดเตรียมสถานที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่เจรจาไกล่เกลี่ย
2. ระยะเจรจาไกล่เกลี่ย โดยระยะนี้เป็นระยะที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะมาพบกันเพื่อทำการเจรจาไกล่เกลี่ยตามที่เจ้าหน้าที่นัดหมาย ซึ่งในระยะนี้จะมีรายละเอียด ดังนี้
2.1 การแนะนำตัวเจ้าหน้าที่ และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีในการเจรจาไกล่เกลี่ย
2.2 การตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานเอกสาร เช่น หนังสือมอบอำนาจ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะมีผลในทางการนำไปบังคับ หรือให้คู่กรณีปฏิบัติตาม
2.3 การชี้แจงข้อดี-ข้อเสีย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจในกระบวนการที่จะใช้เจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
2.4 การวางกรอบ กฎ กติกา ที่จะใช้ในการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณีทั้งสองเพื่อเป็นการสร้างการยอมรับจากคู่กรณี ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินการในการเจรจาไกล่เกลี่ยและควบคุมการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งของคู่กรณี
2.5 เจ้าหน้าที่ต้องไม่ตัดสินปัญหาความขัดแย้งของคู่กรณี แต่จะทำหน้าที่ในการประสาน เชื่อมโยงข้อมูล ความต้องการ ความรู้สึกของคู่กรณี เพื่อเป็นการประสานประโยชน์ที่คู่กรณีจะได้รับ ยกเว้น กรณีที่คู่กรณีเห็นพ้องต้องกันให้เจ้าหน้าที่ตัดสินปัญหา ก็อาจสามารถกระทำได้ตามคำร้องของจากคู่กรณี
2.6 อาจมีการแยกการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณี เพื่อเป็นการรักษาความลับของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ต้องการไม่ให้คู่กรณีอีกฝ่ายทราบข้อมูล หรือเพื่อทำการดับอารมณ์ของคู่กรณีโดยใช้เทคนิคการกล่าวทวน (Paraphrasing) การปรับเปลี่ยนกรอบคำพูด (Reframing) เป็นต้น
2.7 การเชิญชวนให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายร่วมกันเสนอแนวทางเลือกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
2.8 การจดบันทึกข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่มีการเจรจาไกล่เกลี่ยกัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการหาทางออกของปัญหาของคู่กรณีร่วมกัน
3. ระยะการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยระยะนี้เป็นระยะที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ทั้งหมด หรือบางส่วนก็ตาม ซึ่งในระยะนี้จะมีรายละเอียด ดังนี้
3.1 การทบทวนข้อตกลงของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายก่อนทำบันทึกข้อตกลง เพื่อเป็นการให้เกิดความชัดเจน ถูกต้องตามความต้องการของคู่กรณี
3.2 การจัดทำบันทึกข้อตกลงโดยเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อตกลงระหว่างคู่กรณีเกิดความคาดเคลื่อนที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเจ้าหน้ามักจะให้คู่กรณีต่างลงบันทึกข้อตกลงกันเอง
3.3 การจัดทำบันทึกข้อตกลงควรให้มีลักษณะเป็นไปตามกฎหมายเรื่องการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850-852 เพื่อผลทางกฎหมายที่จะสามารถบังคับใช้ได้
4.3 ข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาวิเคราะห์ที่ได้จากกรณีศึกษาทั้ง 5 กรณี ผู้ศึกษาพบว่า ในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในงานด้านการให้ความคุ้มครองผู้บริโภค ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขในบางประการเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ซึ่งผู้ศึกษาขอเสนอแนวคิดที่อาจเป็นประโยชน์ และเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในงานด้านการให้ความคุ้มครองผู้บริโภค ดังนี้
1. การฝึกอบรมเกี่ยวกับกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยคนกลาง และเทคนิคการที่ใช้ในการเจรจาไกล่เกลี่ย รวมทั้ง เทคนิคที่ใช้ในการเจรจาไกล่เกลี่ยเช่น การกล่าวทวน (Paraphrasing) การปรับเปลี่ยนกรอบคำพูด (Reframing) ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
2. การจัดการองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดการความขัดแย้งของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการเจรจาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้แนวคิด วิธีการในการจัดการปัญหาความขัดแย้งสูญหายไปกับเจ้าหน้าที่กรณีที่มีการสับเปลี่ยนโยกย้าย หรือลาออกของเจ้าหน้าที่
3. มีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับใช้เจรจาไกล่เกลี่ยที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันสถานที่สำหรับการเจรจาไกล่เกลี่ยของเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ และมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนเอื้ออำนวยต่อการเจรจา
4. มีการจัดการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยทำการชี้แจงให้ผู้บริหารของหน่วยงานเข้าใจ และเห็นความสำคัญของการดำเนินการบริหารความเสี่ยงในองค์กรตลอดจนการจัดทำแผน และโครงการพัฒนาทักษะความรู้เกี่ยวกับการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยคนกลางโดยคณะผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และคณะทำงานที่เป็นตัวแทนจากคณะผู้บริหารเช่น กำหนดนโยบาย โครงสร้าง และผู้รับผิดชอบ พัฒนากระบวนการการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของหน่วยงาน,การพัฒนา และอบรมให้ทุกคนในหน่วยงานมีความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินการบริหารความเสี่ยง และวิเคราะห์ความเสี่ยงเกี่ยวกับการจัดการปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยมีการเรียงลำดับความสำคัญ ความรุนแรงของปัญหาความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนนำไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตามลำดับความสำคัญ รวมถึงการติดตามประเมินผลของการจัดการปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวเป็นต้น
5. การจัดตั้งศูนย์ประสานงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเป็นการเชื่อมต่อช่องทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจเพื่อเป็นการประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่กรณี โดยการจัดตั้งศูนย์ประสานงานภาครัฐและภาคเอกชนดังกล่าว จะประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ ซึ่งเป็นด่านแรกในการรับเรื่องร้องเรียนโดยเจ้าหน้าที่จะประกอบไปด้วยผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเช่น ด้านโฆษณา ด้านสัญญา ด้านฉลาก และฝ่ายกฎหมายเพื่อทำการให้คำปรึกษาแก่ผู้บริโภคเบื้องต้นให้ทราบข้อเท็จจริงที่ร้องเรียนชัดเจนขึ้น และศูนย์ฯ จะทำการประสานงานไปยังภาคเอกชนที่ถูกร้องเรียนเพื่อทำการเจรจาเบื้องต้นในประเด็นปัญหาข้อร้องเรียน หากสามารถเจรจาตกลงได้ก็จะมีการทำบันทึกเป็นรายงานผลการดำเนินการนำเสนอต่อหัวหน้าศูนย์ฯ และหากไม่สามารถเจรจาตกลงได้จะทำการส่งเรื่องต่อไปให้ระดับหัวหน้าฝ่ายที่ดำเนินการต่อไปหากยังไม่สามารถเจรจาตกลงได้อีก จึงดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนเข้าสู่สาระบบเพื่อดำเนินการจัดส่งให้เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยตรงดำเนินการต่อไป รวมทั้ง รายงานให้หัวหน้าศูนย์ฯ รับทราบผลการดำเนินการเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ถึงปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน และนำไปปรับปรุงในอนาคต โดยสามารอธิบายได้ตามแผนภาพด้านล่าง
|
เจ้าหน้าที่เฉพาะด้าน (สัญญา,โฆษณา,ฉลาก, กฎหมาย)ให้คำปรึกษาข้อกฎหมายต่าง ๆ |
|
ผู้บริโภคเข้าร้องเรียน |
|
เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ตรวจสอบข้อร้องเรียน และข้อเท็จจริงเบื้องต้น |
|
ประสานงานภาคเอกชน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในระดับเจ้าหน้าที่ชั้นต้น |
|
ตกลงไม่ได้ |
|
ตกลงได้ |
|
หัวหน้าฝ่ายของศูนย์ฯ ดำเนินการแก้ไขปัญหาในระดับหัวหน้า |
|
ตกลงได้ |
|
ตกลงไม่ได้ |
|
ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานภาครัฐ-ภาคเอกชน |
|
รับเรื่องร้องเรียนไว้ดำเนินการต่อไป |
|
รายงานผล |
|
รายงานผล |
ภาพที่ 4.1 แสดงรูปแบบขั้นตอน และกระบวนการของศูนย์ประสานงานภาครัฐ-ภาคเอกชน