"จิตไม่ทุกข์ตามกาย ไม่ดิ้นรน คือจิตที่ตื่นขึ้นมารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง เป็นกลาง อ่อนโยน นุ่มนวล ว่องไว"

 ณ วัดป่าดงคู

  ก่อนมารู้สึกว่ามีแรงฮึกเหิมมาก ตอนนี้เห็นได้ชัดว่า พละกำลังเริ่มโรยรา เพราะข้าวมื้อเดียว อยู่ทั้งวัน เมื่อสักครู่นี้ต้องคลานกันทีเดียวเพื่อมาเขียนบันทึก

  ต้องบอกก่อนว่า เมื่อปีที่แล้ว วัดป่าดงคูคือวัดที่ข้าพเจ้ามาบวช รู้กายรู้ใจ เป็นเวลา  1 เดือน คือ 4กุมภาพันธ์ ถึง 6มีนาคม 2552  และรวมๆกับที่มาอยู่วัดก่อนและหลังบวชทั้งหมดก็เป็นเวลา 36 วัน เป็น 36วันของการเป็นผ้าเช็ดเท้า  คือ ต้องทำตัวลดละอัตตาตัวเองอย่างหักดิบพอสมควร แล้วค่อยอ่านในบันทึก 36 วันของการเป็นผ้าเช็ดเท้าอีกที เอาเป็นว่า เมื่อวันที่ 7 -11 เมษายน 2553 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปอยู่วัดป่าดงคูอีกครั้งหนึ่ง ยังชอบการให้ผู้อื่นขัดเกลาตัวเองด้วย

สิ่งที่ได้เรียนรู้ครั้งสำคัญจากการมาอยู่ที่นี่4วัน 3 คืนนี้ก็คือ

การเท่าทันความคิดของตัวเอง ไม่ตัดสินตีความไปในแง่ลบหรือบวก ทำจิตให้เหมือนกล้องวีดีโอที่รู้เห็นสภาวะและเหตุการณ์ต่างๆของกายและใจความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ตามความเป็นจริงเท่านั้น เท่าที่เห็น เป็นหลักฐานที่จะให้จิตยอมรับว่า กายนี้ใจนี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่เรา ไม่เข้าไปปรุงแต่ง ตีความหรือยึดเอาเป็นตัวเป็นตนของเรา แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก ส่วนใหญ่เราก็คิดว่า กายนี้ใจนี้เป็นของเรา ถ้าภาวนาไม่หลุดจากรากเหง้าตรงนี้ก็มีหวังกิเลสงาบหัวเราอยู่ได้เรื่อยๆเป็นแน่ อย่างไรก็ดีเราก็เพียรปฏิบัติไปตามสติกำลัง

 จิตเริ่มเห็นแล้วว่า เวทนาทางกายนั้นสร้างทุกข์ให้จิตได้เหมือนกัน ถ้าจิตนั้นฟุ้งซ่านตามอาการของเวทนาไปด้วย

                 "เวทนา"

         กายทุกข์ ใจไม่ทุกข์

    ใจทุกข์ ไม่ยินดี ไม่พอใจ แต่จิตไม่ทุกข์

     "จิตไม่ทุกข์ตามกาย ไม่ดิ้นรน  คือจิตที่ตื่นขึ้นมารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง เป็นกลาง อ่อนโยน นุ่มนวล ว่องไว"

 นี่คือวลีแห่งการเรียนรู้ครั้งสำคัญของ 7-11นี้ เป็นช่วงเวลาของเวทนาทางกายที่โหมกระหน่ำ ตอนนั่งสมาธิช่วงเย็น โดยเฉพาะเย็นวันสุดท้าย  ข้าพเจ้าไม่สามารถนั่งรวดเดียวให้ครบสองชั่วโมงได้ ทั้งที่เคยทำได้  เรียกว่า รู้สึกอ่อนล้าและปวดขาตั้งแต่ 15 นาทีแรก โดยที่คืนก่อนหน้านั้น ฝืนนั่งทีเดียว 1 ชั่วโมง 45 นาที จนแทบหายใจไม่ออก รู้สึกอึดอัดมาก  รู้สึกใช้วิริยะมากกว่าสมาธิมาก แข็ง ทื่อและมึน เรียกว่าร่างกายคงหมุนเวียนเลือดและอากาศได้ไม่ดีนัก เป็นเพราะอะไรหรือ ? ความคาดหวังที่อยากจะได้ญาณ 4 กระมัง นั่งยังไงก็ไม่ได้หรอก ยังติดที่ปีติ และสุขอยู่ ได้ความสงบระดับหนึ่งที่พอมาดูเวทนาได้นั่นแหละ แต่เมื่อคืนนี่ไม่ไหวจริงๆ นั่งไปได้ 45 นาที  เห็นตัวเองเซ็งและยอมแพ้เล็กน้อย ถึงกับเอนหลังเอามือยันพื้นด้านหลังไว้ อารมณ์คล้ายๆนักฟุตบอลที่แพ้นั่นเอง ก็แป๊บเดียว ก็เห็นจิตที่เซ็งและไม่พอใจ ก็ค่อยๆเริ่มต้นใหม่ เท่าที่ได้ เดี๋ยวเป็นบ่อยๆจะกลัวการนั่งสมาธินะ ต้องระวังด้วย(เตือนตัวเอง) นั่งแล้วจิตต้องรู้สึกตื่นเบิกบาน อ่อนโยน ถ้าทึบๆแล้วจมไปกับเวทนาด้วย มองไม่เห็นอะไรเลย ใช้แต่ความอดทนอย่างเดียวอันนี้ไม่ไหว คงต้องฝึกกันต่อไป เพื่อเอาให้ได้ตามที่หวังไว้ เขาว่าญาณ 4 นะ สำหรับข้าพเจ้าเป็นสมถะภาวนาที่เป็นเป้าหมายของกระบวนกรสุขภาวะ เพราะเป็นญาณที่สามารถเข้าใจ (รู้วาระจิต)เข้าถึงความรู้สึกของตัวเองและผู้ร่วมเรียนรู้ได้อย่างดีนั่นเอง ไม่ง่าย แต่จิตที่ถูกฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้