ผมกลับถึงเมืองไทยด้วยจิตภาวนาว่าอย่าให้รอยร้าวในเมืองไทยฝังรากลึกไปกว่านี้เลย....ผมกลัว

     เปล่า...ผมไม่ได้คิดจะพูดถึงสีต่างๆในประเทศไทย แต่รู้สึกว่าต้องบันทึกถึงความรู้สึกที่สัมผัสได้จากการได้ไปเหยียบดินแดน แอฟริกาใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปกับคณะของ สปสช. ที่มีวัตถุประสงค์ในการไปดูงาน ระบบบริการสุขภาพของประเทศที่ได้ชื่อว่า เจริญที่สุดในทวีปแอฟริกาใต้ รายได้ต่อหัวสูงกว่าเมืองไทยเกือบสองเท่าใช้จ่ายเงินเพื่อด้านสุขภาพมากกว่าประเทศไทยเกือบสี่เท่า ค่าเฉลี่ยจำนวนแพทย์ต่อประชากรดีกว่าเรา แต่อายุขัยเฉลี่ย (Life expectancy) ต่ำกว่าเรา ทั้งนี้ไม่นับคุณภาพชีวิตต่างๆที่ยากจะเข้าใจได้ด้วยดัชนีตัวเลขอย่างหยาบๆ นอกเสียจากการไปดูให้เห็นด้วยตา และพูดคุยสัมผัสด้วยใจเท่านั้นที่จะรับรู้ได้

   เป็นตัวอย่างอันดีของประเทศที่มีประวัติศาสตร์แห่งการกดขี่ของมนุษย์ผู้เพียงแค่มีสีผิวแตกต่าง ดำกับขาว ความไม่เท่าเทียมแตกต่างระหว่างชนชั้น แม้ เนลสัน แมนเดลลา ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของคนผิวดำคนแรกที่ได้มีโอกาสขึ้นบริหารประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 แล้วก็ตาม ก็ยังได้เห็นถึงผลพวงจากความไม่เท่าเทียมได้ในปัจจุบัน ไม่มีความไว้วางใจระหว่างสีผิว ต่างฝ่ายต่างมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวาอาชญากรรมเกิดขึ้นเนืองๆกลางสี่แยกหรือบนท้องถนนเมื่อมีรถติด บ้านทุกหลังต้องมีรั้วและประตูแน่นหนา ขนาดโรงพยาบาลที่เราไปดูงานยามยังต้องพกปืน และตรวจสอบการเข้าออกอย่างละเอียด และหากได้ไปเห็นภายในโรงพยาบาลที่มีประตูเหล็กกั้นเป็นชั้นๆแล้วจะรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

สภาพความเป็นอยู่คนผิวดำ

   

   

     ผมกลับถึงเมืองไทยด้วยจิตภาวนาว่าอย่าให้รอยร้าวในเมืองไทยฝังรากลึกไปกว่านี้เลย....ผมกลัว

  7 เมษายน2553