สถานการณ์ปลูกข้าวของเกษตรกรเรา ต้องพบกับการแข่งขันเชิงการค้าภายใต้กฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ เรียกสั้นๆ ว่าอาฟต้า หรือ เขตการค้าเสรีอาเซียน สินค้าเกษตรจะได้รับผลกระทบในส่วนที่เกี่ยวข้องและเสียงกับการเสียเปรียบในจังหวัดชัยนาท คือ ข้าว เพราะหลายประเทศมีการผลิตข้าวเหมือนกับไทยแต่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติไม่มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเช่นปัจจุบันจะมีต้นทุนการผลิตถึงไร่ละ 5,090 บาท(รวมค่าเช่านา) ถ้าเกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้ไร่ละ 1 ตันต้นทุนของเขาจะอยู่ที่ 5.09 บาท/กิโลกรัมข้าวเปลือก แต่ถ้าพบกับสถานการณ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดจะเพิ่มต้นทุนอีกประมาณไร่ละ 500-700 บาทและผลผลิตก็จะต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนต่อกิโลกรัมข้าวเปลือกสูงถึง 7 – 8 บาท/กิโลกรัมข้าวเปลือก ทำให้เกษตรกรอาจขาดทุน เมื่อต้นทุนสูงขึ้นราคาก็ย่อมที่จะสูงขึ้นตามลำดับ ถ้าหากราคาเท่ากับในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ก็หมายถึงจะได้กำไรต่ำลง ในกลุ่มอาเซียนด้วยกันราคาของเราสูงตามต้นทุน สินค้าจากประเทศอื่นที่ราคาต่ำก็จะเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย ทำให้ผลผลิตของไทยล้นตลาดราคาก็ต่ำลงมาอีกถึงตอนนั้นคงจะปลุกกันไม่ได้ ดังนั้นหนทางแก้คือต้องเน้นไปที่เกษตรกรให้พยายามลดต้นทุนในการเพาะปลูกและผลิตสินค้าให้ได้เพื่อความสามารถในการแข่งขัน ไม่เช่นนั้นอยู่ไม่รอด
นายปราโมทย์ รัตนสัมฤทธิ์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สนง.เกษตรจังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า จังหวัดชัยนาท ได้รณรงค์ให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน และยึดหลักการปฏิบัติผลิตสินค้าปลอดภัยและได้มาตรฐาน พบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ยไร่ละ 1,500-2,000 บาท ในปี 2553 จึงดำเนินงานโครงการส่งเสริมการลดต้นทุนและผลิตข้าวปลอดภัยได้มาตรฐาน เพื่อ ลดต้นทุนการผลิตข้าวของเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่เหมาะสม เช่น การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน และ พัฒนากระบวนการผลิตข้าวของเกษตรกรให้ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ตามระบบการจัดการผลิตข้าวตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม ในพื้นที่ปลูกข้าว 8 อำเภอของจังหวัดชัยนาท เกษตรกร 800 ราย การดำเนินงานโดยรวมเกษตรกรเป็นกลุ่ม ๆ ละ 20 คน จำนวน 40 กลุ่ม และจัดตั้งเป็นโรงเรียนเกษตรกร เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับการถ่ายทอดความรู้การผลิตข้าวปลอดภัย และ ได้มาตรฐานตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร ผสมผสานองค์ความรู้วิชาการร่วมกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งจังหวัดชัยนาทได้คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบครูติดแผ่นดินข้าว ในพื้นที่อำเภอเมืองชัยนาท สรรคบุรี และหันคา จำนวน 9 ตน มีองค์ความหลากหลายในแต่ละรายที่คล้ายคลึงและแตกต่างกันไป
นายทองอยู่ ปิ่นทอง ครูติดแผ่นดินอีกท่านหนึ่งของจังหวัดชัยนาท และรองประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวนางลือ–ท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ได้ปรับปรุงพื้นที่นา 25 ไร่ ได้พยายามลดต้นทุนการผลิตเหลือไร่ละประมาณ 2,240 บาทจากเดิมมีต้นทุนไร่ละประมาณ 4,090 บาทกว่า โดยมีขั้นตอน ดังนี้
ปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ก่อนเตรียมดิน ก่อนเตรียมดินโดยไม่เผาตอซังและฟางข้าว ใส่ปุ๋ยอินทรีย์(ชนิดผง ไม่ได้อัดเม็ด)ตันละ 1 พันบาท ประมาณ 120 กก./ไร่ คิดเป็นเงินประมาณ 120 บาท และใส่ปุ๋ยคอก(มูลแพะ) กระสอบละ 8 บาท จำนวน 4 กระสอบ/ไร่ คิดเป็นเงินประมาณ 32 บาท
ใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อข้าวอายุ 30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 8-10 กก./ไร่ ประมาณ 160 บาท ใส่ปุ๋ยคอก(มูลเพาะ) 4 กระสอบ คิดเป็นเงินประมาณ 32 บาท หว่านให้ทั่วแปลงนา และใส่ปุ๋ยคอก(มูลเพาะ) 1 กระสอบ คิดเป็นเงินประมาณ 8 บาท รอบๆ แปลงนา เพื่อป้องกันหนูกัดกินข้าว ด้วยพบว่าใช้แล้วหนูไม่รบกวนข้าวอีก
ผลที่ได้รับ ข้าวเจริญเติบโตดี ต้นข้าวแข็งแรงลดค่าใช้จ่ายกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ใบข้าวตั้งตรง ลดแหล่งสะสมโรคและแมลงศัตรูพืชได้มาก มีสีเขียวไม่มากนัก จากแนวคิดที่มั่นใจว่าปุ๋ยหมักและมูลแพะมีปริมาณของไนโตรเจนเพียงพอ และสังเกตจากใบของข้าวมีความสด เขียว ที่เพียงพอจึงไม่ต้องนำปุ๋ยยูเรียใส่เพิ่มเติมอีก ต้นทุนคำนวณจากต้นทุนเมื่อใช้ปุ๋ยหมักมูลแพะ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมประมาณ 2,240 บาท/ไร่ เปรียบเทียบจากเดิมใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 และ 16-20-0 และต้นทุนอื่นๆ รวมประมาณ 4,090 บาท/ไร่ (ไม่รวมค่าเช่านา) ตามตารางเปรียบเทียบ
รายละเอียดค่าใช้จ่าย |
เดิม |
ปัจจุบัน |
ค่าเตรียมดินค่าเมล็ดพันธุ์ค่าสารเคมีกำจัดวัชพืชค่าปุ๋ยเคมีค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชค่าฉีดพ่นค่าเก็บเกี่ยวค่าแรงงาน |
470600701,180720200450400 |
47033070160160200450400 |
ค่าใช้จ่าย ( บาท/ไร่) |
4,090 |
2,240 |
เข้ามาเยี่ยมชมค่ะ