ข้าพเจ้า เป็นคนเกิดที่จังหวัดมหาสารคาม พออายุได้ 6 ปี พ่อแม่ก็ย้านบ้านไปอยู่จังหวัดเชียงราย ไปเข้าโรงเรียนอยู่ที่นั่นจนจบ ม.6 ก็พูดภาษาชาวเหนือได้ไปแรก ๆ ก็คนแถวนั้นเขาไม่ยอมรับ เขาบอกว่าเป็นลาวอพยพ ตอนอยู่ประถมศึกษาก็นัดต่อยกันทุกวันหลังเลิกเรียน จนอยู่มัธยมถึงยอมรับกันและเข้ากันได้แล้วก็เป็นเพื่อนกันในที่สุด ครับผมอยู่ที่เชียงรายจนเติบใหญ่ก็ประเมินได้ว่ามีชาวอีสาน ย้านบ้านไปอยู่เชียงรายประมาณ ร้อยละ 40 มีนักจัดรายการเป็นคนอีสานผู้ฟังมากโดยเฉพาะหมอลำ จนเดี๋ยวนี้นักจัดการการคนนั้นก็ได้ก้าวมาเป็น ส.ส.ของชาวจังหวัดเชียงราย โดยเขาเป็นคนอีสานโดยกำเนิดแต่ได้ภรรยาเป็นชาวเหนือ เขาชื่อ นายบัวสอน ประชามอญ เดี๋ยวนี้มีลูกครึ่งอีสานเหนือหลายรุ่นแล้ววัฒนธรรมต่าง ก็กลมกลืนกันไปแล้ว บางคนอาจจะไม่รู้ว่าทำไมคนอีสานจึงอพยพไปอยู่เชียงรายกันมาก พ่อแม่บอกว่าสมัยก่อนมีแต่ความแห้งแล้งทำนาไม่ได้จึงอพยพไปเชียงราย สมัยก่อนเชียงรายมีแต่ป่าเขาลำเนาไพรไม่ต้องซื้อที่ทำมาหากินเข้าไปจับจองเอาได้เลย อุดมสมบูรณ์มาก เพราะป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาอาหารหาได้ง่ายไม่อดอยากเหมือนอยู่ภาคอีสานนี่คือเหตุผลของการย้ายมาอยู่เชียงราย
ตอนนี้ภาษาวัฒนธรรมผสมกลมกลืนกันแล้วไม่ได้แบ่งหรือกีดกันภาษาต่อไป ตอนนี้มีประชากรชาวอีสานลูกครึ่งหลายรุ่นแล้วจึงถือว่าเป็นชาวเชียงรายยุคใหม่ พูดภาษากันได้รู้เรื่อง ไม่เหมือนตอนไปอยู่แรกๆ บางหมู่บ้านไปตั้งบ้านเรือนชาวอีสานโดยเฉพาะก็มี บางครอบครัวก็ไปอยู่กับหมู่บ้านชาวเหนือแท้ ๆ ก็มี
ครับก็เป็นวิวัฒนาการของการเลือกถิ่นที่อยู่ของประชากรของประเทศไทยเราจะอยู่ไหนก็คนไทยด้วยกัน มีความรักสามัคคีกัน มีความเอื้อเฟื้อ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีไมตรีต่อเพื่อนบ้าน นี่คือรากเหง้าของชนชาติไทย.....ครับ
สวัสดีค่ะคุณปิติกร
ครั้งแรกที่บรรจุมาทำงานที่โคราช ก็ถูกเรียกว่า ครูลาว ค่ะ เรียกทั้งเด็กนักเรียนและผู้ใหญ่ สาเหตุไม่ใช่ด้วยหน้าตานะคะ แต่เกิดที่กาฬสินธุ์ จึงถูกเรียกว่าลาว แต่ดิฉันไม่เคยโกรธ ดิฉันภูมิใจในความเป็นลาวของตัวเองมากมาก..
"ยิ้มแย้มแจ่มใส มีไมตรีต่อเพื่อนบ้าน นี่คือรากเหง้าของชนชาติไทย.....ครับ" เห็นด้วยค่ะนี้คือเสน่ห์ของคนไทย...ที่เป็นเอกลักษณ์
ข้อมูลเก่า ไม่ล่าสุด