ว่ายน้ำไม่เป็น

 

 

 

จมน้ำตาย ภัยร้ายของเด็ก

                 ในฐานะที่ผู้เขียนทำหน้าที่เป็น “ประธานคณะอนุกรรมการติดตามและประสานงานการจัดทำแผนพัฒนาเด็กและเยาวชน” ที่ต้องนำคณะเดินทางไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการคุ้มครองเด็กทุกจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน  ทำให้มีโอกาสรับรู้ถึงสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ อย่างมากมาย  ตั้งแต่ปัญหาแม่วัยรุ่น  เด็กติดยา  เด็กกระทำผิด  แก๊งเด็ก ฯลฯ

                 ปัญหาข้างต้นที่กล่าวมาอาจเป็นที่รับรู้มาบ้างแล้ว แต่มีปัญหาหนึ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่คาดคิดไม่ถึง ก็คือกรณี “เด็กจมน้ำตาย”ที่ระบุไว้เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทุกจังหวัดประสบอยู่  สถานการณ์นี้สอดคล้องต้องกันกับสถิติที่มาจากผลการศึกษาวิจัย ซึ่งพบว่า “ในปี 2542-2545 มีเด็กอายุ 1-14 ปีจมน้ำตายมากถึง 6,301 ราย เฉลี่ยปีละ 1.575 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุ 1-4 ปี 620 ราย  5-9 ปี 661 รายและ 10-14 ปี 294 ราย” 

                  ครั้นนำมาเทียบเคียงกับสถิติของกระทรวงสาธารณะสุขที่พบว่า มีเด็กไทยอายุ 5-14 ปีมากถึง 11 ล้านคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น  ทำให้ต้องคิดใคร่ครวญกันอย่างจริงจังแล้วว่า จะทำอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้ เพราะยิ่งปล่อยปละละเลยมากเท่าไร ยิ่งอันตรายต่อเด็กมากเพียงนั้น

                  มีข้อเสนอที่หลากหลายมาจากหลายๆ จังหวัดเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้  ตั้งแต่

                  หนึ่ง..ครอบครัวที่มีลูกเล็ก  จำเป็นจะต้องระแวดระวังไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง อีกทั้งดูแลสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้ปลอดภัย  โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ริมคลองหรือใต้ถุนมีแหล่งน้ำต้องซ่อมแซมรั้วและพื้นบ้านให้มิดชิด 

                  สอง..ชุมชนและจังหวัด ต้องสำรวจแหล่งน้ำทั้งหลายอย่างละเอียดว่า จุดใดลึกเกินไป เชี่ยวกราก มีน้ำวน ตลิ่งชัน ใต้น้ำมีหินใหญ่หรือท่อมไม้ ฯลฯ เพื่อติดป้ายประกาศเป็นเขตอันตรายให้เด็กๆ ได้ระมัดระวัง

                  สาม..พ่อแม่  องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องสนับสนุนให้เด็กๆ ได้ฝึกลอยตัวในน้ำ ได้เรียนว่ายน้ำ การช่วยคนจมน้ำ  โดยพัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่ในชุมชนให้เป็นสระว่ายน้ำหรือสร้างสระว่ายน้ำขึ้นกระจายไปชุมชนต่างๆ

                  สี่..กระทรวงศึกษาธิการต้องกำหนดให้วิชาว่ายน้ำ เป็นวิชาภาคบังคับ เพราะว่ายน้ำเป็นกีฬาประเภทสำคัญและเป็นประเภทเดียวที่เล่นไม่เป็นแล้ว สามารถตายได้ง่าย

                   ทั้งสี่ประการนี้เป็นข้อเสนอเบื้องต้นที่ประมวลมาได้  สำคัญคือการเอาจริงเอาจังและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเรามีเด็กเกิดขึ้นทุกวัน โตขึ้นทุกวัน  การมาสูญเสียชีวิตที่มีคุณค่าของเด็กไปก่อนวัยอันสมควรนั้น ถือเป็นสภาวะเลวร้ายมาก ดังนั้นการป้องกันไว้น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดนั่นเอง

     

 ครูหยุย มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก