ปีนึง ๆ ผู้คนมากมายที่เข้ามาวัด แม้แต่กระทั่งเราเองก็ตาม เข้ามาวัดแล้วเดินเหยียบเอาทรายติดเท้าออกไปทุกครั้ง ดังนั้น..เพื่อเป็นการชดใช้ให้วัดซึ่งเป็นสถานที่ของชาวพุทธมาทำบุญกัน จึงต้องขนทรายเข้ามาให้วัดกันบ้าง
ไปขนทรายเข้าวัดกับปู่
วันนี้เป็นวันหยุดเด็ก ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน แต๋วอยู่กับย่าที่บ้านแกะมะขามเปียกเหมือนเดิม พี่สาวของผู้เขียนจะขยัน เป็นขวัญใจของย่าและมักจะได้รับคำชมพร้อมมีรางวัลให้อยู่เนือง ๆ ส่วนย่าก็จะหั่นหมากดิบเพื่อนำไปตากแดดให้เป็นหมากแห้ง จำได้ว่าหมากแห้งที่ตากไว้แต่ละครั้งมีหลายกระด้งเพราะเหลือจากเก็บไว้กินเองแล้วย่าก็จะนำไปขาย
เช้านี้หลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จแล้ว เห็นปู่แต่งตัวจะออกไปข้างนอก ผู้เขียนรู้สึกหัวใจพองโตเพราะว่าปู่ชวนให้ไปด้วย แฮ่ะ..แฮ่ะ..ก็เหมือนเดิม..กางเกงขาก๊วยตัวเก่งที่ปู่มอบให้เป็นมรดกของตัวเอง รัดด้วยเชือกกล้วยที่ผูกติดเอวไว้เสมอ..แต่วันนี้ใส่เสื้อแขนยาว สวมหมวกแต่..จำไม่ค่อยได้แล้วว่ารูปแบบหมวกที่สวมอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ รองเท้าแตะคู่ใหม่ก็ได้ใช้งานอย่างเป็นทางการ..ดีใจจังเล้ย!..ผู้เขียนวิ่งไปเอาไม้เท้ากับหมวกไปให้ปู่.."แหม..กลัวจะไม่ได้ละสิถ้า..."..แต๋วพูดแหย่น้อง..ให้นึกโมโหพี่สาวพูดแทงใจดำ แต๋วมันว่าเรา..แต่แทนที่ผู้เขียนจะมีคำพูดตอบโต้พี่สาว แต่กลับหันไปทำหน้าตาล้อเลียนใส่ ทำท่าทางแบบที่คิดว่าน่าเกลียดที่สุด นี่..อยากว่าเราดีนัก.. ก็แปลกดี..นึกแล้วก็ขำทุกครั้งไป
ประมาณนี้ค่ะ..
"ต้อยเอ๊ย!..เอากระแป๋งใบน้อยไปด้วยเน้อ!.." อืออ..ผู้เขียนรับคำปู่ เราพากันเดินลงจากเรือนลัดเลาะไปตามหัวคันหา นี่มันทางไปโรงเรียนเรานี่นา.... ปู่สะพายขวดนำดื่มมาด้วย เดินมือไขว้หลังพร้อมกับถือมีดกาย..ปู่แก่ลงเยอะเพราะหลังเริ่มค้อมนิด ๆ ปู่จะพาเราไปไหนเนี่ย..เดินนึกไปตลอดทาง..
มองไปลิบ ๆ ที่กลางท้องนาก่อนจะถึงวัด(วัดแปลงเกตุศรีนิคม)..เห็นผู้คนมากมายกำลังสาละวนช่วยกันทำอะไรสักอย่าง..ทั้งหนุ่มสาว..ผู้เฒ่าผู้แก่..แม้แต่เด็ก ๆ อย่างเราก็มี..เห็นผู้คนเหล่านั้นกำลังใช้จอบ เสียม พลั่ว..ตักทรายที่อยู่กลางท้องนา บ้างก็ช่วยกันหาบ บ้างก็แบก และบ้างก็หิ้ว..แล้วแต่ใครเตรียมภาชนะอะไรมา...เมื่อปู่ไปถึงก็ใช้กระแป๋งตักเอาทรายจนเต็ม แล้วใช้ไม้เท้าคอนเอาขึ้นบ่า..ผู้เขียนถูกกำชับให้ถือมีดกายให้ดี ๆ และจำได้ว่าผู้เขียนก็ใช้กระป๋องนมใส่ทรายถือมาด้วย..แต่นึกไม่ออกว่าเอามาจากไหนกระป๋องนมใบนั้น..
ผู้คนทั้งหมด..รวมถึงปู่และผู้เขียนด้วย..ต่างพากันเดินไปที่วัด..ทั้งหาบ ทั้งคอน และหิ้ว..คนแล้วคนเล่าเททรายลงมากองรวมกันไว้ภายในบริเวณวัดที่มีพระสงฆ์รูปหนึ่งคอยชี้สถานที่ให้ จนได้ทรายกองโตพอสมคววร ปู่เหมือนจะรู้ว่าผู้เขียนอยากจะถามมานานแล้ว..ว่าเอาทรายมาทำอะไร..
"ในปีนึงมีผู้คนมากมายที่เข้ามาวัด..แม้แต่กระทั่งเราเองก็ตาม เมื่อเข้ามาวัดแล้วมักจะเดินกลับไป โดยเหยียบเอาทรายติดเท้าออกไปทุกครั้ง มันบาป! ดังนั้น..เพื่อเป็นการชดใช้คืนให้วัดซึ่งเป็นสถานที่ของชาวพุทธมาทำบุญกัน จึงต้องขนทรายเข้ามาให้วัดกันบ้าง..ดินในวัดจะได้สูง ๆ แล้วก็จะมีการตบทราย(ก่อพระทราย) กันในวันสงกรานต์".."แล้วเราจะได้บุญมั๊ยปู่".."เจ้าเหนื่อยมากมั๊ยละ"..มาก ๆ "ถ้าเหนื่อยมากก็ได้บุญมาก"ปู่ตอบหลานอย่างใจเย็น และก็ยิ้มเห็นฟันที่เหลืออยู่ค่อนข้างน้อยแล้ว..
วันนั้นผู้เขียนรู้สึกเหนื่อย..แต่ดีใจที่ได้บุญและได้มากด้วย..ปู่ก็คงได้มากเช่นกัน..เพราะเห็นหลังปู่เปียกเหงื่อ..คงจะเหนื่อยมากเช่นกัน...กลับถึงบ้านจะอวดให้แต๋วฟัง(นึกในใจ) เมื่อเสร็จแล้วปู่หลานก็พากันเดินกลับบ้านด้วยความอิ่มเอมใจ...รักปู่มากเน้อ...
เมื่อเรามองย้อนไปในสมัยเรายังเด็ก..เปรียบเทียบกับสมัยนี้มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ปัจจุบันวัดจะสั่งซื้อทรายจากร้านขายวัสดุก่อสร้าง ความสามัคคีระหว่างชาวบ้านก็ไม่เกิด..ความภูมิใจอย่างตอนผู้เขียนเป็นเด็กว่าเมื่อทำงานให้วัดเหนื่อยแล้วก็จะได้บุญ ซึ่งปัจจุบันแทบจะไม่มีหลงเหลือให้เห็นแล้ว..แต่เด็กน้อยวันนั้น..ก็ได้เก็บงำความทรงจำดีดี..คราวเมื่อยังเด็กกับปู่ได้เสมอ..และตลอดไป..
ขอขอบพระคุณทุกท่าน..ที่เข้ามาร่วมรับรู้ความทรงจำที่งดงามเสมอของผู้เขียนค่ะ..เป็นความรู้สึกอยากที่เล่าบอกให้ใครต่อใครได้รับรู้ว่า..หลานคนนี้รักปู่มากแค่ไหน..ขอบพระคุณค่ะ..
..สวัสดีค่ะ..
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ..พี่ครูคิม..
หวัดดี..เกลอ..
สวัสดีค่ะ..ท่านมหา..
เด็กๆ เจอคุณปู่ แต่ท่าน ไปไหน ไม่ค่อยได้แล้ว ครับ
สวัสดีค่ะ มาเจอนักเขียนในอนาคตอีกคนหนึ่งแล้ว เขียนบันทึกต่อเนื่องอ่านเพลินค่ะ แถมจุดประกายให้พี่ครูคิมคิดถึงคุณปู่อีกด้วย
พี่...จำไม่ได้เลยว่าเคยไปขนทรายเข้าวัดไหม...
สวัสดีค่ะ..คุณพี่ดาว..(ขออนุญาต)
สวัสดีค่ะ
สงกรานต์นี้เที่ยวให้สนุกนะค่ะ
ขอบคุณค่ะ