วันหยุดที่ผ่านมาดิฉันได้ไปเยี่ยมญาติซึ่งป่วยเป็นเบาหวานที่ ชั้น 11 ป้าป่วยเป็นเบาหวานมาหลายปีแล้ว เข้า รพ.ด้วยอาการช็อค วันที่ไปเยี่ยมป้านอน รพ.มาประมาณ 3-4 วัน เริ่มมีแผลกดทับ ซึ่งดิฉันค่อนข้างตกใจ เพราะทราบมาว่ารักษายากมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน แต่ลูกของป้าซึ่งเฝ้าไข้เขาบอกว่า ไม่มีปัญหาหรอกกลับไปบ้านก็หาย ซึ่งดิฉันซักเสียถี่ยิบว่าหายแน่หรือ เขาบอกว่าแน่ พร้อมยกตัวอย่างคนนั้น คนนี้ ในหมู่บ้าน สรุปได้ว่าหลังจากกลับไปบ้าน เขาจะนอนบน "ฟาก" ฟากคือแคร่ที่ทำด้วยไม้ไผ่ หรืออาจทำด้วยไม้หมาก ไม้หลาโอน หรือไม้อะไรก็ได้ที่เป็นซี่ๆ แต่ไม่ควรทา แลคเกอร์หรือวัสดุขัดเงา อื่นใด เอามากรองต่อกันให้เป็นแผ่นเหมือนในภาพ เขาบอกว่าวันเดียวก็แห้งแล้ว

 กลับมาที่ทำงานดิฉันอดคิดต่อไม่ได้ เริ่มหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต  เรื่องแผลกดทับ (เพราะแม่ก็เป็นเบาหวาน) ประมาณ 5-6 web เข้าไปเจอคำถามซ้ำๆ คือทำอย่างไรถึงจะหายซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และคำตอบก็เหมือนๆกันเกือบทุก Web คือ หมั่นทำความสะอาด ไม่ให้เปียกชื้น ให้นอนเตียงลม เตียงน้ำ เบาะเจล ราคาตั้งแต่หลายพันไปจนถึงหมื่น

ดิฉันจึงคิดต่อในรายละเอียดว่าแผลแห้งและหายได้อย่างไร ก็ได้ข้อสรุปตามสามัญสำนึกของคนไม่มีความรู้ด้านนี้ว่า

  1. นอนแคร่บริเวณแผลมีการถ่ายเทอากาศได้ดี แผลไม่อับชื้น และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ผู้ป่วยควรใส่เสื้อผ้าที่ทำจาก Cotton 100 % ด้วย
  2. เวลาคนไข้พลิกตัว พื้นของแคร่ซึ่งเป็นซี่ ไม่ราบเรียบจะเป็นตัวนวดกล้ามเนื้อได้ดี ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก โอกาสที่จะเกิด "เนื้อตาย" ก็น้อยลงด้วย
  3. แคร่ทำจากวัสดุธรรมชาติ สามารถซึมซับเหงื่อและไขมัน ที่ออกจากร่างกายได้ดีกว่าวัสดุสังเคราะห์

จึงมาคิดต่อว่ารูปแบบของแคร่โดยทั่วๆไป จะเป็นเหมือนแบบที่ 1 คือซี่ของแคร่วาง ตั้งฉากกับลำตัวเวลาพลิกตัวในแนวซ้ายขวาเนื้อบริเวณเดิมก็จะโดนกดทับอยู่อย่างเดิม นอกจากว่าเราจะเขยิบขึ้นลงจึงจะเปลี่ยนบริเวณที่โดนกดทับ จึงมีแนวคิดทำแคร่ในรูปแบบตามแบบที่ 2 เพื่อจะแก้ปัญหาแผลโดนกดทับที่เดิมเวลาพลิกตัว เพราะซี่ของแคร่วางในแนวเฉียง เวลาคนไข้พลิกตัวบริเวณเดิมที่โดนกดทับอาจมาตรงกับบริเวณช่องว่างของแคร่ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นไม่โดนกดทับ สลับกันอยู่อย่างนี้ ทุกครั้งที่คนไข้พลิกตัว แผลจึงหายเร็วขึ้น

  

ใครมีประสบการณ์เรื่องแผลกดทับเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ