ฉันอยากบอกเขาเหลือเกินว่า “ขอให้คุณดูแล เอาใจใส่คนที่คุณรักอย่างดีที่สุดในขณะที่ท่านเหล่านั้นยังอยู่กับคุณ...นะคะ...เพราะคุณจะไม่มีโอกาสได้ดูแล เอาใจใส่ ปรนนิบัติท่านอีกเลยในวันที่ท่านจากคุณไปนั่นเอง”

บันทึกนี้ฉันขออนุญาตบันทึกไว้....เพื่อเก็บมันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแด่ผู้ชายคนนี้...คนดีที่หนึ่งที่ประเสริฐที่สุดในโลกสำหรับชีวิตของลูกๆ....พ่อเนียน  หนูปลอด.... 

      หลายวันมานี้ฉันอยากพิมพ์มันออกมา  ด้วยเพราะฉันอยากบันทึกมันไว้เพื่อเตือนใจตนเอง  สำหรับการผ่านพ้นวันที่ดูเหมือนจะเลวร้ายที่สุดในชีวิตของฉัน  และในที่สุดฉันก็ทำมันได้สำเร็จสำหรับการปรับใจให้คิดปล่อยวางให้ได้ว่า....มันเป็นเรื่องแห่งความเป็นจริงที่ทุกคนต้องพบเจอ........  มีหลายคนเคยพบเจอเรื่องเหล่านี้มาก่อนฉัน  เขาผ่านมันมาได้แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้พบเจอ  สำหรับคนเหล่านั้นฉันอยากบอกเขาเหลือเกินว่า “ขอให้คุณดูแล  เอาใจใส่คนที่คุณรักอย่างดีที่สุดในขณะที่ท่านเหล่านั้นยังอยู่กับคุณ...นะคะ...เพราะคุณจะไม่มีโอกาสได้ดูแล  เอาใจใส่  ปรนนิบัติท่านอีกเลยในวันที่ท่านจากคุณไปนั่นเอง”

      วันนี้....ฉันพบเจอเรื่องนี้ด้วยตนเอง  ช่วงเวลาที่พบกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและเคารพยิ่งนั้นมันช่างทรมานเหลือเกิน  คงจะเป็นจริงสำหรับคำพระท่านเทศนาสั่งสอนที่ฉันเคยฟังมาในงานสวดศพที่ไหนมาทราบแต่นานมาแล้ว เท่าที่ฉันจำได้ท่านบอกว่า  “การจากคนที่รักก็เป็นทุกข์”  บัดนี้มันจริงเป็นที่สุด........

      ฉันอยากบันทึกความรู้สึกนั้นออกมาเป็นตัวอักษรเพื่อเปลี่ยนถ่ายให้กับคนที่ยังไม่เคยพบเจอเรื่องเหล่านี้ทราบ  เขาจะได้ไม่ประมาท  และระวังในการใช้ชีวิต....โดยเฉพาะการใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอันเป็นที่รักและเคารพยิ่งของเขาอย่างดีที่สุด  เพื่อจะได้ภูมิใจว่าคุณได้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบต่อท่านมาโดยตลอดจนวาระสุดท้ายของการจากไปของท่าน  แล้วคุณจะภูมิใจและปรับใจตนเองให้กลับมาเผชิญความจริงได้เมื่อเหตุการณ์นั้นมันมาถึงตัวของคุณ

        ฉันก็ว่า...ฉันทำใจได้แล้วนะ....แต่เมื่อมาจรดนิ้วสัมผัสแป้นพิมพ์กลั่นตัวอักษรที่จะเอ่ยถึงเรื่องราวของท่านในเวลานี้  มันกลับยากเหลือเกินในความรู้สึก  เหมือนใครเอาเหล็กแหลมมาทิ่มตำรอยเจ็บนั้นอีกครั้ง  แต่ฉันเองนี่แหละ...ที่เป็นคนเอาเหล็กนั้นมาทิ่มตนเอง  เพียงเพื่อต้องการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นเรื่องราวที่จะเตือนใจตนเองและคนที่ยังไม่ได้พบเจอเรื่องแห่งความเป็นจริงเช่นนี้เหมือนดังที่ฉันพบเจอมาแล้วนั้น   ดังนั้น..ตัวอักษรที่เกิดจากการสัมผัสแป้นพิมพ์เพื่อกลั่นบันทึกนี้ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้นั้น  ฉันรู้สึกว่ามันช่างมีความยากเย็นเหลือเกิน  เหตุมิใช่เพราะพิมพ์ด้วยมือโดยผ่านทางความคิดที่คิดแล้วคิดอีกเหมือนทุกๆ บันทึกที่ผ่านมา  หากแต่บันทึกนี้ฉันจรดมันด้วยการใช้ใจพิมพ์มากกว่า...ใจแห่งความรักและความผูกพันที่ฉันได้รับมาจากผู้ชายคนนี้....คนที่รักฉันและพี่สาวฉันอีก 3 คน ได้มากกว่าชีวิตของท่านเองเสียอีกโดยไม่มีข้อแม้หรือเงื่อนไขใดๆ มาเป็นตัวชี้วัดมาโดยตลอดชีวิตของพวกเราและของท่านเอง                     

        หากจะคิดว่ามันง่าย...มันก็ดูเหมือนจะง่ายนะ  นั่นอาจจะเป็นไปได้ในความคิดของคนที่ยังมีท่านอยู่เคียงข้างกายของคุณ  ฉันเองก็เคยเป็นเช่นนั้น...ฉันรู้สึกว่ามันง่ายมาก.....และมันก็ง่ายจริงๆ เมื่อเรากล่าวถึงพ่อที่เรารักและคุ้นเคยมาตลอดชีวิตของเรา  เหมือนอย่างที่ฉันเองก็เคยบันทึกเรื่องราวของท่านไว้ในบันทึกก่อนหน้านี้ เช่นในบันทึกนี้ บ่อปลาของพ่อ...พอเพียงสำหรับหน้าฝนนี้  นั่นเพราะท่านยังอยู่ข้างๆ กายฉันในเวลานั้น  

       ทว่า ณ เวลานี้....กว่าที่ฉันจะสามารถจรดปลายนิ้วสัมผัสแป้นพิมพ์ให้มันออกมาแต่ละตัวอักษรจนรวมเป็นคำๆ ได้นั้น  ฉันกลับรู้สึกว่ามันเหมือนมีก้อนอะไรแข็งๆ แล่นมาจุกตรงลำคอฉันตลอดเวลาแห่งการสัมผัสกับทุกตัวอักษรนั้น  บางคำในระหว่างที่มันจะมาผสมกันเป็นคำๆ ได้นั้น เจ้าน้ำใสๆ ที่ทำให้ตาฉันพร่ามัวระหว่างจ้องบนจอพิมพ์นั้นมันไหลออกมาเองอย่างอัตโนมัติโดยฉันเองไม่สามารถทัดทานหรือสั่งห้ามมันได้เลย  มันทรยศต่อฉันเสียแล้วในเวลานี้  เวลาที่ไม่มีท่านอยู่ข้างกายฉัน  เวลาที่ท่านเพิ่งจากฉันไป

      ในวันที่ฉันเคยไปงานศพใครหลายๆ คนที่ผ่านมา  ฉันเฝ้านั่งฟังและไตร่ตรองความคิดเสมอๆ เมื่อพระท่านเทศนาสั่งสอนธรรมในงานศพนั้นๆ เท่าที่ฉันฟังมาก็สรุปได้ตรงกัน  พระท่านบอกว่ามันเป็นสัจธรรมแห่งชีวิต ..... ใครๆ หลายคนก็บอกฉันเช่นนี้อีกนั่นแหละ  เมื่อฉันเจอสภาวการณ์เช่นนั้นด้วยตัวฉันเอง  เขาบอกให้ฉันยอมรับมันให้ได้  ฉันทำสำเร็จด้วยซ้ำไป  ฉันยอมรับมันได้ว่ามันเป็นธรรมดา....ทุกคนต้องพบเจอ  ใครๆ หลายคนก็เคยพบเจอมาแล้วทั้งนั้น  เขาก็ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้  ฉันเองก็ต้องผ่านช่วงเวลานั้นมาได้เช่นกัน  ป้าครูที่โรงเรียนยังออกปากชมว่าฉันผ่านมันมาได้อย่างสวยงาม...ขนาดตอนป้ายังร้องไห้อยู่นานเกือบเป็นหลายๆ เดือน  ฉันหาหนังสือธรรมะมาอ่านหลายต่อหลายเล่มในช่วงเวลานั้นเพื่อปรับแต่งและปรุงใจของฉันเองให้เห็นเป็นปกติและธรรมดาของสัจธรรมแห่งชีวิตนั่นเอง

           จริงๆ แล้วเรื่องราวของพ่อของทุกๆ คน ก็จะยิ่งใหญ่เสมอในความรู้สึกของคนนั้นๆ เรื่องราวของพ่อฉันก็เหมือนกัน  มันยิ่งใหญ่เสมอในความคิดของฉันและพี่ๆ ทั้งสาม

           แต่ฉันก็จะขอยกเอาเรื่องราวของพ่อบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเตือนใจตนเองและคนอื่นที่ยังไม่พบเจอและอาจจะต้องพบเจอมันในอนาคต  ท่านจะสามารถเรียนรู้มันก่อนที่ท่านอาจจะพบมันในวันหนึ่งข้างเพื่อการเตรียมใจ  เพราะนี่เป็นสัจธรรมที่ทุกคนต้องพบเจอจริงๆ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ด้วยซ้ำ