ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างแยบคาย
ทั้งๆที่เราได้เน้นแล้วเน้นอีกว่า ในการใช้ "หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์" มาช่วยในการดูแลกันนั้น เราต้องให้ความสำคัญกับ "ความรู้สึก" หรือ feeling หรือ emotion part หรือ limbic system ในสมอง เพราะนี่เป็นที่มาของ "ความสุข" แต่หัวข้อที่ผมจงใจเลือกมาพูดใน session สุดท้ายของงาน HA Forum ปีนี้คือ "ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างแยบคาย" ซึ่งคนอาจจะสงสัยว่า เอ.. ทำไมกลับไปเรื่อง "คิด" อีกล่ะ?
พฤติกรรมมนุษย์ในแต่ละวัน โดยเฉลี่ยจะถูกผลักดันโดยสมองซีกขวา และ limbic system เป็นส่วนใหญ่ นัยว่าประมาณ 24 ต่อหนึ่ง (หนึ่งส่วนเป็นสมองซีกซ้าย ส่วน logic ตรรกะ) และอารมณ์จะมีบทบาทสูงมากในการกำหนดพฤติกรรม ทว่า "ศักยภาพที่แท้" ที่มนุษย์เหนือกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ที่เริ่มใช้สมองส่วนอารมณ์) และ primate (ชั้นลิงชิมแปนซี ที่เริ่มพัฒนาสมองส่วนหน้า) ก็คือ "การให้ความหมาย" ของสิ่งที่ตนเองทำ สิ่งที่คนอื่นทำ สิ่งที่ตนเองคิด คนอื่นคิด สิ่งที่ตนเองพูด คนอื่นพูด ไปจนถึงการให้ความหมายของ "การมีอยู่" ของตนเอง ที่ Howard Gardner เรียกเป็น Existential Intelligence หรือ ความฉลาดสำหรับ The Big Questions ว่าทำไมถึงมีเรา เราคงอยู่เพื่อ....
ใน "มรรคมีองค์ 8" ก็เริ่มต้นที่ "สัมมาทิฏฐิ" ปัญญาเห็นชอบ เป็นหนึ่งในสองของหมวด "ปัญญา" (สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ หรือ ดำริชอบ)
หมวดศีล ก็คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ (ประพฤติดีงาม) สัมมาอาชีวะ ว่าด้วยการกระทำ แสดงออก
หมวดสมาธิ ก็คือ สัมมาสมาธิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ)
เป็นปัญญาที่เรา "รู้เท่าทัน" ความรู้สึก (ไม่ได้หมายความไร้อารมณ์ หรือไร้ความรู้สึกนะครับ แต่เป็น "รู้เท่าทัน")
ผมฉาย clip แรกในการพูด เป็นเรื่องของเสือดาวตัวหนึ่ง ฆ่าแม่ลิงบาบูนมาเป็นอาหารตามธรรมชาติของมัน ปรากฏว่ามีลูกลิงที่พึ่งเกิดหล่นตุบลงมาจากท้องแม่ลิง แทนที่เสือดาวตัวนี้จะทำร้ายลูกลิง กลับปกป้อง ไม่ให้หมาป่าไฮยีนาที่มาเลียบๆเคียงๆมาทำอะไร และดูเหมือนเจ้าเสือดาวตัวนี้จะไม่รู้ตนเองเหมือนกันว่าจะทำอะไรดีกับลูกลิง และโดย "สัญชาติญาณ" ของมัน กลับพยายามดูแล สอนให้ลูกลิงปีนต้นไม้ไปเสียด้วยซ้ำ
เป็นสัญชาติญาณความเป็นแม่ ที่ต้องเลี้ยงดูตัวอ่อนที่อ่อนแอ
ต่อต้านแม้กระทั่งสันดานดิบเดิมที่เสือจะฆ่าเพื่อเป็นอาหาร (หรือจะเป็นเพราะมันอิ่มแล้วก็ไม่ทราบได้) ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่ามันไม่ได้ต้องการอาหาร ณ ขณะนั้น ความรู้สึกที่ "เหนือกว่า" จึงควบคุมพฤติกรรม
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมมีความเป็น "ฝูง" คือการดูแลซึ่งกันและกัน และการคิดเพื่อผู้อื่น อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเกิดชุมชน หรือ "สภาวะสังคม"
สำหรับมนุษย์นั้น กระผมคิดว่าเรามีศักยภาพที่จะทำงานกับอารมณ์ได้มากกว่านั้น เพราะเรามีสมองส่วนหน้า เป็นส่วนที่ "ให้ความหมายและจินตนาการ" ได้อีกขั้นหนึ่ง ไม่เพียงเพื่อประโยชน์ที่เราจะใช้ความทรงจำของเราในการนำไปพัฒนาและแก้ปัญหาใหม่ๆที่เราไม่เคยเจอได้แล้ว เรายังสร้างความรู้สึก (feeling) ระดับสูง คือ ความภาคภูมิใจ ความทะเยอทะยาน ความสนใจใคร่เรียนรู้อยากเข้าใจความจริง และในระดับอภิปรัชญาคือ Who are We? Why do we exist? เราคือใคร เราอยู่เพื่ออะไร ได้อีกด้วย
ผมนำส่วนหนึ่งของภาพยนต์เรื่อง Departures ซึ่งเป็นภาพยนต์ญี่ปุ่นว่าด้วยพระเอกที่เป็นนักดนตรีเชลโล กลับกลายเป็นต้องมาทำงานเป็นนักตกแต่งศพก่อนนำไปทำพิธี ซึ่งเป็นงานที่ใครๆก็รังเกียจว่าสกปรก ว่าโชคไม่ดี ทำงานเป็นอัปมงคล แม้แต่ตัวพระเอกเองก็เชื่อเช่นนั้น แต่ภายหลัง เมื่อสภาพจิตของพระเอกปล่อยวางและนิ่งพอ มองเห็นสิ่งที่อาจารย์ของเขาได้กระทำให้ดู พระเอกก็เริ่มให้ความหมายใหม่สำหรับงานนี้ ไม่เพียงแต่เฉพาะกับตัวงานแต่งศพ แต่กับความสัมพันธ์และความสำคัญของการตกแต่งร่ายกายผู้ไร้ชีวิตที่มีต่อคนรอบข้าง ครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย
ภาพยนต์ชุดนี้ ผมได้นำไปฉายในงาน SHA conferences 4 ภาคมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในงาน HA Forum ผมเติมฉากที่สรุปลงไปคือฉากที่พระเอกต้องไปจัดการศพของพ่อตนเอง ซึ่งเป็นการคลี่คลายปมทุกอย่างที่ภาพยนต์เรื่องนี้วางไว้ตั้งแต่ต้น
ความประทับใจที่สื่อในฉากสุดท้ายนี้ก็คือ พระเอกจะมีความโกรธพ่อตนเองมาโดยตลอดที่พ่อทิ้งแม่กับตนเองไปตั้งแต่เด็กๆ จนพระเอกจำหน้าพ่อไม่ได้ แม้กระทั่งตอนมาเจอศพครั้งแรก แต่จนกระทั่งพบว่าพ่อได้เก็บก้อนหินที่พระเอกเคยมอบให้พ่อไว้ และกำไว้ในมือจวบจนวาระสุดท้าย พระเอกจึงพึ่งตระหนักว่าพ่อไม่เคยลืมและรักตนเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อความโกรธหายไป ภาพเงาลางเลือนของพ่อก็กลับกลายเป็นชัดเจนขึ้น และจำหน้าพ่อได้ในที่สุด แสดงถึงแท้ที่จริงแล้วพระเอกไม่เคยลืมพ่อเลย แต่เป็นเพราะอารมณ์โกรธที่ได้บดบัง ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากจำ มาทำให้ภาพพ่อเลือนลางไป ภาพยนต์เรื่องนี้ได้แสดงออกมาตลอดทั้งเรื่องถึงตัวตนพระเอก ทั้งด้านดนตรี เชลโล เพลง และตำนานเรื่องเล่าต่างๆ พระเอกยกมาทั้งเรื่องนั้น ได้มาจากพ่อทั้งหมด เพียงแค่ไม่รู้ตัวเท่านั้น
ความโกรธแค้นหรืออารมณ์ลบ สามารถกลบศักยภาพที่แท้ของมนุษย์ไปได้ สามารถลบได้แม้กระทั่งความรักที่สุด ที่มนุษย์สามารถจะมี สิ่งเดียวที่เราพอจะวางใจได้ก็คือ เราเองที่มีสิทธิเลือกที่จะปล่อยอารมณ์ลบเหล่านี้ มาขวางกั้นความสามารถที่จะรัก ความสามารถที่จะอยู่และให้ความหมายกับงาน กับคนรอบข้าง ครอบครัว ด้วยความรัก การให้อภัย หรืออยู่จมกับปลักแห่งความโกรธแค้น ริษยา อาฆาต
มนุษย์จำเป็นต้องเลือก และการเลือกนี่เอง ที่เป็นสิทธิ และหน้าที่แห่งความเป็นมนุษย์ ว่าเราจะเลือกเป็นอะไร และเราต้องเลือกอยู่ตลอดเวลา
เรื่องที่มนุษย์ต้อง "เลือก" นี่เองที่ทำให้ผมนำมาเสนอใน "ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างแยบคาย" ในเมื่อเราทราบความสำคัญของอารมณ์ แต่เรามีศักยภาพอีกรูปแบบหนึ่ง ในด้านการให้ความหมาย เราสามารถที่จะนำเอาความหมายยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ได้ มาบรรยาย พรรณนา เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต การทำงาน คนรอบๆข้าง เป็นการ "สร้างโลก" ขึ้นมาสำหรับตัวเรา และคนที่มีความหมายต่อเรา
มนุษย์มีความเป็นสัตว์สังคมสูงมาก มากจนกระทั่งเมื่อไรก็ตามที่เราลืมไป ใช้ชีวิตโดดเดี่ยว ไม่ขอบคุณต่อสรรพสิ่งต่างๆมากมายที่ทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็น ทำให้เรารู้สึกอย่างที่เรารู้สึก ก็จะเท่ากับเป็น "การถดถอยความเป็นมนุษย์" ลงไป จิตไปอยู่ใน realm ของเปรตบ้าง (ถ้าโลภ) ของยักษ์บ้าง (ถ้าโกรธ) ของอสูรบ้าง (ถ้าหลง) คืออยู่ร่างมนุษย์แต่จิตไม่ได้อยู่ในสถานะมนุษย์
ผมสิ้นสุดการนำเสนอด้วยการอัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานแก่บรรดาข้าราชการใหญ่น้อย พระบรมวงศานุวงศ์ และพสกนิกรทุกคนที่อาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิร่มไทรพระบารมีของพระองค์ เนื่องในวาระวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปีที่แล้ว (2552) เนื้อหานั้นสมควรอย่างยิ่งที่พวกเราทุกคน ควรจะนำไป "ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างแยบคาย"
สวัสดีครับ อาจารย์ หมอสกล
"ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างแยบคาย" อ่านแล้วคิด คิดแล้วอ่านใหม่ ถึงได้มาใคร่ครวญ และคงต้องใช้เวลา กว่าไปถึง แยบคาย
บาง คำพูด ครุ่คิด ใครครวญ ถึงหมกมุ่นครับ
สวัสดีคะ
ในวันนั้นหลายคนน้ำตาคลอเบ้า
คุณหมอภักดี จากรพร.ด่านซ้าย ถึงกับบอกว่า " ผมประทับใจมาก"
เพราะในงาน SHA ระดับภาค เราเห็นแค่ที่ พระเอกทำให้คนอื่น
แต่ก้อนหินในมือก้อนนั้นของคุณพ่อ ได้อารมณ์ เหลือเกินคะ
เป็นตอนจบที่ยิ่งใหญ่ งดงาม
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ อีกครั้งคะ