รศ.ไพฑูรย์ คัชมาตย์

เมื่อวานนี้ตอนเย็นๆ ได้ข่าวจากเพื่อนโทรมาชวนไปเยี่ยมอาการป่วยของท่าน รองศาสตราจารย์ไพฑูรย์ คัชมาตย์  ที่บ้านพักของท่าน.............ผมก็งงๆว่า อ้าว ท่านป่วยเหรอ?

ค่ำๆ เพื่อนจึงมารับ และเดินทางไปบ้านพักท่านในมหาวิทยาลัยขอนแก่น..........ยังไม่ทันทราบว่าท่านเป็นอะไร เพราะไม่ทันได้ถามเพื่อนก็ถึงบ้านท่านซะก่อน  ลงไปท่านกำลังทานข้าวเย็นอยู่ที่หน้าบ้าน

ท่านดูเหนื่อยอ่อน...............ทักทาย และพูดคุยได้สักระยะ ก็ได้ทราบจากท่านว่าเป็นโรคกระดูกพรุน.......เป็นมาแล้ว 3 เดือน อยู่ในระยะพักฟื้น อาการโดยรวมดีขึ้น (ท่านบอกแบบนักเศรษฐศาสตร์ เสมือนหนึ่งกราฟมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่มิได้หมายถึงดีขึ้นทั้งหมด แค่โดยเฉลี่ย)

นั่งคุยกับท่าน ก็หวนให้ระลึกถึงคราวที่เรียนหนังสือในชั้นโดยเฉพาะวิชาการจัดการฟาร์ม...........Farm Management เมื่อครั้งปริญญาตรี

เรานั่งคุยกันกับท่านอาจารย์นานพอควร เสมือนหนึ่งด้วยความกระหาย เพราะไม่ได้คุยกันกับท่านมานาน แม้ขณะเป็นนักศึกษาปริญญาตรีอยู่ เราก็ไม่เคยได้ลิ้มรสบรรยากาศแบบนี้ เพราะท่านเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่พวกเราเคารพนับถือ และเราเอง(เรา คืออุปทานเอาว่ารวมเพื่อนๆด้วย) ก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยเรื่องทั่วๆไป

ท่านเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ใจดี ดูแลลูกศิษย์อย่างดีเยี่ยม ที่กล่าวอย่างนี้เพราะท่านเคยเป็นที่ปรึกษาวิชาสัมมนาให้ผมในคราวนั้น ท่านตรวจละเอียดลออทุกตัวอักษร ขีดค่า เขียนคำเพิ่มเติม แก้ไข จนผมชื่นชอบและเคารพท่านมาตลอด และในห้วงเวลานั้นบางคราเสมือนหนึ่งท่านสอนหนังสือพวกเราในห้องเรียน เพียงแต่เปลี่ยนจากวิชาการเป็นวิชาชีวิต

และสิ่งที่ได้ในครานี้ก็คือ ทราบว่าท่านเหนื่อยอ่นและป่วยหนักพอควร ต้องกายภาพบำบัดเกือบทุกวัน  ปวดกระดูกมากๆ ท่านบอกว่าตลอดชีวิต 50 กว่าปีท่านไม่เคยป่วย ออกกำลังกายตลอด เช็คร่างกายปีละ 2 ครั้ง ตรวจทุกโรค ยกเว้นตรวจกระดูก แต่ก็ต้องมาล้มป่วยด้วยโรคกระดูกที่แสนทรมาน จนมีคำหนึ่งท่ท่านเอ่ยมาว่า "ถ้าซื้อความเจ็บปวดได้ จะซื้อไปทิ้ง" 

อีกไม่กี่เดือนท่านก็จะเกษียณอายุราชการ และกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก   ท่านเป็นน้องชายของท่านสาโรช คัชมาตย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านเล่าว่ามีพี่น้อง 5 คน  คนโตคือท่านสาโรช  ซึ่งมีครอบครัวอยู่ที่ กทม.  ส่วนท่านและน้องๆปลูกบ้านอยู่ด้วยกันหลายหลังที่พิษณุโลก ท่านแต่งงานแต่ไม่มีลูก  น้องคนเล็กก็แต่งงานแต่ไม่มีลูก ส่วนอีก 2 คน ไม่ได้แต่งงาน ทั้ง 4 คนก็จะต้องดูแลกันและกันในยามแก่ชรา.............ส่วนท่านสาโรช ท่านมีลูก 2 คน..............

ท่านเชิญชวนพวกเราไปเยี่ยมท่านที่พิษณุโลก ในโอกาสหน้า หลังจากเกษียณยายุราชการ............

เราก็ได้แต่ห่วงท่าน..................ด้วยความเคารพท่านอย่างมาก