GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สองบรรทัดฐานของการยุบพรรคไทยรักไทย

ลำดับของกฎหมาย พ.ร.ฎ. ก็ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่า บ้านเมืองไม่ควรนำเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในอดีตมาเป็นเกณฑ์เพื่อใช้ในวันนี้
          อาการอิดออดของ 3 เสือ กกต. พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ,นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร ที่ส่อว่าไม่อยากให้พรรคไทยรักไทยเจอข้อหาจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ปรากฏให้เห็นมาเป็นระยะๆ เริ่มตั้งแต่ที่คณะอนุกรรมการชุดที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตรองประธานศาลฎีกา สรุปผลสอบว่า พรรคเล็ก 2 พรรค คือ พรรคแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ได้รับเงินสนับสนุนจากพรรคไทยรักไทยจริง จากนั้น กกต.ก็ทำทีว่าเอาจริงด้วยการมีมติให้ยุบพรรคเล็กทั้ง 2 พรรค หลังท้าทายสังคมด้วยการเล่นบทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการพูดที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน (เลือกตั้งพรรคเดียวไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน) หรือการเปิดฉากคัดง้างสถาบันศาล (ไม่ลาออกเพื่อเปิดทางให้มี กกต.ชุดใหม่) ล่าสุด กกต.กำลังสวมบทชิ่ง โยนเผือกร้อน (ยุบพรรค ทรท.) ให้อัยการสูงสุดเป็นคนฟันธงแทน เมื่ออัยการไม่รับลูก(ส่งเรื่องกลับ) กกต.ก็ทำท่าว่าจะโดดข้ามขั้นตอน ด้วยการไม่เล่นเกมที่รู้ว่าตนจะแพ้ (ชี้มูล ทรท.) แล้วหันไปเล่นเกมใหม่ที่ตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ(ตั้งคณะทำงานร่วม) บางที...เกมที่ กกต.คิดว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายชนะ อาจจบลงด้วยความพ่ายแพ้ เพราะถูกฟ้องอาญา ม.157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีก 1 คดีก็เป็นได้   ส่วนพรรคใหญ่อย่างไทยรักไทยนั้น กกต.บอก หลักฐานสาวไม่ถึง พร้อมทั้งให้อนุกรรมการฯ ไปสอบเพิ่ม เมื่ออนุกรรมการฯ ไปสอบเพิ่ม และส่งผลสอบกลับให้ กกต. เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ได้สรุปชัดเจนว่า มีระดับบิ๊กของไทยรักไทยอย่าง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรค และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย มีส่วนสำคัญในการจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง สรุปว่า มีความผิดทั้งในส่วนของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว. พ.ศ.2541 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 รวมทั้งมีความผิดอาญาอีกหลายมาตรา และด้วยเหตุที่ พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ ต่างก็เป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย เงินที่ให้การสนับสนุนพรรคเล็กก็เป็นเงินจำนวนมาก ประกอบกับผลที่ได้รับก็เป็นประโยชน์กับพรรคไทยรักไทย ดังนั้นจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำในฐานะส่วนตัว แต่มีหลักฐานควรเชื่อว่าเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของพรรคไทยรักไทย จึงมีผลผูกพันเสมือนเป็นการกระทำของพรรคไทยรักไทยเอง ด้วยเหตุนี้ คณะอนุกรรมการฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า สมควรแจ้งข้อกล่าวหาแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป
       
       แต่นอกจาก กกต.จะไม่รับลูกข้อเสนอของอนุกรรมการฯ แล้ว พล.ต.อ.วาสนา ยังสั่งให้อนุกรรมการฯ ไปสอบเพิ่มอีก ทั้งที่ประธานอนุกรรมการยืนยันว่า สอบครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว สุดท้าย กกต.จึงทำอย่างที่ใจต้องการ ด้วยการเชิญ พล.อ.ธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์ มาชี้แจง ก่อนจะลงเอยด้วยการทานข้าวด้วยกัน นับเป็นการชี้แจงข้อกล่าวหาที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันยิ่งนัก!
       
       และในที่สุด กกต.ก็แอบส่งสำนวนการสอบเรื่องพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กให้อัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. เพื่อพิจารณาต่อว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักไทยหรือไม่ ที่ต้องบอกว่า กกต.แอบส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด ก็เพราะในวันนั้น พล.ต.อ.วาสนา ยังบอกกับสื่อว่า ได้ข้อสรุปแล้วเรื่องพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก แต่ยังไม่บอก ว่าจะส่งอัยการสูงสุดวันไหน ขณะที่นายปริญญา (นาคฉัตรีย์) พูดไปอีกทาง โดยบอกว่ายังไม่ได้ข้อสรุป ต้องอีก 1-2 วันถึงจะสรุป แล้วค่อยส่งอัยการสูงสุด แต่ปรากฏว่าเย็นวันเดียวกัน นายพชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุด ได้ออกมาบอกว่า กกต.ส่งเอกสารหลักฐานเรื่องพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กให้อัยการสูงสุดแล้ว แต่ กกต.ไม่ได้ชี้มูลความผิดแต่อย่างใดว่า สมควรยุบพรรคไทยรักไทยหรือไม่ ทีพรรคเล็ก 2 พรรคอย่างแผ่นดินไทยและพัฒนาชาติไทย กกต.กลับชี้มูลความผิดส่งให้อัยการได้
       
       พฤติกรรมดังกล่าว ส่งผลให้ กกต.ถูกสังคมสวดไปตามระเบียบ ทั้งในแง่ 2 มาตรฐาน และยื้อเวลาเพื่อช่วยพรรคไทยรักไทยให้นานที่สุด ซึ่ง พล.ต.อ.วาสนา ก็อ้างว่า กฎหมายไม่ได้บอกว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองหรือประธาน กกต. ต้องชี้มูล แถมยังอ้างอีกว่า กกต.ไม่เคยชี้มูลความผิดพรรคเล็ก ขณะที่นายวีระชัย(แนวบุญเนียร) ก็อ้างว่าเรื่องพรรคไทยรักไทยกับพรรคเล็ก เป็นคนละกรณีกัน ความผิดไม่เหมือนกัน สุดท้ายอัยการสูงสุดแก้ปัญหาด้วยการส่งเรื่องกลับให้ กกต.เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เพื่อให้ชี้มูลความผิดพรรคไทยรักไทยมาก่อน เพราะ กกต.ยังทำหน้าที่ไม่ครบถ้วน โดยขีดเส้นให้ กกต.ชี้มูลแล้วส่งกลับอัยการสูงสุดภายใน 7 วัน หรือภายในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ แต่เสียงแรกของ กกต.ที่ออกสู่สาธารณชนในเรื่องนี้ ก็คือเสียงของนายวีระชัย ที่ยังตะแบงเหมือนเดิมว่า กกต.ไม่มีหน้าที่ต้องชี้มูลความผิดพรรคไทยรักไทย แถมยังอ้างหน้าตาเฉยว่า การส่งเรื่องกลับของอัยการสูงสุด ไม่ใช่เพื่อให้ กกต.ชี้มูล แต่เพื่อให้ กกต.ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างนายทะเบียนพรรคการเมืองกับอัยการสูงสุด เพราะถือว่าอัยการสูงสุดไม่ส่งเรื่องยุบพรรคไทยรักไทยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดังนั้นต้องตั้งคณะทำงานร่วม และหากคณะทำงานร่วมไม่สามารถหาข้อยุติได้ ก็ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง(ประธานกกต.) ดำเนินการชี้มูลว่า พรรคไทยรักไทยได้กระทำผิดหรือไม่ ถ้าผิด ก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย นี่คือเกมที่สังคมมองว่า กกต.ตั้งไว้ตั้งแต่แรก และกำลังเดินตามเกมที่ตัวเองได้วางไว้!
       
        ไม่ว่าที่สุดแล้ว มติของ กกต.จะออกมาโทนเดียวกับที่นายวีระชัยบอกหรือไม่ แต่ก็ได้สะท้อนชัดเจนแล้วว่า กกต.หลีกเลี่ยงทุกทางที่จะไม่เป็นผู้ชี้มูลความผิดพรรคไทยรักไทย และนี่ อาจทำให้ปัญหาพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กหยุดชะงักกันอีกครั้ง และไม่แน่ว่า ที่สุดแล้ว จะสามารถเดินไปถึงมือศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่?
       
       อ.ประหยัด หงษ์ทองคำ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ มองว่า ถ้า กกต.ไม่ชี้มูลความผิดพรรคไทยรักไทย ก็แสดงว่าต้องการยื้อเวลาและทำให้เรื่องเกิดปัญหา ซึ่งอาจมีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะก่อนหน้านี้ กกต.ยังชี้มูลความผิดพรรคเล็กได้ ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน กรณีเดียวกันหากหลักฐานพรรคใหญ่ที่ว่าจ้างพรรคเล็กยังไม่ครบถ้วน หรือไม่มีน้ำหนัก กกต.ก็คงยังไม่มีมติยุบพรรคเล็กแน่
       
       “ก็คงเป็นปัญหาแน่ เพราะอัยการเขาแสดงท่าทีชัดเจนว่า กกต.ต้องทำหน้าที่ให้ครบถ้วน คือต้องชี้มูล เมื่อเปรียบเทียบกับคดีที่ยุบ 3 พรรคเล็กไปแล้ว กกต.ก็ได้ชี้มูลไปใช่มั้ย แล้วกรณีอย่างเดียวกัน เรื่องของพรรคใหญ่ ทำไมไม่ชี้มูล กกต.มีเหตุผลอะไร อย่างที่อัยการสูงสุดเขาได้วิเคราะห์แล้วว่า การที่ กกต.ไม่ชี้มูลไปเหมือนเหมือน 3 พรรคเล็กนั้น มันมีการส่อให้เห็นว่า เป็นการทำงานของ กกต.ที่ดับเบิลสแตนดาร์ด และอีกประการหนึ่งคือ จะเป็นไปได้มั้ยที่ กกต.จะยื้อเวลา หรือใช้วิธีการที่ว่า เมื่อ กกต. ได้รับการท้วงติงจากอัยการสูงสุดแล้ว ก็จะใช้วิธีการอ้างเอาอำนาจตามกฎหมายพรรคการเมือง ในการที่จะตั้งคณะกรรมการร่วม แต่อัยการสูงสุดเขาก็ได้ชี้แล้วว่า มันเป็นคนละเรื่องกัน มันยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องตั้งกรรมการร่วม ควรที่จะให้ กกต.ทำหน้าที่ของตนให้ครบถ้วนกระบวนการความเสียก่อน และเมื่อ กกต.ชี้มูลไปแล้ว อัยการสูงสุดก็จะได้พิจารณาว่า สมควรที่จะส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ มันก็ไม่จำเป็นต้องมาตั้งกรรมการร่วมแต่ประการใด ซึ่งเรื่องนี้อัยการสูงสุดได้แสดงท่าทีและข้อกฎหมายอย่างชัดเจนแล้วว่า ควรจะต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นการที่ กกต.ยังแสดงท่าทีว่า ไม่ทำตามแนวทางที่อัยการสูงสุดแนะนำมานั้น มันก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่า กกต.กำลังจะทำอะไรบางอย่างให้มันเกิดปัญหาในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ให้มันยืดยาวยิ่งขึ้น เพื่อที่จะเป็นการถ่วงเวลาหรือเพื่อเป็นการซื้อเวลาอย่างที่หลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้”
       
       ขณะที่ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มองเช่นกันว่า เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ที่อัยการสูงสุดส่งเรื่องกลับให้ กกต.ชี้มูลความผิดพรรคไทยรักไทยมาก่อน และ กกต.ก็ควรจะต้องชี้มูล เพราะแม้ กกต.จะอ้างว่า กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ แต่ในฐานะที่ กกต.เป็นคนเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดต้องบ่งชี้ว่า กกต.เห็นอย่างไรกับเรื่องที่อนุกรรมการสอบสวนมา เพราะหาก กกต.ไม่ต้องชี้มูล กฎหมายก็คงกำหนดแล้วว่า การส่งเรื่องไม่ต้องผ่าน กกต. นอกจากนี้ กกต.ก็ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่อนุกรรมการส่งเรื่องมาปุ๊บ ก็ส่งผ่านไปให้อัยการได้ทันทีโดยไม่ชี้มูล ดังนั้น กกต.อย่าอ้างว่า ความผิดพรรคไทยรักไทยเป็นคนละเรื่องกับพรรคเล็ก กกต.ควรพิจารณาในเรื่องของหลักกฎหมายมากกว่า
       
       “ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า ผิดเรื่องไหน ประเด็นในแง่หลักกฎหมายในเรื่องนี้ อันนี้ต้องพูดจากหลักนะ หลักมันอยู่ตรงนี้ เพราะเวลาที่เราไปเถียงกันตามตัวอักษร บางทีมันมันเขียนต่างกันนิดหน่อย แต่หลักมันอยู่ตรงที่ว่า องค์กรนี้ คือ กกต.เขาเป็นคนที่พิจารณาในหมวดเรื่องของการยุบพรรค มันเป็นอำนาจหน้าที่ของเขา และมันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ความสัมพันธ์ระหว่าง กกต.กับอัยการ กกต.ในฐานะที่เป็นองค์กร เป็นหน่วยที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ เขา(กกต.) ต้องชี้ลงไปว่า ที่อนุกรรมการสอบสวนมานั้นเขาเห็นว่าอย่างไร เพราะในที่สุดอนุกรรมการสอบสวนมา เขาก็มีอำนาจให้ไปสอบเพิ่ม หรือพอใจผลการสอบของอนุกรรมการ เหมือนที่เขาทำกันมา เขาก็ทำอยู่ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ผมคิดว่า กกต.คงต้องชี้ ถ้าถามความเห็นผม ผมว่าไม่ชี้ ไม่น่าจะได้ คือ ส่งเรื่องผ่าน พาสเรื่องไปเลย คงไม่ได้ คงต้องวินิจฉัยไปว่า ตนเองในฐานะที่เป็นคนตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องนี้นั้น มีความเห็นในทางกฎหมายเรื่องนี้อย่างไร ...ผมคิดว่า เวลาที่เราตีความตัวกฎหมาย อย่าไปดูตรงตัวอักษรอย่างเดียว มันต้องดูจากหลักว่า มันต้องมีเรื่องความรับผิดชอบขององค์กรเข้ามาช่วย เป็นเครื่องช่วยในการวินิจฉัย มันเป็นไปไม่ได้ว่า ในแง่มุมนี้ คือ กกต.เป็น ”บุรุษไปรษณีย์” อนุ กกต.สอบปุ๊บ ส่งมา แล้วก็พาสไปที่อัยการเลย ผมไม่คิดว่า จะเป็นอย่างนั้นได้”
       
       ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ เสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตทางการเมืองขณะนี้ด้วยการออก พ.ร.ฎ.เพื่องดใช้รัฐธรรมนูญในบางมาตราเป็นการชั่วคราว เหมือนกับที่เคยทำมาแล้วสมัยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกฯ เมื่อปี 2476 นั้น อ.ประหยัด หงษ์ทองคำ บอกว่า เป็นความคิดที่ไร้เหตุผล เพราะโดยศักดิ์ของกฎหมาย พ.ร.ฎ.ไม่มีอำนาจไปยกเลิก รธน.อยู่แล้ว และนอกจากข้อเสนอดังกล่าวจะแก้ปัญหาไม่ได้ ยังอาจทำให้เกิดการปฏิวัติเหมือนเมื่อครั้งนั้นด้วย
       
       “เป็นข้อเสนอที่ Silly 1.พ.ร.ฎ.ไม่มีอำนาจที่จะไปยกหรืองดใช้รัฐธรรมนูญกฎหมายศักดิ์มันต่างกันอยู่แล้ว 2.มีเหตุผลอะไรที่จะไปยกเลิกรัฐธรรมนูญบางมาตรา มันต้องระบุไปว่า มีเหตุผลที่สมควร ซึ่งควรจะต้องออกมาในรูปของการออก พ.ร.บ. ไม่ใช่ออกเป็น พ.ร.ฎ. เพราะอย่าลืมว่า พ.ร.ฎ.นั้นเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหารเท่านั้น เท่ากับว่าให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือ? อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่า ท่านนึกอะไรขึ้นมา ผมยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่า คุณเฉลิมจะให้งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรานั้น มาตราอะไรบ้าง เพราะท่านไม่ได้พูด เมื่อไม่พูด จะรู้ได้อย่างไรว่า จะงดใช้มาตราอะไรบ้าง มาตราหรือพฤติการณ์เหล่านั้นจะช่วยให้วิกฤตทางการเมืองมันดีขึ้นอย่างไร ในสมัยพระยามโนฯ นั้น เพราะมันเกิดเรื่องแตกแยกระหว่างสมาชิกสภาฝ่ายผู้ก่อการ และฝ่ายที่นิยมเจ้า เพราะฉะนั้นนายกฯ ขณะนั้น คือ พระยามโนฯ เห็นว่า หนทางหนึ่งที่จะยุติความขัดแย้งนี้ได้ คือ งดเว้นการประชุมสภาเป็นระยะเวลาหนึ่ง มันก็จะไม่กระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็จะเห็นได้ว่า การกระทำดังกล่าวนั้นมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย มันกลับเร่งให้มีการแก้ไขปัญหาโดยการใช้กำลังเข้ามาปฏิวัติรัฐประหารเร็วขึ้นด้วยซ้ำไป พระยาพหลฯ ใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจพระยามโนฯ ซะเลย”
       
          
        ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม บอกว่า ไม่ควรยุบพรรคไทยรักไทย เพราะอาจจะเกิดการสูญเสียเลือดเนื้อได้นั้น อ.วรเจตน์ มองว่า ขณะนี้เรื่องยุบพรรคเข้าสู่กระบวนการในทางกฎหมายแล้ว เหมือนกับรถไฟที่ออกวิ่งแล้ว เมื่อวิ่งแล้ว ก็ต้องไปตามรางของมัน ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน หากมีการทำผิดจริง และเป็นเรื่องที่สาวถึงตัวพรรคได้ ถ้าต้องยุบพรรค ก็ต้องยุบ แต่ถ้าไม่ถึงพรรค ศาลพิเคราะห์แล้วไม่ถึงพรรค จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องตัดตอนจากพรรคไป ก็ไม่เป็นเหตุให้ยุบพรรค ...แต่ถ้าเหตุการณ์และการกระทำ เป็นเรื่องความผิด แล้วถึงขั้นยุบพรรค แล้วจะมาบอกว่า เราต้องไม่ยุบ ยุบไม่ได้ ตนก็ไม่รู้ว่าเราจะเคารพกฎหมายกันหรือเปล่า?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 34785
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)