ผู้นำที่ดีจะให้ความสำคัญกับโอกาสมากกว่าปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหานั้นจะถูกซุกซ่อน แต่การแก้ปัญหาไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ กับองค์กร เป็นเพียงการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
-------------------------------------------------------------------------------------------
ความตื่นตัวของการศึกษาทางด้านบริหารในปัจจุบัน ประกอบกับสื่อต่างๆ ทางด้านบริหารที่มีออกมาอย่างมากมาย ทำให้เราได้เห็นตัวอย่างของ “ ผู้นำที่ดี” และ “ ไม่ดี” กันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนำไปสู่ข้อสงสัยที่ว่า อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ให้ผู้นำบางคนออกมาดีหรือไม่ดี
ในช่วงหลังได้มีความพยายามจากบรรดานักวิชาการต่างๆ แสวงหาคำตอบว่า อะไรคือสาเหตุสำคัญ ที่สุดท้ายแล้วผู้นำบางคนออกมาดี บางคนออกมาไม่ดี
เรามาเริ่มดูจากแนวคิดของ Peter Drucker ปรมาจารย์ทางด้านการจัดการผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว
Drucker ได้เขียนความลงในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมิถุนายน ปี 2004 ชื่อ What Makes an Effective Executive เนื้อหาของบทความนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์กว่า 65 ปี ที่เขาได้ทำงานร่วมกับผู้นำองค์กรมาจำนวนมาก ก่อนพบว่า “ ผู้นำที่มีประสิทธิผล” นั้นมีลักษณะ บุคลิกภาพ และคุณลักษณะที่หลากหลายมาก แต่ผู้นำกลุ่มนี้จะปฏิบัติตามแนวทาง 8 ประการได้แก่
1) พวกเขาจะถามว่า อะไรคือสิ่งที่จะต้องทำ (They asked, "What needs to be done?" )
2) พวกเขาจะถามว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับองค์กร (They asked, "What is right for the enterprise?")
3) พวกเขาจะพัฒนาแผนงาน (They developed action plans.)
4) พวกเขาจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ตัดสินใจลงไป (They took responsibility for decisions.)
5) พวกเขาจะรับผิดชอบต่อการสื่อสาร ถ่ายทอดแผนงานให้เป็นที่รับรู้ และเข้าใจ (They took responsibility for communicating.)
6) พวกเขาจะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อโอกาสมากกว่าปัญหา (They were focused on opportunities rather than problems.)
7) พวกเขาเป็นผู้นำการประชุมที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (They ran productive meetings.)
8) พวกเขาคิด และจะใช้คำว่า “ พวกเรา” มากกว่า “ ผม หรือ“ ดิฉัน” (They thought and said "we" rather than "I.")
โดยภายใต้หลักการทั้งแปดข้อนั้น ..
สองข้อแรก เป็นคำถามที่ก่อให้เกิดความรู้ที่ผู้นำต้องการ
สี่ข้อต่อมา เป็นการเปลี่ยนความรู้ที่ได้เป็นการปฏิบัติที่เห็นผล
และสองข้อสุดท้ายเพื่อให้มั่นใจว่าทั้งองค์กรมีส่วนร่วมและรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน
เป็นอย่างไรบ้างครับ หลักการทั้งแปดข้อของ Drucker ดูเหมือนจะไม่มีอะไรใหม่นะครับ แต่เมื่อเป็นข้อเขียนจากผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในสุดยอดกูรูทางด้านการจัดการของโลก ทุกคนคงจะต้องให้ความสนใจเหมือนกัน
เรามาลองดูทีละประเด็นอย่างย่อๆ
ประเด็นแรก การถามว่า อะไรคือสิ่งที่จะต้องทำ เป็นวิธีการที่ผู้นำใช้ในการแสวงหาประเด็นหรือความจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้นำจะต้องรีบลงมือดำเนินการหรือแก้ไข
Drucker บอกไว้ว่า เขาไม่เคยเห็นผู้บริหารที่สามารถกำหนดสิ่งที่มีความจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะทำได้มากกว่าสองเรื่องพร้อมๆ กัน และเมื่อดำเนินงานในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเสร็จสิ้นแล้ว
ผู้นำที่ดีจะถามคำถามนี้กับตัวเองอีกครั้ง เพื่อจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะต้องทำใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่า งานที่ไม่สำคัญจะไม่ถูกจัดลำดับ เพียงแต่จะได้รับการมอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำแทน
ประเด็นที่สอง คือ คำถามที่ว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับองค์กรเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งที่เฉพาะตัวผู้ถือหุ้น เจ้าของ พนักงาน หรือผู้บริหาร
ประเด็นที่สาม ผู้นำที่ดีจะต้องเขียนแผนงานที่จะปฏิบัติ สามารถนำความรู้หรือสิ่งที่รู้ไปสู่การปฏิบัติ การเขียนแผนงานนั้นเป็นเหมือนกับสิ่งที่บอกว่าผู้บริหารนั้นจะทำอะไรในอนาคต แต่ไม่ได้เป็นข้อสัญญาหรือข้อผูกมัด เนื่องจากแผนงานเหล่านั้นจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ให้เข้ากับโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นแผนงานเหล่านี้ยังจะต้องมีระบบในการกำกับและตรวจสอบที่จะบอกถึงความสำเร็จของการดำเนินงานด้วย
ประเด็นที่สี่การรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ตัดสินใจไปนั้น การตัดสินใจที่ดีจะต้องทำให้เห็นอย่างชัดเจนถึง “ ชื่อบุคคล” ที่รับผิดชอบที่จะนำการตัดสินใจนั้นไปปฏิบัติ ระยะเวลาที่ต้องทำให้การปฏิบัตินั้นเห็นผล
บุคคลที่จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้น จะต้องรับทราบและอย่างน้อยไม่ต่อต้านต่อการตัดสินใจนั้น สุดท้ายจะต้องทราบว่า ใครควรที่จะได้รับทราบเกี่ยวกับการตัดสินใจนั้น ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจก็ตาม
ประเด็นที่ห้า ผู้นำที่ดีจะต้องสามารถสื่อสารแผนงานและข้อมูลที่สำคัญให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อแผนงานของผู้นำ
ประเด็นที่หก ผู้นำที่ดีจะให้ความสำคัญกับ “ โอกาสมากกว่าปัญหา” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหานั้นจะถูกซุกซ่อน ปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการแก้ไข เพียงแต่ว่าการแก้ปัญหาไม่ได้เป็นการก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ กับองค์กร เป็นเพียงการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น ในขณะที่ โอกาสจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์สำหรับองค์กรมากกว่าปัญหา
ประการที่เจ็ด ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักนำการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพราะเวลาของผู้บริหารส่วนใหญ่จะหมดไปกับการประชุม แม้กระทั่งการพูดคุยสองต่อสองกับเพื่อนร่วมงาน ก็ถือเป็นการประชุมอย่างหนึ่ง
แนวทางในการนำการประชุมให้ได้ผลดีจะต้องรู้ล่วงหน้าว่า การประชุมที่จะเกิดขึ้นเป็นการประชุมในลักษณะใด เนื่องจากการเตรียมการนำการประชุมในแต่ละวัตถุประสงค์ย่อมที่จะแตกต่างกัน
ผู้นำจะต้องเตรียมตัวและวางตัวในลักษณะที่แตกต่างกันสำหรับการประชุมในแต่ละลักษณะ นอกจากนี้การติดตามงานหลังการประชุมก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่ประชุมเสร็จแล้วปล่อยไป โดยขาดการติดตามงาน
ประเด็นสุดท้าย ผู้นำควรจะคิดและพูดในด้วยสรรพนามบุรุษที่หนึ่งว่า “ พวกเรา” มากกว่าเป็นเพียงแค่ “ ผม” หรือ “ ดิฉัน” ถึงแม้ผู้นำจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจในองค์กรก็ตาม การที่งานจะสำเร็จได้จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน เพราะฉะนั้นผู้นำที่ดีควรจะต้องคิดถึงและพยายามตอบสนองต่อความต้องการของทั้งองค์กรมากกว่าของตนเอง
เป็นอย่างไรครับ หลักการแปดประการจาก Peter Drucker ในการที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล นี่อาจจะเป็นฉบับย่อ แต่น่าจะทำให้ท่านผู้อ่านพอจะเห็นภาพ ผมมองว่า การเป็นผู้นำที่ดีไม่ได้จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่พิเศษพิสดาร เพียงแต่ควรทำในสิ่งปกติเหล่านี้ให้ได้ดีที่สุด
Drucker ยังแถมประเด็นสุดท้ายไว้ในบทความของเขาด้วยว่า ผู้นำที่ดีควรจะ“ ฟังก่อน แล้วพูดทีหลัง” (Listen First, Speak Last) ซึ่งในประเด็นสุดท้ายนี้ ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนของผู้นำหลายๆ ท่านนะครับ ที่อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวโดยที่ผู้นำคนนั้นมักไม่ค่อยรู้ตัว
ผู้นำที่ " ดี " กับผู้นำที่ " ไม่ดี "
ความเป็นผู้นำ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
JJ · 28 มี.ค. 2553
ละอ่อนท่าวังผา · 28 มี.ค. 2553
ชำเลือง · 28 มี.ค. 2553
บัวจันทร์ · 28 มี.ค. 2553
ครูอ้อย แซ่เฮ · 28 มี.ค. 2553