เราๆ ท่านๆ คงจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวดีๆ ของผักมาแล้ว เช่น คำแนะนำให้กินผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง ฯลฯ บางท่านกินผักอย่างเดียวยังไม่ถึงใจ นำผักไปทำน้ำผักคั้นดื่มสดๆ เพื่อให้ได้สารคุณค่าพืชผักอีก
วันนี้มีข่าวดีสำหรับคนกินผักครับ... ข่าวดีที่ว่านี้คือ กินผักเป็นประจำน่าจะช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดอุดตันได้
![]()
อาจารย์ ดร.ไมเคิล อาร์. อะดัมส์ แห่งมหาวิทยาลัยเวค ฟอเรสท์ สกูล ออฟ เมดิซีน ในวินซทัน ซาเลม รัฐแคลิฟอร์เนียเหนือ สหรัฐอเมริกาท่านทำการศึกษาในหนูกลายพันธุ์
นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาหนูพันธุ์พิเศษขึ้นมา ทำให้หนูพันธุ์นี้แก่เร็ว เส้นเลือดของหนูเหล่านี้จะเสื่อมเร็ว อุดตันเร็วกว่าหนูทั่วไป ทำให้ประหยัดเวลาติดตามศึกษา หรือเห็นผลเร็ว
บางทีคนบางคนที่แก่เร็วอาจจะเคยทำบาปแบบนี้(ทำให้สัตว์อื่นแก่เร็ว) หรือบาปอื่นคล้ายๆ กันมาก่อนก็ได้... ตรงนี้ไม่ได้ว่าใครนะครับ ผู้เขียนหัวหงอกเร็ว เลยขอต่อว่าตัวเองสักหน่อย
อาจารย์ไมเคิลท่านนำหนูมาทดลองตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งให้กินผัก “ฟรีซ-ดรายด์ (freeze-dried) ” กลุ่มที่สองให้กินอาหารที่ไม่มีผัก![]()
ผักที่นำมาทดลองเป็นผักที่คนอเมริกันชอบกิน เช่น บร็อคโคลี่ แครอท ถั่วสีเขียวนานาพรรณ (green beans & peas) ข้าวโพด
กระบวนการฟรีซดรายทำได้โดยการนำอาหารมาใส่ในภาชนะปิดสนิท มีระบบปิดกักอากาศอย่างดี ไม่ให้อากาศเข้าออกได้ ลดความดันอากาศลงไปเรื่อยๆ
![]()
เมื่อความกดอากาศลดลงจะทำให้จุดเดือดลดลง น้ำจะเดือดอย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิต่ำ ทำให้อาหารที่ได้มีรสชาดดี และรักษาคุณค่าทางอาหาร เช่น วิตะมิน ฯลฯ ได้ดี ไม่เสียวิตะมินมากเท่าการปรุงอาหารที่อุณหภูมิสูงทั่วไป
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟรีซดรายด์ที่เราพบเห็นบ่อยได้แก่ กาแฟชนิดราคาแพง ขวดละประมาณ 200-400 บาท กาแฟฟรีซดรายด์มักจะมีกลิ่นหอมมากกว่าการใช้เทคนิคระเหยน้ำออกด้วยความร้อน
ท่านผู้อ่านที่ไม่ได้ร่ำรวย(รวมทั้งผู้เขียนด้วย)ไม่ต้องตกใจครับ... ถึงไม่ได้กินของแพงๆ ถ้าออกกำลังให้มากพอทุกวัน ร่างกายก็จะแข็งแรง ภูมิแพ้ต่างๆ มักจะลดลง
เมื่อจมูกโล่งและสุขภาพดี จะกินอาหารแพงหรือไม่แพงก็อร่อย ไม่จำเป็นต้องซื้อของแพงๆ มากินให้สิ้นเปลืองอะไร
![]()
หนูกลุ่มกินผักจะได้รับพลังงานจากผักประมาณ 30 % ของพลังงานรวม ถึงตรงนี้... ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ผักจะมีพลังงานได้อย่างไร
คำตอบคือ ผักมีแป้งและน้ำตาลปนอยู่ส่วนหนึ่ง แม้จะน้อยกว่าผลไม้ ทว่า... นักวิทยาศาสตร์ท่านก็คิดคำนวณออกมาได้ว่า เท่านี้เท่านั้น...
![]()
ท่านผู้อ่านที่กินผักไม่ต้องตกใจครับ... เพราะน้ำตาลในผักมีน้อยเมื่อเทียบกับผลไม้ ยิ่งถ้าเทียบพลังงานต่อปริมาตรกับอาหารหมวดอื่นแล้ว ผักจะเป็นอาหารกลุ่มที่มีพลังงานต่ำกว่าเยอะแยะ ไม่ว่าจะเทียบกับไขมัน แป้ง หรือเนื้อก็ตาม
ผักจึงเป็นอาหารที่ทันสมัย เหมาะที่จะใช้ควบคุมน้ำหนัก(ลดความอ้วน) และเหมาะกับคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากเป็นพิเศษ
อาจารย์ท่านเลี้ยงหนูอยู่ 16 สัปดาห์ก็นำเส้นเลือด และเลือดหนูมาศึกษา
ผลปรากฏว่า หนูกลุ่มกินผักมีเส้นเลือดอุดตันน้อยกว่าหนูกลุ่มไม่กินผัก 38 % นอกจากนั้นยังมีโคเลสเตอรอลในเลือดต่ำกว่าอีกต่างหาก
![]()
อาจารย์ไมเคิลท่านแนะนำว่า ผักน่าจะมีผลดีต่อเส้นเลือดโดยตรง 2 กลไกได้แก่ ผักมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) สูง เช่น วิตะมิน ฯลฯ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (antiinflammation)
ปัจจุบันเชื่อกันว่า เส้นเลือดคนเราเสื่อมด้วยกระบวนการสำคัญ 3 ขั้นตอน...
-
เกิดคราบไข:
โคเลสเตอรอลจะไปตกตะกอน เกาะหนึบติดกับผนังเส้นเลือด เกิดเป็นคราบไขมัน (plaque) ทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางเส้นเลือดลดลงก่อน- ออกซิเดชั่น (เกิดสนิม):
ต่อมากระบวนการออกซิเดชั่น (oxidation) หรือกระบวนการคล้ายกับการเกิดสนิม จะไปทำให้คราบไขมันแปรรูป เปรียบคล้ายการทำให้เหล็กเป็นสนิม ผนังเส้นเลือดจะขรุขระ และบวมปูดคล้ายสนิมเหล็ก- อักเสบ:
คราบไขมันที่เกิดสภาพคล้ายเหล็กเป็นสนิมจะเสียสภาพ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมองเห็นเป็น “สิ่งแปลกปลอม” เม็ดเลือดขาวจะมากัดกินผนังคราบไข ซึ่งส่วนหนึ่งซึมเข้าไปในผนังเส้นเลือด ปล่อยสารเคมีที่ทำให้เกิดการอักเสบออกมามากมาย เม็ดเลือดขาวจะมามะรุมมะตุ้ม กลุ้มรุมโจมตี ทำให้เส้นเลือดอุดตันอย่างรวดเร็ว
ผักดีอย่างไร:
-
ช่วยลดโคเลสเตอรอล:
หนูกลุ่มกินผักมีโคเลสเตอรอลต่ำกว่า ลดโอกาสการเกิดคราบไขตามผนังเส้นเลือด- สารต้านอนุมูลอิสระ:
หนูกลุ่มกินผักได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) เช่น วิตะมิน ฯลฯ จำนวนมาก สารเหล่านี้ออกฤทธิ์ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น หรือการเกิดสภาพคล้ายสนิมที่คราบไขบนผนังเส้นเลือด- สารต้านการอักเสบ:
หนูกลุ่มกินผักได้รับสารต้านการอักเสบหลายชนิดจากพืชผัก ทำให้เสันเลือดไม่อักเสบง่าย และไม่อุดตันเร็วเหมือนหนูกลุ่มที่ไม่ได้กินผัก
คำแนะนำ:
-
กินพืชผัก 5 สี:
การกินผักให้ได้ผลดีที่สุด... ควรกินเป็นประจำทุกวัน และควรกินข้าวกล้อง ถั่ว งา เห็ด ผัก และผลไม้หลายชนิดสลับกันไป ดีที่สุดคือ กินพืชผักต่างสีกัน ให้ได้อย่างน้อยมื้อละ 3 สี วันละ 5 สีขึ้นไป- กินพืชผัก 5 ฝ่ามือ:
ควรกินผักรวมกับผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วนบริโภค คิดเป็นประมาณ 5 ทัพพี หรือประมาณ 5 ฝ่ามือ(ไม่นับรวมนิ้วมือ) และกินผักในสัดส่วนมากกว่าผลไม้ เนื่องจากผักมีน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้- ถ้าต้องการลดความอ้วน:
ถ้าต้องการควบคุมน้ำหนัก(ลดความอ้วน)... ควรกินผักให้ได้ครึ่งหนึ่งของอาหารทั้งหมด อาหารที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งควรเป็นข้าวกล้อง ถั่ว งา เห็ด และผลไม้ กินไขมันและน้ำตาลให้น้อยลง ออกกำลังเทียบเท่าการเดินเร็วอย่างน้อย 30 นาที/วัน และเดินไม่เร็วนักเพิ่มอีกอย่างน้อย 30 นาที/วัน ถึงตรงนี้... ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้อ่านที่กินผักทุกท่านครับ
แหล่งที่มา: - ขอขอบคุณ > http://go.reuters.com/newsArticle.jhtml?type=healthNews&storyID=12570662&src=eDialog/GetContent > June 19, 2006. source: Journal of Nutrition, July/August 2006.
- ความเห็นและการอ้างอิงในบันทึกเป็นไป เพื่อสนับสนุนการให้ข้อมูลข่าวสาร และส่งเสริมการดูแลสุขภาพ... ไม่ใช่เพื่อการรักษา
-
ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาทันตแพทย์ แพทย์ หรือบุคลากรสุขภาพที่ดูแลท่าน เช่น หมออนามัย พยาบาล เภสัชกร นักโภชนาการ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ฯลฯ
- ขอขอบพระคุณ > โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี + อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT + หน่วยรังสีกรรม > สนับสนุนทางเทคนิค + อินเตอร์เน็ต.
- ขอขอบพระคุณ > ศูนย์มะเร็งลำปาง + อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT + กลุ่มงานรังสีวินิจฉัย > สนับสนุนทางเทคนิค + อินเตอร์เน็ต.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๙
- กินพืชผัก 5 ฝ่ามือ:
- สารต้านอนุมูลอิสระ:
อาจารย์ไมเคิลท่านว่า กลไกการออกฤทธิ์ของผักไม่ได้มีขั้นตอนเดียว ทว่า... เป็นการออกฤทธิ์แบบหลายขั้นตอน
ถ้าจะเปรียบก็คงคล้ายแชมพูประเภทผสมครีมนวดผม ออกฤทธิ์ทำความสะอาด และบำรุงเส้นผมไปในคราวเดียวกัน โปะลงไป และเปิดก๊อกน้ำล้างออกไปเลย ไม่ต้องใช้แชมพูโปะก่อน ล้างออก และตามด้วยครีมนวดผมให้ยุ่งยาก
- ออกซิเดชั่น (เกิดสนิม):
