แบบนี้ก็มีด้วย

      

 

        ก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้า  เสียงโมบายห้อยระย้าที่หน้าบ้าน  แข่งกันส่งเสียงดังกรุ๊ง  กริ๊ง ๆ ๆ คล้ายกับการหยอกเอิญกับแรงลมที่พัดผ่านเข้ามาอย่างสนุกสนาน  เสียงดังขึ้น  ดังขึ้นเรื่อยๆ  บางครั้งผ่อนเบาบ้าง  แต่ยังดังอย่างต่อเนื่อง...มันเกิดอะไรขึ้น  ก็เมื่อวานอากาศยังร้อนอบอ้าว  ใบไม้ไม่ไหวติง  ทุกอย่างดูนิ่งเหมือนเชื่อฟังอากาศร้อน   เมื่อสัมผัสกับอากาศข้างนอก ฉันยังรู้สึกแสบหน้าอยู่เลย 

        มาคืนนี้เสียงลมดัง วู้ วู้...อย่างต่อเนื่อง  เมื่อมองผ่านช่องกระจกของหน้าต่าง ต้นไม้ทุกต้นล้วนเอนไหวไปทางเดียวกันหมด  ก่อนที่จะกลับมาตั้งตรงเช่นเดิม  อากาศวันนี้ช่างดีจริงๆ  หลังจากร้อนมานาน  เมื่อเดินออกมาสัมผัสกับอากาศข้างนอก  ฉันรู้สึกหนาวเย็นเข้าลึกถึงทุกซอกทุกมุมของร่างกาย  ปฏิกิริยาของผิวหนังแสดงอาการทันที  ขนแขนลุกตั้งชันจนแขนของฉันทั้งสองข้างคล้ายมีตุ่มๆขึ้นเต็มไปหมด  ฉันไม่พลาดโอกาสที่จะยืนหันหน้ารับลมที่หน้าบ้าน และหลับตาพริ้มอย่างเย็นสบาย  สดชื่นจนหนาวเหน็บเลยนะวันนี้  หลังร้อนมาเป็นเดือน  

        ฟ้าเริ่มสาง  เสียงไก่บ้านข้างๆขันรับแสงอาทิตย์  หมาน้อย 3 ตัว พากันเดินแกว่งหาง พร้อมใช้เท้าหน้าตะกุยประตู  เป็นการแจ้งสัญญาณว่าอยากออกนอกบ้านเต็มที  เมื่อฉันเปิดประตูให้ต่างวิ่งกันอย่างเริงร่าออกนอกบ้านไป  ลุง อาๆ ทั้ง 3 คนที่วิ่งออกกำลังกายยามเช้าจากปากซอยจนถึงหน้าบ้านฉันแล้วก็จะวิ่งกลับตั้งแต่ตี 5 จนเกือบ 6 โมงเช้า คนแรกคือคุณอาของฉันเอง ฉันเดาว่าคุณอาคงติดนิสัยเมื่อครั้งเป็นทหาร  คุณอาคงวิ่งทุกวันและตั้งแต่คุณอาลาออกมาอยู่บ้านก็เห็นคุณอาวิ่งอย่างนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว คนที่ตามมาวิ่งเพิ่มด้วยกันก็คือคุณลุงบ้านตรงข้าม ส่วนคุณอาอีกคนหลังออกจากงานประจำก็มาวิ่งด้วยกัน เพิ่มสมาชิกเป็น 3 คน   พระ 3 รูปเดินบิณฑบาตผ่านหน้าบ้านเช่นทุกวัน  คนทำงานประจำก็ได้ใส่บาตรก่อนไปทำงาน

  

        พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า  นกกาต่างออกหากิน  ทุกชีวิตดำเนินไปตามวิถี...วันนี้ฉันนัดกับ jaja ว่าเราจะไปร่วมงานผู้พิการที่ สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งทับกวาง     รับทราบแต่เพียงว่าไปแจกของกัน  ก่อนออกจากบ้านรู้สึกเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูกที่จะได้ไปร่วมงานนี้  เพราะอะไรตอบไม่ได้รู้สึกปิติในใจลึกๆ  วันนี้แม้ท้องฟ้าจะมืดครึ้มคล้ายฝนจะตก  แต่อากาศกับหนาวราวฤดูหนาว  นี่มันแปรปรวนถึงขนาดนี้เชียวหรือ  สัมผัสได้ถึง 3 ฤดูในสัปดาห์เดียวกัน  แม้ฟ้าจะมืดครึ้ม  แต่ใจฉันรู้สึกสว่างไสวและเริงร่าอย่างบอกไม่ถูก

        เมื่อไปถึงโรงพยาบาลตามเวลานัดหมายโทรถาม jaja ได้รับคำตอบว่า 

        “เจ้...เจ้ไปกับน้องกุลนะ  กุลบดี หรือที่พวกเราเรียกล้อกันเล่นๆว่า กุน-บ่-ดี ซึ่งเป็นนักกายภาพและเป็นหัวหน้างานเวชปฏิบัติฟื้นฟู  ผู้รับผิดชอบงานผู้พิการของ ต.ทับกวาง 

       “หนูขอโทษนะเจ้...ที่ไปกับเจ้ไม่ได้เพราะต้องทำแบบประเมิน completency และ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ตาม KPIs  ส่งหัวหน้าด่วนภายใน 10 โมงเช้านี้  เดี๋ยวหนูโทรบอกน้องกุลให้ก่อนนะ เจ้จะยังไปมั้ย  คุณน้อง jaja ผู้น่ารักของฉันเล่าแจ้งแถลงไขมาตามสาย   

        “ไม่เป็นไรจ้า...ส บ ม ย ห... ฉันตอบน้องไปตามสาย เพราะฉันตั้งใจมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว  แล้ว  และวันนี้งานที่ห้องก็เคลียร์เรียบร้อยแล้ว  สักพักน้องกุลโทรมาหาฉันเร็วทันใจดีจังเพิ่งวางสายจาก jaja สักครู่นี้เองโทรคุยกันแล้วเหรอ...คุยกันสักพักน้องกุลบอกว่าตอนนี้อยู่ที่สถานีอนามัยทับกวางแล้ว  รอฉันอยู่ยังไม่ได้ออกกันให้รีบมาเลย...ไม่รอช้าฉันบึ่งรถคู่ใจของฉันไปยังเป้าหมายทันที 

        น้ำใจของน้องกุล...ฉันถามว่าใครมาส่งหรือ  น้องกุลบอก  รถโบกค่ะพี่ กำลังรอรถประจำทาง  สระบุรี-มวกเหล็ก ที่ต้องผ่านทับกวาง  พอดีพี่กุ้ง พยาบาลของสถานีอนามัยทับกวางผ่านทางมาพอดีจึงโบกรถมาด้วยกัน  ถามว่าทำไมถึงไม่ขอรถโรงพยาบาล เมื่อเรามาทำงานในหน้าที่ น้องกุลบอกเกรงใจค่ะพี่หนูมาคนเดียว  แล้วพี่ล่ะ? ทำไมขับรถมาเอง... ฮ่า ๆๆ  เจ๊ากันไปนะน้องบ่ดี  เราคงหัวอกเดียวกัน  สิ่งไหนทำได้  สิ่งไหนทำให้ง่าย  ถ้ามันไม่มากไป  พี่ทำได้อยู่แล้วค่ะ 

        น้องกุลกับมะเดี่ยว  ยืนคู่กันรอที่สนามหญ้าหน้าสถานีอนามัย  มะเดี่ยว หรือน้องเดียว  น้องกุลนั่นแหละที่พาฉันเรียกเธออย่างนั้น  เพราะเธอยังเป็น บ่-ดี ของชาว รพ.แก่งคอย มะเดี่ยว  เป็นเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยตำบลทับกวาง  ผู้เชี่ยวชาญในการเดินในพื้นที่  เรียกว่าทุกซอกมุมเธอรู้จักหมด  รู้กระทั่งว่ามีบางมุมที่เธอไม่ควรเข้าไปยุ่ง  หรือบางมุมแค่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ  เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของชีวิต  แม้เธอจะไม่ใช่คนในพื้นที่  แต่ 8 ปีที่เธอมาทำงานที่นี่พอที่จะทำให้เธอได้รู้จักกับทุกคนในตำบลทับกวาง  ในนามของ  หมออนามัย

สามสาวเพาเวอร์พับเกริล จากซ้ายสุดมะเดี่ยว  ขวาสุดน้องกุล

        “รอแป๊บนึงนะพี่  พอดีพี่เค้าลืมของเข้าไปเอาของที่สถานสงเคราะห์ก่อน ทีแรกว่าจะจัดงานในสถานสงเคราะห์นั่นแหละ  แต่เห็นว่าบางคนมาลำบากเราก็เลยจะนำไปให้เขาที่บ้านเลย  น้องกุลรีบรายงานเกรงว่าพี่จะว่ารออะไร  เอ! ของอะไรนะที่เค้าจะแจก ตอนที่ฉันตัดสินใจจะมาด้วยคือการได้เยี่ยมผู้พิการไปด้วย ถ้าจะช่วยแจกของก็ยินดีอยู่แล้ว

        “เป็นงบของสถานสงเคราะห์เขาน่ะพี่  แต่เรารู้ว่ามีผู้พิการที่ไหนบ้างก็เลยจะนำทางให้พี่เค้า  น้องกุลยังคงอธิบายต่อ

        “อ๋อ...แจกเงิน  ก็ไม่หนักน่ะสิ  ฉันพูดล้อน้องกุลเล่น

        สักครู่รถปิ๊คอัพ 4 ประตูก็มาถึง  มีพี่เสือเป็นพนักงานขับรถที่ใจเย็นและน่ารักมาก  ไม่ต้องบอกว่าจะต้องทำอะไรบ้าง  พี่เสือจะรู้หน้าที่เห็นพวกเราเดินไปเยี่ยมบ้าน  ถ้ารถเข้าถึงพี่เสือจะขับรถไปรับถึงที่  กลับรถไว้รอพร้อมเดินทาง  ไม่มีอารมณ์เสีย  ซึ่งต่างกับพนักงานขับรถที่โรงพยาบาลของเรา (บางคน) จังเลย

  

ซ้าย ป้ากบ       กลาง  น้องหนุ่ม        ขวา พี่เตือนใจ

       พี่เตือนใจหัวหน้าทีมเป็นคนใจเย็น น่ารักมากเหมาะที่จะทำงานในสถานสงเคราะห์มากด้วยบุคลิกภาพความเย็นของพี่เตือน

         ป้ากบ  พวกเราเรียกตามพี่เตือนแต่คิดว่าอายุมากกว่าพี่เตือนไม่มาก

         น้องหนุ่ม  เจ้าหน้าที่อีกคนที่มาด้วย  น้องหนุ่มก็เป็นคนน่ารักอัธยาศัยดี  พูดเพราะที่สำคัญพูดภาษาถิ่นได้คล่องมาก

        เมื่อเจ้าสี่ล้อขับเคลื่อนพาพวกเราออกจากสถานีอนามัย  เป้าหมายคือ  บ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5  เพื่อไปบอกกล่าวว่าพวกเราจะเข้าไปทำอะไรในหมู่บ้าน  แต่สำหรับเจ้าตัวผู้ที่จะได้รับเงินสนับสนุน ยังไม่ได้แจ้งไว้  เพื่อเราต้องการไปพบแบบที่เป็นธรรมชาติของการดำรงชีวิตตามวิถีของเขา

        มะเดี่ยวถือรายชื่อผู้พิการอยู่ในมือที่วันนี้เราจะต้องไปเยี่ยมให้ได้ทั้งหมด 15 รายฉันแอบดูที่หัวกระดาษและถึงบางอ้อว่าเป็น เป็นกิจกรรมการจัดสรรสวัสดิการทางสังคม / การเฝ้าระวังคนไร้ที่พึ่งในชุมชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการไม่เพิ่มประชากรในสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งอีกทางหนึ่งของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

         “แปลกนะ  เรามีเงิน  มีงบ  แต่ใช้อะไรไม่ได้  ให้ออกมาช่วยคนข้างนอก  ขณะที่ข้างในพวกเรายังขาดอยู่เลย  ส่วนใหญ่ก็ได้มาจากการบริจาค  พี่เตือนตัดพ้อให้ฟัง

        “วันนี้เรามีงบอยู่ 3 หมื่นบาทก็จะนำเงินไปช่วยรายละ 2 พันบาท  พี่เตือนอธิบายให้ฟังต่อระหว่างนั่งในรถ

         แล้วก็วางแผนกันว่าจะเริ่มที่รายใดก่อน  เพื่อให้การเดินทางสะดวกไม่วกไปวนมา  หลังออกจากสถานีอนามัยมา  ฉันก็เริ่มจำทางไม่ได้เสียแล้ว  เนื่องจากเลี้ยวขวาบ้าง  เลี้ยวซ้ายบ้าง  ขึ้นเขาบ้าง  ลงเขาบ้างอยู่อย่างนี้สักประมาณครึ่งชั่วโมง  ตลอดสองฝั่งข้างทาง  ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา  บางลูกก็เขียวขจี  บางลูกก็แห้งแล้ง  ภูเขาบางลูกก็ถูกตัดยอดเขามองดูเหมือนถนนทางราบบนภูเขา  ท้องฟ้าก็ดูครึ้มๆ  ลมก็แรงโชคดีที่ฉันเตรียมเสื้อแจ๊คเกตกันหนาวมาด้วย  น้องกุลรีบหยิบถุงแขนที่พกติดตัวตลอดออกมาสวม  ส่วนมะเดี่ยวรีบออกตัวว่า

         “หนูรุ่นทนแดด ทนฝน ทนหนาว  เปล่าหรอก  เพราะไม่ได้เตรียมมาต่างหาก  แต่มะเดี่ยวก็จะพูดติดปากเสมอ  ไม่เป็นไรพี่ ๆ 

         หลังแรกที่พวกเราเดินทางไปถึงแม้จะขับรถเลยไปเล็กน้อย  คือบ้านผู้ใหญ่บ้าน  แต่ผู้ใหญ่ไม่อยู่ ญาติๆบอกว่าออกไปที่ วัดถ้าพระโพธิสัตว์  พวกเราจึงไปหาผู้ใหญ่ที่วัดแต่ไม่พบ  จึงปรึกษากันว่าไม่เป็นไร  ถ้าอย่างนั้นเราจะนำเงินช่วยเหลือไปให้ผู้พิการเลย

ภาพจาก Internet

        ข้อมูลของน้องกุลเล่าว่า...พื้นที่ตำบลที่รับผิดชอบผู้พิการมีผู้พิการทั้งสิ้น เกือบ สามร้อยคน  เฉพาะที่มีที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์  ยังไม่นับที่มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง  หรือที่ไม่มีบัตรประชาชนอีก  คนเหล่านี้จึงไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ  และไม่มีสิทธิใดๆ  เพราะไม่มีหลักฐานใดๆที่จะแสดงได้ว่าเป็นคนไทย...ประชากรที่นี่หลายครอบครัว  หลายคนไม่มีใบเกิด  ไม่มีบัตรประชาชน  เพราะมันเป็นมรดกตกทอดกันมา  พ่อแม่ไม่มีบัตรประชาชน  เมื่อลูกเกิดมาส่วนใหญ่จะคลอดเองที่บ้าน  แล้วก็ไม่ไปแจ้งเกิด  เมื่อรัฐเข้ามาช่วยเหลือคนเหล่านี้จึงพลาดโอกาสไป  เมื่อให้ไปแจ้งและหาคนรับรองเขาบอกว่ามันยุ่งยากมากหมอ  ยากจริงๆ  อยู่อย่างนี้ก็ได้ก็ทำมาหากินในพื้นที่ตัวเองไปเรื่อยๆ  เพียงแต่แสดงสิทธิและเสียงใดๆไม่ได้เลย  ยังไม่นับที่มีสิทธิ์เมื่อลูกเกิดมาบ้าใบ้แล้วไปขายสิทธิ์ให้คนอื่นมาสวมบัตรประชาชนตัวเอง แบบนี้ก็มี

        จะเห็นว่าเมื่อเราไปทำหนึ่งเรื่องแต่ข้อมูลที่ได้มันมากกว่าหนึ่งเรื่องมันสัมพันธ์กันอย่างยุ่งเหยิงทีเดียว  อย่างเช่นคนไม่มีสิทธิ์  ทำให้สิทธิของการรักษา  การช่วยเหลือจากภาครัฐ  การศึกษา  ฯลฯ  เหล่านี้จะทำให้คนกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิและไม่มีโอกาสใดๆเลย  จากจำนวนที่มากนี้  บางครั้งผู้พิการเองก็มาตัดพ้อว่าหมอไม่เห็นมาเยี่ยมอีกเลย...สำหรับน้องกุลผู้ออกตะเวนไปสำรวจ  แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์  ว่ารายใดต้องให้มาพบที่โรงพยาบาลเพื่อฟื้นฟูโดยใช้กายอุปกรณ์  รายใดจะให้ญาติทำเอง  รายใดจะประยุกต์ใช้กายอุปกรณ์ที่ทำเองได้บ้าง

        “โอ้ว!  จอร์จ  หนูไม่สามารถเยี่ยมซ้ำได้เลยพี่  นี่ถ้าหนูออกเยี่ยมอย่างเดียวนะ  วันละรายก็ครบปีพอดี  น้องกุลคุยไป  หัวเราะไป  แต่กระนั้นน้องกุลก็พยายามทำให้ได้มากที่สุด น้องกุลยังบอกอีกว่าที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจ  ความรัก  ความเอาใจใส่ของญาติที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยได้ดีที่สุด  โดยเฉพาะในรายที่ต้องฟื้นฟูที่บ้าน