ประวัติตำบลเมืองลีง

ประวัติความเป็นมาของตำบลเมืองลีง

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ราชอาณาจักรไทยมีอาณาเขตกว้างขวางมาก  ชาวไทยพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า “ ส่วย” “กวย” หรือ “กูย” ที่อาศัยในแถบเมืองอัตปือแสนแป  แคว้นจำปาศักดิ์  ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์   พวกเหล่านี้มีความรู้ความสามารถในการจับช้าง  ได้พากันอพยพข้ามแม่น้ำโขงมาสู่ฝั่งขวา เมื่อพ.ศ. 2200 – 2260

โดยแยกย้ายกันหลายพวกแต่ละพวกมีหัวหน้าควบคุมมาดังนี้

กลุ่มที่ 1  มาอยู่ที่บ้านเมืองที  ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมือง  มีหัวหน้าชื่อเชียงปุม

กลุ่มที่ 2  มาอยู่ที่บ้านคุดหวาย  หรือเมืองเตา  ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอรัตนบุรี มีหัวหน้า   

ชื่อเชียงสง

  

กลุ่มที่ 3  มาอยู่ที่บ้านเมืองลีง ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอจอมพระ  มีหัวหน้าชื่อเชียงสง

กลุ่มที่  4  มาอยู่ที่บ้านโคกลำดวน    เขตอำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ    มีหัวหน้าชื่อ

                 ตากะจะและเชียงขัน

กลุ่มที่ 5  มาอยู่ที่บ้านอัจจะปะนึง หรือโคกอัจจะ   ปัจจุบันอยู่ในอำเภอสังขะ  มีหัวหน้า

               ชื่อเชียงฆะ

กลุ่มที่  6  มาอยู่ที่บ้านกุดปะไท  ปัจจุบันคือบ้านจารพัต  อำเภอศีขรภูมิ มีหัวหน้าชื่อ

                เชียงไชย

ประมาณ พ.ศ. 2302 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 หรือพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาอัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์)  ช้างเผือกหลวงได้แตกโรงมุ่งหน้ามายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  เขตพิมาย  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจึงโปรดให้สองพี่น้องกับไพร่พล 30 คน  ออกติดตามช้าง  ได้คำแนะนำให้ติดต่อกับพวกส่วย  ซึ่งเป็นผู้มีความสามารถในการจับช้าง  คณะผู้ติดตามได้พบกับเชียงสงก่อน   แต่เชียงสงบอกว่าตนไม่ชำนาญภูมิประเทศจึงได้นำมาพบกับเชียงสี  เชียงปุม  เชียงฆะ  เชียงไชย  ตากะจะ  และเชียงขัน

เมื่อจับช้างเผือกได้แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หัวหน้าหมู่บ้านมีฐานันดรศักดิ์  ดังนี้

เชียงปุม    เป็นหลวงสุรินทร์ภักดี

ตากะจะ    เป็นหลวงแก้วสุวรรณ

เชียงขัน    เป็นหลวงปราบ

เชียงฆะ    เป็นหลวงเพชร

เชียงสี       เป็นหลวงศรีนครเตา

เชียงไชย  เป็นขุนไชยสุริยงค์

ส่วนเชียงสง  ไม่ปรากฏว่ามีฐานันดรศักดิ์  ท่านอยู่อย่างสมถะ  รักอิสระ  ปกครองกลุ่มชนอย่างอิสระชน  จนต่อมาเมืองนี้ถูกปล่อยทิ้งเป็นเมืองร้างเป็นเวลาร่วมร้อยกว่าปี

ด้วยสันนิษฐานว่าบริเวณนี้เกิดโรคระบาดอย่างหนัก   ผู้คนจึงอพยพหลบโรคร้ายไปอยู่ที่อื่นหมด   บ้านเมืองก็เลยถูกปล่อยทิ้งให้ร้างไป  คนแถวนั้นจึงให้ชื่อว่า “เมืองเลง” ซึ่งเป็นภาษาเขมร  แปลว่า  เมืองปล่อย  หรือเมืองร้างและเพี้ยนมาเป็น “เมืองลีง” จนถึงทุกวันนี้