การวิจัยโครงสร้างองค์การ
การวิจัยโครงสร้างองค์การหรือโครงสร้างการบริหารงานเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการบริหารองค์การ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบหรือปรับปรุงให้เหมาะสมกับการบริหารงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด
ซึ่งต้องใช้หลักการทฤษฎีการจัดโครงสร้างองค์การเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย
หลักการ
แนวคิดที่ใช้ในการวิจัย
1. ประเภทขององค์การ
ตามแนวคิดของ Chester I. Barnard (1968) แบ่งองค์การออกเป็น 2 ประเภท
คือ องค์การที่ไม่เป็นทางการ (Formal Organization)
และองค์การที่ไม่เป็นทางการ (Informal Organization)
ตามแนวคิดของ Blau และ Scott แบ่งองค์การออกเป็น 4 ประเภทคือ
1)
องค์การที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
2)
องค์การทางธุรกิจ
3)
องค์การบริการ
4)
องค์การเพื่อประชาชน
ตามงานวิจัยของ Hoy และ Miskel (1991) องค์การโรงเรียนมี 4
ประเภท
1)
แบบเวเบอร์ (Weberian)
2)
แบบอำนาจนิยม (Authoritarian)
3)
แบบวิชาชีพ (Professional)
4)
แบบยุ่งเหยิง (Chaotic)
2.
ประเภทโครงสร้างองค์การ
โครงสร้างองค์การในปัจจุบันมีดังนี้
1) แบบงานหลัก
(Line Organization)
2)
แบบงานหลักและงานที่ปรึกษา (Line and Staff Organization)
3) แบบหน้าที่
(Function Organization)
4) แบบเมตริกซ์
(Matrix Organization)
5) แบบเครือข่าย
(Network Organization)
นอกจากนี้อาจแบ่งเป็นแบบคณะกรรมการ (Committee) แบบคณะกรรมการชั่วคราว
(Ad-hoe Committee) แบบแบ่งตามหน้าที่ (Regional) แบบตามผลผลิต (by
Products) หรือแบบตามกระบวนการ บริหาร (Process Administration)
3.
แนวคิดการจัดโครงสร้างองค์การ
Hall (1963)
พัฒนาเครื่องมือวัดความเป็นราชการ (Bureaucratic) ตามแนวคิดของ Max
Weber มี 6 ด้าน
1)
ระดับการบังคับบัญชา(Hierarchy of Authority)
2)
ความชำนาญการ(Specialization)
3)
ข้อบังคับสำหรับผู้อยู่ในตำแหน่ง (Rule for Incumbents)
4) วิธีการปฏิบัติเฉพาะ
(Procedural Specifications)
5) ความไม่เป็นส่วนตัว
(Impersonality)
6)
ความสามารถทางเทคนิค(Technical Competence)
Mackey (1964)
ปรับปรุงเครื่องมือของ Hall มาวัดความเป็นราชการของโรงเรียน เรียกว่า
“The School Organizational Inventory- SOI” ประกอบด้วย 6 ด้าน
เช่นเดียวกับ Hall Hoy และ Miskel ศึกษาวิจัยโดยแบ่งลักษณะองค์การมี 2
ลักษณะ
1) รูปแบบระบบราชการ
(Bureaucratic Pattern) ประกอบด้วย
(1)
ระดับการบังคับบัญชา (Hierarchy of Authority)
(2)
ข้อบังคับสำหรับผู้อยู่ในตำแหน่ง(Rules of Incumbents)
(3)
วิธีการปฏิบัติเฉพาะ(Procedural Specifications)
(4)
ความไม่เป็นส่วนตัว(Impersonality)
2) รูปแบบวิชาชีพ(Professional
Pattern)
(1)
ความสามารถทางเทคนิค(Technical Competence)
(2)
ความชำนาญการ(Specialization)
นอกจากนี้
นักวิชาการอื่นอาจแบ่งการศึกษาใน 3 ลักษณะ ได้แก่ 1. ความเป็นทางการ
(Formalization) 2. ความซับซ้อน (Complexity) 3. การรวมอำนาจ
(Centralization) 4. แนวทางการศึกษาวิจัย
การวิจัยโครงสร้างองค์การ
มีแนวทางในการวิจัยได้แก่
1)
ลักษณะของโครงสร้างองค์การมีความเหมาะสมหรือไม่
2)
การออกแบบโครงสร้างองค์การที่เหมาะสม
3)
การศึกษาโครงสร้างองค์การกับตัวแปรอื่น ๆ ขององค์การ
.................................
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยมชมค่ะ
ขอบคุณนะคะ
หลับฝันดีค่ะ^__^
เข้ามาเยี่ยมชมเช่นกันครับ :) ยังไม่ได้รายงานเลยอัพขึ้นบล๊อกซะแล้วววววววววว!!!!! รวดเร็วสุดยอดครับผม++++
วันนี้ไม่เครียดใช่มั้ยจ๊ะ
อาทิตย์หน้า เรามาสู้ด้วยกันนะคะ พี่อี๊ด
สวัสดีครับครู อิ๋ด
นักศึกษา ป.โท มรภ สงขลา เอกวิชา สาธารสุขชุมชน ก็เริ่มเครียดครับ ทาง ป. บัณฑิตแจ้งข่าวมาว่า.......สอบใหม่หมดทั้งชั้น
ดีใจว่าปิดครอส รอทำวิทยานิพนธ์ ...แห้วครับ
....ดีใจจังเจอเด็กสระกะเทียม...ครูอ้อยเล็กเด็กหนองดินแดง เรียนสระกะเทียมวิทยาคม...ม.ศ.รุ่นสุดท้าย...มาทักทายด้วยความดีใจ...
กินแล้วจ้า.....ทำอะไรอยู่จ๊ะ
สวัสดีจ้าคุณนาย ฝันดีนะจ๊ะ